ดยุคโคเว่นสามารถอ่านสายตาที่สื่อความหมายของร็อกโก้ได้เป็นอย่างดี เขาเหลือบสายตาไปมองแอเรียสที่ยังคงทำสีหน้าราวกับกำลังบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับตน แม้จะรู้สึกหนักใจอยู่เล็กน้อยแต่ดยุคโคเว่นเองก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ แม้การกระทำของแอเรียสจะดูเกินกว่าเหตุไปบ้างแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือว่าสิ่งร้ายแรงอะไรทุกอย่างเป็นไปตามกฎการประลอง เขาได้แต่ส่ายหัวออกมาเล็กน้อยอย่างจนใจ
“ เอาล่ะในเมื่อขาดไปหนึ่งคนก็ไม่เป็นไร ก่อนที่พวกเจ้าจะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ ข้ามีเรื่องที่จะต้องบอกให้พวกเจ้ารู้อยู่สามเรื่อง เรื่องแรกพวกเจ้าจะมีเวลาอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์เพียงแค่ห้าวันเท่านั้นและจงจำเอาไว้ว่าในดินแดนแห่งนั้นแม้จะเป็นดินแดนรกร้างที่ไม่มีเหล่าภูตอาศัยอยู่อีกแล้วแต่มันก็ยังมีเหล่าสัตว์อสูรอาศัยอยู่มันไม่ได้มีแค่เพียงทรัพย์สมบัติที่พวกเจ้าแสวงหา ยิ่งพวกเข้าใกล้ใจกลางของดินแดนภูตสวรรค์มากเท่าใดมันจะยิ่งมีภัยอันตรายรอพวกเจ้าอยู่มากเท่านั้น เรื่องที่สองที่ใจกลางของดินแดนแห่งนั้นมีเขตอันตรายที่พวกเจ้าไม่ควรย่างกรายเข้าไปใกล้อยู่‘วงกตพฤกษามรณะ’ ในอดีตเคยมีผู้ที่เข้าไปยังวงกตพฤกษามรณะแล้วไม่มีโอกาสได้กลับออกมาอีก ข้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิม พวกเจ้าถือว่าเป็นเหล่านักเวทที่เป็นความหวังของเมืองเบอเนียร์ข้าไม่อยากจะให้พวกเจ้าเอาชีวิตไปโยนทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ “
ดยุคโคเว่นเอ่ยอธิบายถึงเรื่องราวของดินแดนภูตสวรรค์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหล่าหนุ่มสาวต่างตั้งใจฟังด้วยความจดจ่อไม่เว้นแม้แต่แอเรียสเองก็ตาม ในหัวเริ่มวิเคราะห์ถึงเรื่องราวของดินแดนที่พวกเขากำลังจะต้องพบเจอในอีกไม่อีกเพลาข้างหน้า ดินแดนแห่งภูตสวรรค์ดูเหมือนมันจะไม่ได้มีเพียงผลประโยชน์ให้พวกเขาหวังให้กอบโกยเท่านั้นแต่มันยังมีอันตรายซุกซ่อนอยู่อีกด้วย‘ ดินแดนแห่งนั้นเป็นแผ่นดินที่รกร้างมานับร้อยปี แต่ในเมื่อภายในดินแดนยังคงมีพวกสัตว์อสูรอาศัยอาศัยอยู่ คงไม่ต้องกล่าวเลยว่าพวกมันจะเติบโตไปมากเพียงใด ตอนนี้บางทีมันอาจจะไม่ใช่ดินแดนสวรรค์ของเหล่าภูตอีกต่อไป แต่มันคงจะกลายเป็นสรวงสรรค์ของพวกสัตว์อสูรเสียมากกว่า‘ แอเรียสกำลังขบคิดถึงความเป็นไปได้ในดินแดนแห่งนั้น
“ และเรื่องสุดท้ายที่จะบอกให้พวกเจ้าได้รับรู้ นอกจากพวกเจ้าทั้งแปดคนแล้วจะมีอีกหนึ่งคนที่เข้าไปยังดินแดนแห่งนั้นกับพวกเจ้าด้วย“
