หญิงที่ดูเหมือนวัยสามสิบกลางๆ รูปร่างหน้าตาคล้ายภานุอยู่บ้างหลายส่วน ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและสภาพที่ดูเหมือนผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบากของเธอ ทำให้จิตใจของภานุต้องฝืนกั้นอารมณ์เอาไว้ นางไม่ใช่ใครคนอื่น นางคือแม่แท้ๆ ของภานุซึ่งในขณะนี้นางกำลังนั่งซึมอยู่ที่เก้าอี้ไม้ซึ่งมีตัวเดียวภายในบ้าน
ภานุตระหนักได้ในทันทีว่าตนเองนั้นได้ทำให้คนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาได้ลำบากเสียแล้ว ทันทีที่ภานุเปิดประตูบ้านเข้ามา เสียงที่ฟังดูเข้มงวดของชายผู้หนึ่งก็ได้ดังขึ้น
“ลูกกลับมาแล้วเหรอ…”
เป็นพ่อของภานุซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าเล่มหนึ่งอยู่บนพื้น เนื่องจากครอบครัวของชายหนุ่มค่อนข้างจะยากจนดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะเอาเงินมาใช้จ่ายกับพวกเฟอร์นิเจอร์ ของส่วนใหญ่อย่างเช่นตู้เก็บของหรือตู้เสื้อผ้านั้นเป็นพ่อของภานุที่สร้างมันขึ้นมาเองจากเศษไม้ที่หามาได้
“ภานุ…”
เสียงของสตรีดังขึ้นก่อนที่ร่างกายของภานุจะรู้สึกอบอุ่นเหมือนกับมีกอดเอาไว้ ซึ่งก็เป็นแม่ของเขานั่นแหละที่ได้กอดเขาด้วยความเป็นห่วง ภานุมองไปที่เสื้อผ้าเก่าๆ ของแม่ตัวเองที่เต็มไปด้วยรอยปักเย็บนับไม่ถ้วน ทำให้ภานุหวนระลึกถึงในสมัยก่อนที่แม่ของเขามักจะเอาเงินเก็บทั้งหมดของตนเองไปซื้อเสื้อผ้าให้เขาก่อน ปัจจุบันนี้อะไรๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปนัก ตั้งแต่ภานุจำความได้เขาก็ได้เห็นแม่ของเขาสวมเสื้อตัวนี้มามากกว่าสิบปีแล้ว
ภานุสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าร่างของมารดาที่กอดเขาอยู่นั้นกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัว ซึ่งชายหนุ่มก็รู้ว่าแม่ของเขานั้นกังวลเรื่องอะไร และมันก็หนีไม่พ้นเรื่องของสัตว์ร้ายที่หลุดรอดออกมาเพ่นพ่านในเมือง
ภานุไม่ต้องการจะกล่าวอันใด เขาไม่ต้องการจะพูดเรื่องโกหกหรือบอกเล่าความจริงที่เขาได้เจอในวันนี้ ในขณะเดียวกันพ่อของเขาที่มักจะเงียบอยู่ตลอดก็ได้หันมาพยักหน้าให้ชายหนุ่มเล็กน้อย เพื่อเป็นสัญญาณให้ชายหนุ่มปลอบแม่ของเขา แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนแม่ของเขาจะได้ค้นพบร่องรอยอะไรบางอย่างจากเสื้อผ้าของเขา
“ละ…ลูกแม่ รอยเลือดพวกนี้เป็นเลือดของลูกใช่ไหม? ”
นางยังกล่าวไม่ทันจบภานุก็ได้พยักหน้าตอบรับทันที ซึ่งนั่นยิ่งทำให้แม่ของเขาต้องกังวล ภานุตัดสินใจกับตนเองว่าจะบอกความจริงกับพ่อและแม่ของเขาไป โดยชายหนุ่มได้เริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นรวมถึงเรื่องของหญิงสาวที่ชายหนุ่มชมชอบด้วย ยกเว้นเรื่องพรสวรรค์ที่เขาปกปิดเอาไว้ด้วยความต้องการของตนเอง
“ทำได้ไม่เลวเจ้าหนู! ”
พ่อของภานุเมื่อได้รับฟังเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ได้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่พึงพอใจและตื่นเต้น อย่างไรก็ตามท่าทางตื่นเต้นของพ่อเขานั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียวเท่านั้นก่อนที่จะถูกสายตาดุร้ายของมารดาเขาสยบและกลับมาเป็นพ่อคนเดิมที่มีท่าทางเคร่งขรึม
“ผมขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง…แต่ผมตัดสินใจแล้วต่อจากนี้ผมจะฝึกให้หนักขึ้นและเข้าร่วมกับหน่วยพิฆาต! ! ”
แม่ของภานุที่ยังไม่หายเครียดจากเรื่องที่ภานุประสบพบเจอกับสัตว์ร้ายเมื่อได้ยินการตัดสินใจของภานุสีหน้าของเธอก็ได้เปลี่ยนไปเป็นซีดเซียวเสียยิ่งกว่าเดิม ในขณะเดียวกันเธอก็ได้ส่งสายตาเชิงห้ามปรามให้กับพ่อของเขา เพื่อให้พ่อของเขาช่วยห้ามด้วย
อย่างไรก็ตามพ่อของภานุกลับทำเพียงส่ายหัวสองทีก่อนที่จะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูจริงจัง
“ลูกของเราโตแล้ว…สิ่งที่เขาเลือกไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างถึงที่สุด เธอจะให้ฉันขัดขวางทางเลือกของลูกที่ถูกต้องอยู่แล้วเหรอ? ”
แม่ของภานุกำหมัดแน่นในขณะที่นัยน์ตาของนางเริ่มแดงก่ำก่อนที่จะเอ่อล้นออกมาด้วยน้ำตา ซึ่งทำให้ภานุรู้สึกทำอะไรไม่ถูก มีไม่กี่ครั้งที่เขาทำแม่ร้องไห้ ถ้านับครั้งนี้นี่ก็เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกคือตอนสมัยเด็กที่เขาหนีออกจากบ้าน
“ลูกออกไปก่อนเดี๋ยวพ่อขอคุยกับแม่เพียงลำพัง”
พ่อของภานุกล่าวภานุเองก็หันหน้าไปหาแม่ของเขาก่อนที่จะพยักหน้าและเดินออกไปทางหลังบ้านทันที
“ฟู่วววววว! ”
ภานุถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารู้สึกเหมือนกับตัวเองได้ผ่านพ้นเรื่องราวอันยากยิ่งมา ในชีวิตของเขานั้นแม้ว่าจะต้องการออกไปโลกภายนอกกำแพงเพียงใด แต่เขาไม่มีความกล้ามากพอแม้แต่จะกล่าวบอกแม่ของเขาเลย อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณคำพูดของริกที่ทำให้เขามีความกล้ามากขึ้นและต้องการจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
บริเวณหลังบ้านนั้นพอมีพื้นที่ให้ภานุได้ฝึกยิงธนู และนั่งบ่มเพาะอยู่บ้าง ในวันนี้ภานุรู้สึกว่าตนเองนั้นได้ใช้ธนูมาเยอะเกินพอแล้ว แม้แต่แรงแขนของเขายังไม่พอเหลือที่จะง้างธนูต่อ ดังนั้นเหลือหนทางเดียวนั่นก็คือการบ่มเพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาต้องการจะประสบความสำเร็จมากที่สุด
“ไม่มีพรสวรรค์ไม่เป็นไร…ขอเพียงแค่เราฝึกฝนให้หนักกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น”
ภานุไม่รอช้าทันทีที่นั่งขัดสมาธิก็เริ่มหมุนเวียนลมปราณในทันที การจะกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับหนึ่งนั้นหมายความว่าคนผู้นั้นจะต้องโคจรลมปราณให้ครบหนึ่งรอบโดยผ่านทุกจุดและทุกส่วนของร่างกาย เมื่อสามารถโคจรจนครบรอบได้แล้ว ร่างกายของมนุษย์จะกำเนิดจุดตันเถียนขึ้น ซึ่งภานุที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานหลายปี กลับทำได้เพียงเดินลมปราณไปได้หนึ่งในสิบของเส้นทางเดินปราณเท่านั้น ซึ่งนับว่าไร้พรสวรรค์อย่างสิ้นเชิง
“นี่มัน…”
อย่างไรก็ตามทันทีที่ภานุได้ทำการขับเคลื่อนลมปราณเขาก็ต้องพบกับความประหลาดใจ อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความประหลาดใจที่สุดในชีวิตของเขาเลยก็ว่าได้