< ไม่ได้รับิญญาอสูร >
ตลอดทั้งบ่ายคล้อยจนตะวันลอยเหนือแผ่นดินเล็กน้อย เตชินท์ก็ได้ยินแต่คำคำนี้ แม้จะเบื่อที่ได้ยินมัน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้าก้มตาฆ่าด้วงั์เขาดาบต่อไป
แม้ความจริงเตชินท์สามารถย้ายฟากเพื่อไปล่าสัตว์อสูรชนิดอื่นที่อยู่อีกฝั่งเพื่อนำมากินเพิ่มแต้มพัฒนาก็ได้ แต่นั่นจะทำให้เขาเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ราวครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งกว่าเขาจะกลับมาเริ่มล่าด้วงั์เขาดาบก็ล่วงเลยบ่ายสองโมงเข้าไปแล้ว นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจล่าด้วงั์เขาดาบต่อ
ตะวันหย่อนคล้อยจนจมดินหายไปเกือบครึ่ง สีสันในสายตาถูกเปลี่ยนเป็ส้มไปทั่วทุกแห่ง บ่งบอกว่าเย็นมากแล้ว
‘ดูเหมือนวันนี้ดวงเราจะยังไม่มา’ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าิญญาอสูรเป็สิ่งที่หายากพอ ๆ กับถูกรางวัลแจ็กพอต แต่มันก็อดไม่ได้ที่เตชินท์จะแอบบ่นอยู่ในใจ
เตชินท์นั่งพักอย่างหมดแรง เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดเขาถึงต้องนั่งพักบ่อยเช่นนี้ เนื่องจากเขาเพิ่งผ่านการล่ามาเพียงสามชั่วโมงโดยประมาณเท่านั้น เขาไม่ควรจะเหนื่อยง่ายเช่นนี้เลย
เขาไม่แน่ใจว่าเป็ผลจากแต้มพัฒนาเขายังน้อยเกินไปหรือร่างกายที่แม้จะดูหนุ่มแน่นแต่ยังผ่านฝึกฝนไม่มากพอกันแน่ ที่ทำให้เขาเหนื่อยง่ายกว่าที่เคยเป็ นั่นจึงทำให้เขานึกถึงภารกิจประจำวันที่บังคับเขาให้ออกกำลังกายจนเขาจดจำได้ดีว่าเขาเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพียงใด และทำให้เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า เขาจะมัวี้เีใช้ชีวิตไปวันวันโดยไม่ฝึกฝนร่างกายเหมือนสมัยที่เขาอยู่จุดสูงสุดไม่ได้แล้ว
เมื่อรู้สึกดีขึ้น กำลังวังชาเริ่มกลับมา เตชินท์จึงเริ่มออกตามล่าด้วงั์เขาดาบต่อ เขากะจะล่าจนกว่าจะได้ิญญาอสูรของมันจริง ๆ แม้จะดึกดื่นแค่ไหนเขาก็ไม่สน เพราะเขาเชื่อวันนี้พี่สาวของเขาไม่น่าจะกลับนอนบ้าน นั่นจึงทำให้เขาไม่มีความจำเป็ต้องรีบกลับก็ได้
และอีกเหตุผลคือ เขาเองก็เป็ห่วงหมู่บ้านขวานเหล็กของเขาด้วย อยากรีบล่ารีบกลับ เนื่องจากเขาไม่สามารถติดต่อฮงหรือโจเซฟได้ จึงทำให้เขาไม่รู้ได้เลยว่าสถานการณ์ฝั่งนั้นเป็อย่างไรบ้าง แม้เขาจะแอบตีเนียนอยู่ในฝั่งศัตรูอยู่ก็จริง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะรู้ว่าซานเชสได้วางแผนจัดการหมู่บ้านของเขาเช่นไร
“นี่เขาจะล่าด้วงั์จนหมดป่าเลยหรือยังไง?” ดาม็องมองเตชินท์อย่างหมั่นไส้
เขากับเบิร์ดก็ยังคงล่าด้วงั์เขาดาบอยู่เช่นกัน แต่พวกเขาล่าได้ช้ากว่าเตชินท์หลายเท่า
ตลอดทั้งบ่ายหลังกินมื้อเที่ยงกันเสร็จ เตชินท์จัดการด้วงั์เขาดาบไปได้เกินสิบตัว แต่จนถึงตอนนี้พวกเขาเพิ่งจัดการตัวที่หกได้สำเร็จเท่านั้น
หากหักกินเพื่อประทังชีวิตไปคนละหนึ่งตัว พวกเขาทั้งสองยังมีสัตว์อสูรไม่พอจ่ายค่าประตูเมืองด้วยซ้ำ นั่นเท่ากับว่าวันนี้พวกเขาจำเป็ต้องติดหนี้หมู่บ้านอีกแล้ว นั่นยิ่งทำให้ดาม็องทั้งหงุดหงิดทั้งเกลียดเตชินท์มากขึ้นไปอีกที่เขาโกหกทำเป็ไม่ได้ิญญาอสูรที่ควรจะเป็ของพวกเขาไป แถมยังนำไปขายกินคนเดียวอีกต่างหาก
“นี่คุณครับ! หยุดได้แล้ว”
ในขณะที่เตชินท์เริ่มไล่ล่าด้วงั์เขาดาบอีกครั้ง มีใครร้องทักเขา และเตชินท์ก็จดจำได้ทันทีว่าเป็เบิร์ด และเขาก็ทำเป็ไม่สนใจเช่นเคย
ฉึก!
