องครักษ์ทั้งสี่คนยืนรออยู่ริมแม่น้ำเฟยหลิงนานครึ่งวันแต่ยังไม่เห็นศพของฟ่านเสวี่ยหลีลอยขึ้นมา
“เ้าหมอนั่นต้องตายแล้วแน่นอนแต่ถ้าไม่เจอศพจะเอาอะไรไปแลกกับค่าตอบแทน! ผู้าุโซ่งกำลังรอฟังข่าวอยู่ทีู่เาชิงหย่วน พวกเ้ามัวรออะไรลงไปงมหาศพให้เจอสิ!”องครักษ์คนหนึ่งทุบน้ำแข็งที่อยู่บริเวณใกล้เคียงอย่างหงุดหงิด
เห็นได้ชัดว่าค่าตอบแทนในครั้งนี้มีมูลค่าสูงมาก เขาจึงเกิดความโลภ
องครักษ์คนอื่นๆ มองหน้ากัน มีคนหนึ่งพูดอย่างแ่เบาว่า“หลายวันมานี้แม่น้ำสายนี้แปลกประหลาดอย่างยิ่ง มีคนหายตัวไปจำนวนมากผู้าุโสั่งให้พวกเราโยนฟ่านเสวี่ยหลีลงกลางแม่น้ำก็พอบางทีฟ่านเสวี่ยหลีอาจจมอยู่ท่ามกลางแม่น้ำแล้ว พวกเราไปรายงานเช่นนี้ต่อผู้าุโดีหรือไม่”
เห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัวแม่น้ำสายนี้
“ไม่ได้!ตายต้องเห็นศพ นี่เป็คำสั่งของผู้าุโ!”องครักษ์คนก่อนหน้านี้เผยสายตาโเี้ “หากพวกเ้าคนใดคอยถ่วงงานก็อย่าหาว่าข้าไร้ปรานี!”
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็หัวหน้าขององครักษ์เหล่านี้และมีอำนาจสั่งการ
องครักษ์ที่เหลือต่างหวาดกลัวจนตัวสั่น และจำเป็ต้องทำตามคำสั่ง
แต่ทันใดนั้นพลันมีเสียงอันเฉยเมยดังขึ้นที่ด้านหลังเหล่าองครักษ์“หากฟ่านเสวี่ยหลียังไม่ตายเล่า”
เขาคือฟ่านเสวี่ยหลี เขาทลายผืนน้ำแข็งและขึ้นสู่ผิวน้ำแล้วจากนั้นก็ยืนปรับลมปราณอยู่ฝั่งหนึ่งอย่างเงียบๆ
หลังจากที่เขาบรรลุเนื้อกายขั้นสี่เขาก็รู้สึกว่าเืลมในร่างกายกำลังปะทุ เส้นเอ็นทุกส่วนในร่างกายราวกับเกิดใหม่
เส้นเอ็นที่แต่เดิมหย่อนยานตอนนี้ก็ผ่านการขัดเกลาจนแข็งแกร่งไร้ที่เปรียบแล้ว ขณะที่เืลมไหลเวียน ทำให้รู้สึกว่าอาวุธฟันแทงไม่เข้าขณะเดียวกันพลังก็แกร่งดั่งม้าวิ่ง คล่องแคล่วดั่งวานร และตัวเบาดั่งนกนางแอ่น
เนื้อกายขั้นสี่เทียบเท่ากับการมีพลังกระทิงสี่ตัว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หัวหน้าองครักษ์ก็พูดอย่างไม่ลังเลว่า“หากยังไม่ตาย ข้าจะแทงร่างกายของเขาให้เป็รูเสียหน่อย ดูว่าจะตายหรือไม่”
แต่เมื่อเขาพูดจบก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างและรู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นหูอย่างยิ่ง จึงเงยหันหน้าไปมองรอบๆ ในทันที
บนแม่น้ำที่เยือกเป็น้ำแข็งนอกจากเขาและองครักษ์อีกสามคนก็ไม่มีเงาร่างอื่นอีก
ทันใดนั้นหัวหน้าองครักษ์ก็รู้สึกสงสัยแล้วะโออกมาว่า“ผู้ใดมาพรางเป็เทพแสร้งเป็ผีอยู่ตรงนี้!”
ในขณะเดียวกัน องครักษ์อีกสามคนก็มองหน้ากันอย่างใหนึ่งในนั้นพูดขึ้นมาว่า “คงไม่ใช่ฟ่านเสวี่ยหลีกลายเป็ิญญาแล้วหรอกนะ”
แต่ทันใดนั้นพวกเขารู้สึกว่าใต้ฝ่าเท้าสั่นไหวผืนน้ำแข็งที่ยืนอยู่ก็แตกออก จากนั้นพลันมีลมฝ่ามือพุ่งขึ้นมาจากข้างใต้!
หลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีปรับลมปราณเสร็จ เขาก็ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำแข็งอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายฟุ้งซ่านแสดงพลังเนื้อกายขั้นสี่ออกมาและโจมตีอย่างรุนแรง
องครักษ์คนหนึ่งถูกฟ่านเสวี่ยหลีโจมตีเข้าจนกระอักเืและตีลังกาตกลงไปในแม่น้ำองครักษ์อีกคนรีบหมุนตัวแต่ฟ่านเสวี่ยหลีรวบรวมพลังไปที่จุดตันเถียนแล้วก้าวเท้าไปข้างหน้าเตะเข้าจุดเชียนหลิงตรงหน้าอกของอีกฝ่ายในขณะที่พื้นะเื ทำให้อีกฝ่ายถูกเตะลงไปในแม่น้ำเช่นเดียวกัน
องครักษ์สองคนที่เหลือสีหน้าใ คนหนึ่งใจนล้มลงมีเพียงหัวหน้าองครักษ์ที่พุ่งตัวหลบออกไปด้านข้างห้าหกจั้ง
หัวหน้าองครักษ์หนีไปถึงฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อหันหน้ากลับไปมองพบว่าไม่มีผู้ใดเขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ทันใดนั้นพลันมีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง“เ้าจะฝากรูไว้บนตัวข้าไม่ใช่หรือ”
หัวหน้าองครักษ์ใจนเครื่องในแทบฉีกขาดเมื่อหันกลับไปมองก็เห็นฟ่านเสวี่ยหลีที่สวมชุดสีขาวนวลจันทร์กำลังยืนอยู่ไม่ไกลภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องทำให้บุคลิกดูไม่ธรรมดา ร่างกายยังเปล่งแสงอย่างเลือนรางมีกลิ่นอายของผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งอีกทั้งพลังเปลวเพลิงอันบ้าคลั่งบนตัวก็ทำให้เขาไม่คิดต่อต้าน
ราวกับเทพศักดิ์สิทธิ์จุติ
มันเหมือนกับตอนครั้งแรกที่หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้เห็นผู้าุโซ่งใช้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์เพื่อควบคุมิญญาที่อยู่โดยรอบหลายลี้ซึ่งทำให้เขาถึงกับสติหลุด
เขาคุกเข่าลงและพูดอย่างแ่เบา “องค์เทพไว้ชีวิตข้าด้วย! องค์เทพไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด! ผู้น้อยล่วงเกินองค์เทพ มีโทษสมควรตาย!”
เมื่อเห็นฟ่านเสวี่ยหลีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์หัวใจของเขาก็แทบพังทลายและร้องเรียกองค์เทพอย่างไม่หยุดหย่อน
ฟ่านเสวี่ยหลีตกตะลึงชั่วขณะ แต่เขาก็เข้าใจสาเหตุในทันที
เมื่อครู่นี้เพลิงสัจธรรมถือกำเนิดขึ้นด้วยตัวเองพลังศักดิ์สิทธิ์ได้เปล่งออกมา คลื่นสะท้อนเ่าั้ยังคงตกค้างอยู่บนตัวของเขา
และลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวนี้แม้แต่คนธรรมดาก็รู้ว่ามันมาจากเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ไม่แปลกที่ถูกสรรเสริญเป็องค์เทพ
ผู้เครื่องรางศักดิ์สิทธิ์จะถูกเรียกว่าองค์เทพซึ่งองครักษ์เหล่านี้จะต้านทานได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นองครักษ์เหล่านี้เป็เพียงองครักษ์ธรรมดาของจวนตระกูลฟ่านเท่านั้นฝีมือยังห่างชั้นจากนักรบเดนตาย จิตใจฟุ้งซ่าน ย่อมอดใไม่ได้
ฟ่านเสวี่ยหลีพูดอย่างเคร่งขรึมว่า“เ้าเป็องครักษ์ของใครในจวนตระกูลฟ่าน ใครเป็คนสั่งให้มาฆ่าข้า”ในเมื่ออีกฝ่ายใจนกลัวแล้ว เขาจึงต้องถามให้แน่ชัดเพื่อคลายความสงสัยของตน
หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นก้มหัวลง ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเขาเขกหัวกับพื้นพร้อมกับพูดว่า “ข้าเป็องครักษ์ของคุณชายสามผู้าุโซ่งเิเฉวียนเป็ผู้ออกคำสั่ง”
“ตอนนี้ซ่งเิเฉวียนอยู่ที่ใด” ฟ่านเสวี่ยหลีถามอย่างเ็า
เขาคาดไม่ถึงว่าผู้อยู่เื้ัจะเป็ซ่งเิเฉวียน!