ดยุคโคเว่นหันสายตาไปยังเด็กสาวใบหน้างดงามผู้หนึ่งที่ก้าวเท้าเดินมาข้างหน้าอย่างสง่างามก่อนจะหยุดยืนอยู่เคียงข้างดยุคโคเว่น นางเป็นหญิงสาวที่ผู้คนในเมืองเบอเนียร์ต่างรู้จักเป็นอย่างดีนางคือบุตรสาวของดยุคโคเว่นนั่นเอง เฮเลน่าบุตรสาวเพียงคนเดียวที่ได้ชื่อว่าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของดยุคโคเว่นก็ว่าได้
ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของดยุคโคเว่นแอเรียสก็รอบพยักหน้าภายในใจ ในที่สุดเข้าก็เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีเพียงลำดับหนึ่งถึงเก้าที่สามารถเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ได้แทนที่จะเป็นลำดับหนึ่งถึงสิบ มันเป็นการเว้นที่ว่างไว้อย่างจงใจเพื่อที่จะเผื่อเอาไว้สำหรับใครบางคนอย่างที่แอเรียสสงสัยอยู่จริงๆ
“ ข้าชื่อว่าเฮเลน่า ยินดีที่ได้พบพวกเจ้า “
เฮเลน่ายกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนหวานพร้อมกับกล่าวแนะนำออกมาเล็กน้อย ใบหน้าอันงดงามกับเส้นผมยาวสลวย วันนี้นางแต่งกายด้วยชุดที่ดูคล่องแคล่วไม่เหมือนกับชุดของนางในยามปกติ เสื้อตัวในสีน้ำเงินเข้มสวมทับด้วยเกราะเบาสีเงินกับกางเกงที่ดูทะมัดทะแมง ที่เอวเหน็บมีดสั้นเล่มหนึ่งเอาไว้ มันทำให้ลักษณะของนางราวกับนางรบสาวคนหนึ่ง แม้วันนี้นางจะแต่งกายด้วยชุดที่แตกต่างออกไปจากยามปกติแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงดงามของนางลดลงไปเลยแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มบางคนเพียงแค่มองไปยังรอยยิ้มนั้นก็อดที่จะใจเต้นแรงไม่ได้ ใบหน้าของพวกมันเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยผลจากรอยยิ้มนั้น แต่เมื่อเหลือบที่เห็นสายตาที่จ้องมองมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของดยุคโคเว่นพวกมันก็พลันหยุดความคิดในหัวเอาไว้โดยฉับพลัน
เฮเลน่าเหลือบมองไปทางแอเรียสก่อนจะหยุดสายตาอยู่เล็กน้อย นางมองไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังยิ้มกรุ้มกริ่มผู้นั้นด้วยความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจ คิ้วบางของนางขมวดเล็กๆด้วยความสงสัย นางรู้สึกคุ้นเคยกับรอยยิ้มของแอเรียส นางรู้สึกได้ว่าเขาดูคล้ายกับเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เคยช่วยชีวิตนางเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรนางก็ไม่อาจจะเชื่อมโยงแอเรียสผู้ที่เป็นถึงนักเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองกับเด็กหนุ่มลึกลับผู้ที่เป็นเพียงระดับสัมผัสเวทขั้นที่ห้าได้ สำหรับนางแล้วมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะมีผู้ใดสามารถเลื่อนระดับจากสัมผัสเวทขั้นที่ห้ามาสู่ระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่สองได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