“ไม่ได้ิญญาสักที เซ็ง” บ่นกับตัวเองเบา ๆ
“ฉันบอกว่าพอแค่นี้ก่อน” เหมือนจะมีคนยังไม่ยอมแพ้ เบิร์ดยังคงเรียกร้องเตชินท์หยุด
“อะไรกันนักหนาว่ะ!” เตชินท์เหลืออดจนตวาดกลับไป “จะกลัวเ้าด้วงหมดป่าอะไรนักหนา ฮะ!!”
“ไม่ได้กลัวว่าพวกมันจะหมดป่าหรอกโว้ย” หนนี้ดาม็องตะคอกกลับมาด้วยความฉุนเฉียว “แต่แกกำลังจะเหนื่อยฟรี เพราะฆ่าพวกมันมากเกินไปต่างหาก ไอ้โง่เอ๊ย”
“หมายความว่าไง?” เตชินท์มองอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“นี่แกยังไม่อ่านกฎเลยหรือยังไง?” ดาม็องกลอกตาใส่เตชินท์ “หรือแค่อยากฆ่าเอาสะใจเฉย ๆ”
“กฎมันมีอยู่ว่า หลังหักค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายหมดแล้ว ทุกคนสามารถเอาสัตว์อสูรแต่ละชนิดได้แค่ชนิดละห้าตัวเท่านั้นเข้าหมู่บ้าน” เบิร์ดเริ่มอธิบายอย่างใจเย็นต่อว่า “ยกเว้นแต่ว่าคุณจะลงทะเบียนเป็พ่อค้า ถ้าทำเช่นนั้นคุณก็จะต้องจ่ายในอีกอัตราอยู่ดี”
หลังฟังจบเตชินท์ยอมรับผิดอยู่ในใจเขาเองที่ไม่ได้อ่านกฎระเบียบครบหมดทุกหน้า
หากมีกฎข้อนี้ตามที่เบิร์ดอธิบายให้ฟังจริง นั่นเท่ากับเขาจะต้องยกซากศพด้วงั์เขาดาบราวยี่สิบตัวให้กับซานเชสไปฟรี ๆ เลย เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ภายในเมืองเขาได้จ่ายด้วยส่วนต่างจากการขายิญญาอสูรหมูป่าหนังกรอบให้กับซานเชสไปแล้ว นั่นเท่ากับว่า นอกจากเขาจะไม่ได้ิญญาอสูรแล้วเขายังทำงานให้ซานเชสฟรีตามที่เบิร์ดบอกจริง ๆ
“ก็รู้นะว่าแกอาจจะมีหลุมดำในกระเพาะ แต่ฉันคิดว่าแกคงกินเข้าไปในคราวเดียวเกินสิบตัวคงไม่ไหว” แม้ปากจะคอยพูดจาค่อนขอด แต่ดาม็องเขาก็พูดความจริง แต่เป็ความจริงที่เขาเองก็หวังว่าเตชินท์จะมีความสำนึกผิดอยู่บ้างและยอมแบ่งมาให้กับพวกเขาบ้างสักห้าหกตัวก็ยังดี
“งั้นพวกนายก็เอาทั้งหมดไปแล้วกัน” แต่สิ่งที่เตชินท์กล่าวออกอย่างว่าง่าย มันกลับทำให้ดาม็องอึ้งจนแทบช็อกตาตั้ง
“นะ นะ นาย พูด จะ จริงเหรอ?” ดาม็องรู้สึกเหมือนขากรรไกรของอ้าค้างจนทำให้เขาพูดติดอ่างอย่างฉับพลัน
“เออ ฉันยกให้” เตชินท์ทำหน้าเบื่อหน่ายที่ต้องพูดซ้ำ
แต่ดาม็องยังแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขายังคงถามเพื่อยืนยันความจริงว่า “ทั้งหมดเลยเหรอ?”