อีกฝ่ายเป็องครักษ์ของคุณชายสาม ตอนนี้ฟ่านอินเหวินาเ็สาหัสแต่พวกเขากลับรับคำสั่งจากซ่งเิเฉวียนเกรงว่าฟ่านอินเหวินและซ่งเิเฉวียนจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง
“เขาอยู่ที่วัดเต๋าบนูเาชิงหยวน” หัวหน้าองครักษ์ไม่กล้าปิดบังใดๆ
ูเาชิงหยวนเป็ูเาแห่งวัดเต๋าอันมีชื่อเสียงนอกเมืองฉางซาน
เมื่อฟ่านเสวี่ยหลีได้ยินเช่นนี้จึงหรี่ตาลงเล็กน้อยคาดไม่ถึงว่าจะสามารถสร้างจวนขึ้นทีู่เาชิงหยวนเกรงว่าซ่งเิเฉวียนผู้นี้จะมีรากฐานไม่ธรรมดา
จากนั้นเขาก็นึกถึงค่ายกลศพเดินได้ที่อยู่ใต้แม่น้ำจึงถามต่อไปแต่หัวหน้าองครักษ์ผู้นี้ไม่รู้เื่อะไรเลยรู้แค่ว่าซ่งเิเฉวียนมีเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสั่นคลอนดวงิญญาผู้คนและฆ่าคนได้อย่างไร้ร่องรอย
่นี้หัวหน้าองครักษ์ได้คร่าชีวิตหลายสิบคนภายใต้คำสั่งของซ่งเิเฉวียน
เมื่อนึกถึงศพเดินได้ทั้งหลายที่อยู่ใต้แม่น้ำซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่เป็เด็ก และเกรงว่าองครักษ์เหล่านี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องหัวใจของฟ่านเสวี่ยหลีก็คุกรุ่นด้วยจิตสังหารในทันที จากนั้นก็ฟาดฝ่ามือโจมตีไปที่หัวใจของอีกฝ่ายอย่างแรงจนตาย
ยามสังหารไร้ซึ่งความปรานี
เขาหันหลังเดินกลับไปยังจุดเดิมองครักษ์ที่ล้มลงเพราะความกลัวดูคล้ายสลบ แต่ก็ดูคล้ายแกล้งหลับฟ่านเสวี่ยหลีกระแทกฝ่ามือออกใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเลทำให้หัวใจของอีกฝ่ายถูกฟาดจนกลายเป็เศษเนื้อเหลว
จากนั้นก็ตามหาศพอีกสองร่างที่เหลือ แต่ก็ยังหาไม่เจอหลังจากหาไปสักพักจึงเห็นศพทั้งสองค่อยๆ ลอยขึ้นผิวน้ำ
ฟ่านเสวี่ยหลียกศพทั้งสองขึ้นมาและโจมตีไปที่หัวใจอีกฝ่ายด้วยฝ่ามืออย่างไม่ปรานีตอนนี้จึงรู้สึกวางใจ
หลังจากที่ฆ่าสี่คนนี้แล้ว ฟ่านเสวี่ยหลีก็ยืนมองอยู่บนสะพานเฟยหลิงอีกสักครู่ถึงวางใจ
การมาร่วมพิธีขัดเกลาในครั้งนี้ได้พบเจอภัยอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้เขาตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งถึงตอนนี้จึงฝืนโล่งใจได้เปลาะหนึ่ง
เขาพึมพำกับตนเอง “ค่ายกลใต้แม่น้ำนี้ทำลายกฎ์ต้องเป็ฝีมือของซ่งเิเฉวียนอย่างแน่นอนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของเขาน่าจะเกี่ยวข้องกับอาณาเขตจิติญญาและดวงิญญาเขาวางแผนสังหารข้า และยังดูเหมือนกำลังควบคุมฟ่านอินเหวินเขาตั้งตัวเป็ศัตรูกับข้าแล้ว หากอีกฝ่ายรู้ว่าข้ายังมีชีวิตและยังทำลายค่ายกลที่อยู่ตรงนี้แล้วเขาคงเพิ่มความระวังมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังอาจทำร้ายท่านแม่และน้องสาวของข้า”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกอันตรายก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
เขายืนอยู่บนสะพานอยู่ครู่หนึ่ง จิตใจค่อยๆ แน่วแน่ขึ้นความคิดหนึ่งและจิตสังหารปรากฏขึ้น จากนั้นเขาก็มุ่งไปยังจวนของอีกฝ่ายอย่างไม่ลังเลอีกต่อไป
ต้องเผด็จศึกครั้งนี้โดยเร็วที่สุด
อีกฝ่ายคงคาดไม่ถึงว่าตนจะบุกไปถึงที่สินะ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะวางแผนอะไรขอเพียงตนชิงทำลายก่อนก็จะครองความได้เปรียบ
ในเวลาเดียวกันเขาก็หยิบสมุนไพรเหอโส่วอูพันปีออกมากินเพื่อทำให้ลมปราณของตนฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด
เมื่อครู่นี้ที่เขาใช้ตราหมื่นอัคคีในน้ำทำให้กายใจของเขาอ่อนล้าการกินสมุนไพรเหอโส่วอูพันปีเพื่อฟื้นฟูพลังโดยเร็วที่สุดเป็วิธีการที่ได้ผลมากที่สุดในตอนนี้แล้ว
ตอนที่เพลิงสัจธรรมถือกำเนิดใหม่มันไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกอย่างแท้จริง จิติญญาจึงไม่ได้ถูกเผาผลาญ ไม่เช่นนั้นด้วยระดับพลังในตอนนี้ของฟ่านเสวี่ยหลี เขาต้องสลบหลังจากใช้พลังของมันแน่นอน
ขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีก้าวเดินในเวลานี้ ไอสังหารก็แผ่ซ่าน