ดยุคโคเว่นสังเกตเห็นท่าทางของบุตรสาวตนได้ดี เขามองเห็นสายตาของเฮเลน่าที่จ้องมองแล้วหยุดไปที่แอเรียสอยู่ชั่วครู่ ในหัวของเขากำลังคิดเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาก่อนที่จะสลัดมันทิ้งไป ‘ คงไม่ใช่หรอกน่า นางยังเด็กเกินกว่าเรื่องราวพวกนั้น แล้วนางกับเจ้าเด็กนั่นก็พึ่งจะเคยพบเจอกันด้วย‘
“ เฮเลน่าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของข้า หากมีอันตรายอะไรเกิดขึ้นกับนางหวังว่าพวกเจ้าคงจะช่วยเหลือนางได้ “
ดยุคโคเว่นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเคยแต่คำพูดนั้นมันกลับแฝงไปด้วยสิ่งที่คล้ายกับแรงกดดันบางอย่างไปยังเหล่าหนุ่มสาวทั้งแปดคนที่จะเข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ คำพูดของดยุคโคเว่นแม้จะคล้ายกับคำบอกกล่าวทั่วไปแต่ทุกคนย่อมเข้าใจดี นี่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของดยุคโคเว่นหากมีเรื่องไม่ดีหรืออันตรายใดๆเกิดขึ้นกับนางพวกเขาคงไม่พ้นต้องรับเคราะห์กรรมนั้นไปด้วยแน่ๆ
แต่แม้คำพูดของดยุคโคเว่นจะสร้างความกดดันเล็กๆขึ้นมา แต่สำหรับเด็กหนุ่มบางคนที่ชื่นชมและหลงรักในความงามของเฮเลน่ากลับไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันนั้นเลยแม้แต่น้อย สำหรับมันแล้วดูเหมือนการได้ใกล้ชิดกับบุตรสาวของดยุคโคเว่นถือว่าเป็นเรื่องที่โชคดีเสียยิ่งกว่าการได้เข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์เสียอีก พวกมันกำลังคิดว่าพวกมันจะติดสอยห้อยตามและคอยคุ้มครองเฮเลน่าอยู่ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้น
“ เจ้าชื่อว่าอะไรนะ “
ดยุคโคเว่นหันหน้าไปถามหญิงสาวผู้ที่ได้รับอันดับที่เก้าในงานประลอง
“ ขะ..ข้าหรอ ..ข้าชื่อเมเบลเจ้าค่ะท่านดยุค“
เมื่อโดนคำถามแบบไม่ทันตั้งตัวแม้มันจะเป็นเพียงคำถามง่ายๆก็ตามแต่เมื่อถูกถามจากผู้ที่มีตำแหน่งสูงศักดิ์เฉกเช่นดยุคโคเว่นจึงทำให้หญิงสาวเกิดความประหม่าเล็กน้อยจนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“ เมเบลงั้นรึ เป็นชื่อที่ไพเราะดี “
เมื่อได้ยินชื่อของหญิงสาวดยุคโคเว่นจึงเอ่ยปากชมออกมา
“ ขอบคุณเจ้าค่ะ“
เมเบลพ่นลมออกมาจากปากเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ยินคำชม มันทำให้นางลดความประหม่าลงเล็กน้อย
“ ดูเหมือนเจ้าจะเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวภายในกลุ่มของผู้ที่ติดอันดับหนึ่งในเก้าของการประลองสินะ เจ้าช่วยเดินทางร่วมไปกับบุตรสาวของข้าได้หรือไม่ อย่างน้อยเจ้าเป็นผู้หญิงเหมือนกับนางก็น่าจะพอช่วยเหลืออะไรนางได้บ้าง “
ดยุคโคเว่นเอ่ยคำพูดออกมา ในที่สุดเมเบลก็รู้เสียทีถึงสาเหตุที่ดยุคโคเว่นถามไถ่ถึงชื่อของนาง
“ ได้เจ้าค่ะท่านดยุค ถือเป็นเกียรติสำหรับข้าอย่างมากเจ้าค่ะ “