“ไม่เป็ไรครับ พวกเราล่ากันมาได้บ้างแล้ว” แต่เบิร์ดกลับรู้สึกเกรงใจ เขารู้สึกไม่ดีที่จะมาชุบมือเปิบเช่นนี้
“ถ้าไม่เอาก็ไปให้พ้น ๆ” เตชินท์เริ่มรำคาญจริงจังแล้ว
เมื่อได้เห็นว่าเตชินท์เริ่มอารมณ์ไม่ดีแล้ว ดาม็องรีบเอามืออุดปากเบิร์ดแล้วพยักหน้ารัว ๆ และพูดว่า “เอาสิ ๆ อย่าเพิ่งเปลี่ยนใจนะ”
โดยไม่รีรออะไรทั้งนั้น ดาม็องรีบตรงดิ่งไปยังกองซากด้วงั์เขาดาบเพื่อรวบรวมทันทีพร้อมกับฮัมออกมาเป็เพลงเบา ๆ ว่า “วันนี้จะได้กลับบ้าน...น้องเมอิจ๋า~พี่กำลังจะกลับไป เล่นปูไต่ ๆ”
เมื่อเห็นท่าทางของดาม็อง เตชินท์และเบิร์ดมีท่าทีที่เหมือนกัน พวกเขาถอนหายใจและส่ายหัวให้กับดาม็อง
ในที่สุดก็กำจัดคนน่ารำคาญออกไปได้ เตชินท์ก็ออกเดินหน้าล่าิญญาอสูรด้วงั์เขาดาบต่อ แต่เขาก็ล่าต่อได้อีกแค่ไม่กี่ตัว เนื่องจากเขารู้สึกไม่ไหวแล้ว ร่างกายของเขามันเริ่มร่ำร้องว่า ถ้าไม่หยุดพักเสียก็จงนอนมันในกลางป่านี่แหละ ดังนั้นเตชินท์จึงตัดสินใจกลับหมู่บ้านพร้อมกับลากร่างด้วงั์เขาดาบที่เขาเพิ่งล่ามาได้อีกห้าตัว เขาไม่ได้้านำไปกินแต่อย่างใด แต่เขาแค่เตรียมไว้เผื่อเหตุจำเป็ต้องใช้มันจ่ายค่าจิปาถะที่เขาอาจยังไม่รู้อีก
แต่ดูเหมือนเขาจะพกกลับมาฟรี ดูเหมือน่นี้เขาจะอยู่ที่หมู่บ้านแห่งได้อย่างไม่ต้องสนใจค่าใช้จ่ายใด ๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าโปรโมชั่นนี้จะหมดในอีกกี่วันเท่านั้นเอง
เมื่อไม่ได้ใช้ด้วงั์เขาดาบเพื่อเป็ค่าใช้จ่ายอะไร และเขาก็ไม่สนใจจะกินด้วย เขาจึงตัดสินใจไปเช่าตู้เก็บของเพื่อใช้เก็บของและซากสัตว์อสูรด้วยราคาสัตว์อสูรระดับสามัญหนึ่งตัวต่อหนึ่งวัน เขาเช่าเผื่อวันถัด ๆ ไปที่เขาได้ซากสัตว์อสูรมาเพิ่ม จะได้สะสมไว้นำมาใช้จ่ายค่าผ่านประตูมิติก็ยังดี
“เออนี่รู้ยัง? สกายกับหว่องกลับมาจากภารกิจสอดแนมแล้ว” เตชินท์ได้ยินเสียงคนคุยกัน แต่เขาไม่รู้อยู่ตรงส่วนไหนของห้องตู้เก็บของ
“แล้วเป็ไงบ้างว่ะ?” อีกของชายคนอีกถามชายคนแรก และเขาก็ตอบกลับว่า “เห็นว่ามันไปเจอฮงกับโจเซฟแถว ๆ ที่หมู่บ้านก็อบลินขั้นสาม”
“ฮะ!? หมู่บ้านก็อบลินขั้นสาม” ชายคนที่สองใจนเผลอเสียงดังออกมา ชายคนแรกจึงรีบเอ็ดอีกฝ่ายทันทีว่า “นี่เบา ๆ หน่อย เดี๋ยวคนอื่นก็ได้ยินหรอก เื่นี้ยังเป็ความลับอยู่นะ”
“นี่พวกมันยึดหมู่บ้านก็อบลินขั้นสามได้เลยงั้นเหรอ?” ชายคนที่สองพยายามกดเสียงที่ประหลาดใจให้เบาที่สุด เสียงของชายคนแรกตอบกลับว่า “พวกเขาบอกว่าไม่แน่ใจ แต่พวกเขาคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะว่า...”
“เพราะว่าอะไร?” ชายคนที่สองเร่ง ชายคนแรกเงียบอยู่ชั่วครู่จนอีกฝ่ายเร่งเร้าถามอีกครั้งจนเขายอมเปิดปากบอกว่า “หว่องบอกว่าเขาเห็นจ่าฝูงก็อบลินในหมู่บ้านนั้นด้วย”
“นี่พวกเขาทำให้จ่าฝูงก็อบลินยอมสวามิภักดิ์ได้ด้วยเหรอ?!” ชายคนที่สองประหลาดใจอย่างหนักจนควบความดังเสียงไม่อยู่แล้ว
“ฉันบอกให้เบา ๆ หน่อยไง” ชายคนแรกก็ยังคงปรามเพื่อนก่อนจะกล่าวต่อว่า “ฉันกลัวว่าจะไม่ใช่แบบนั้นนะสิ”
“นายจะบอกว่าพวกเขาอาจถูกจับหรือยอมทำพันธสัญญาเืงั้นเหรอ?” เตชินท์ไม่ได้ยินว่าอีกฝ่ายตอบอย่างไรออกมา แต่เขาคาดเดาเอาเองว่าเขาคงพยักหน้าตอบรับเพราะประโยคของชายคนที่สองที่กล่าวต่อว่า “ถ้าความจริงเป็แบบนั้นก็สมน้ำหน้าพวกนั้นแล้วแหละ อยู่กับคนปกติไม่ชอบ อยากไปอยู่กับก็อบลินซะงั้น โง่สิ้นดี”
“แล้วนายคิดว่าบอสซานเชสจะทำไงต่อ?” ชายคนที่สองลองหยั่งเสียงถามความคิดเห็นเพื่อนดู เผื่อเขาจะรู้อะไรมา
“ฉันก็ไม่รู้ คงต้องรอให้ทั้งสองกลับออกมาจากรายงานก่อน ถ้าพวกเขายังยอมเล่าให้ฟังล่ะนะ” ชายคนแรกวิเคราะห์ความเป็ไปได้ออกมาต่อว่า “ถ้าเป็ฉัน ก็คงปล่อยพวกนั้นแล้ว เพราะฉันก็ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านของเรามีใครสู้กับจ่าฝูงก็อบลินไหวบ้าง ถ้าไม่อย่างนั้นก็คงต้องขอช่วยจากหมู่บ้านดาบั์เท่านั้น ถ้าบอสซานเชส้าได้หมู่บ้านนั้นมา”
“นายหมายถึงบอสลูโช่ที่เป็ลูกพี่ของบอสซานเชสนั้นใช่ไหม?” ชายคนที่สองถามด้วยเสียงตื่นเต้น “ถ้าไปขอช่วยได้ก็ดีสิ ฉันเองก็อยากย้ายไปอยู่หมู่บ้านก็อบลินขั้นสามกับเขาบ้าง สัตว์อสูรรอบหมู่บ้านที่จะมีแต่ตัวที่แข็งแกร่งกว่าพวกสามัญสักที”
‘ลูโช่งั้นเหรอ? คุ้น ๆ แฮะ แต่นึกไม่ออก อาจเป็หนึ่งในคนที่เราฟันตายไปมั้ง แต่อาจจะเป็คนละคนกัน’ เตชินท์พยายามเค้นความทรงจำ
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