เมเบลตกปากรับคำของดยุคโคเว่นในทันทีพร้อมกับทำความเคารพดยุคโคเว่นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้กับเฮเลน่าอย่างเป็นมิตร นางรู้ดีว่าคำขอของดยุคโคเว่นมันไม่ใช่สิ่งที่นางควรจะปฏิเสธ นางคิดว่าดยุคโคเว่นคงสะดวกใจกว่าหากมีหญิงสาวเช่นนางเดินทางร่วมกับบุตรสาวของเขาแทนที่จะเป็นเด็กหนุ่มบางคน แม้จะพูดว่าเป็นการเดินทางร่วมกันแต่นางก็เตรียมใจเอาไว้บางส่วนที่อาจจะเจอกับนิสัยของคุณหนูเอาแต่ใจตามแบบของลูกขุนนางผู้สูงศักดิ์
แต่ก็ใช่ว่าเมเบลจะเสียเปรียบไปเสียทีเดียว หากคิดในอีกแง่หนึ่งการที่นางเดินทางร่วมกับเฮเลน่านั่นหมายว่าไม่ใช่เพียงแต่เฮเลน่าเท่านั้นที่ได้รับผลประโยชน์แต่นางเองก็ย่อมรับผลประโยชน์ตามไปด้วยเพราะอย่างน้อยภายในบรรดาผู้คนที่เข้าไปยังดินแดนภูตสวรรค์ก็คงไม่มีใครกล้าคิดโจมตีนางที่เดินทางร่วมกับบุตรสาวของดยุคโคเว่นเพื่อฉกชิงสมบัติหรือสิ่งต่างๆที่นางได้จากดินแดนภูตสวรรค์อย่างแน่นอน ในคราแรกนางก็รู้สึกกังวลไม่น้อยเพราะนางเองเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้และนางก็ไม่ใช่คนที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่เฉกเช่นเหล่าบุตรหลานของพวกตระกูลใหญ่อย่างอามันโด้หรือว่าลูเซียส มันช่างเป็นเรื่องง่ายดายอย่างมากที่จะมีผู้คิดจะโจมตีนางนางได้ตลอดเวลา แต่เมื่อมีเพื่อนร่วมทางเป็นเฮเลน่าผู้ที่มีฐานะเป็นถึงบุตรสาวของดยุคโคเว่นผู้ที่ปกครองเมืองเบอเนียร์นั่นก็เหมือนกับมีเกราะกำบังไว้ป้องกันภัยนางอีกชั้นหนึ่งเลยก็ว่าได้
“ ข้าโตแล้วนะท่านพ่อ เหตุใดจึงต้องให้เดินทางร่วมกับผู้อื่นด้วย “
เฮเลน่าช้อนตามองค้อนไปยังดยุคโคเว่นด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยพอใจนัก หลายครั้งที่นางรู้สึกอึดอัดที่ต้องมีคนคอยติดตามอารักขานางอยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้นางคิดเอาไว้ว่าจะได้ผจญไปยังดินแดนที่แปลกใหม่ด้วยตัวคนเดียวโดยไม่มีคนของพ่อและแม่นางคอยเดินตามนางราวกับเงาตามตัวเฉกเช่นทุกวัน แต่สุดท้ายก็กลับต้องมีผู้ที่เดินทางร่วมกับนางอีกจนได้
“ เชื่อพ่อเถอะเฮเลน่านี่มันเป็นสิ่งที่ดีกับเจ้า“
ดยุคโคเว่นหันมาส่งยิ้มพร้อมกับลูบหัวบุตรสาวด้วยความเอ็นดู เฮเลน่าเองก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาแรงๆด้วยความจนใจและความหงุดหงิดเล็กๆ นางไม่รู้ว่านางฟังคำพูดแบบนี้จากปากบิดาของนางมากี่สิบรอบแล้ว คำพูดแบบนี้นางได้ยินมาตั้งแต่ที่นางจำความได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นครั้งที่บิดาของนางให้อาจารย์มาสอนนางหัดอ่านตำราเวทมนตร์ตั้งแต่นางยังอายุไม่กี่ขวบหรือไม่ว่าจะเป็นตอนที่พ่อของแต่งตั้งเจสซิก้าเป็นองครักษ์ประจำตัวให้กับนาง และทุกๆครั้งนางก็ไม่มีโอกาสคัดค้านใดๆได้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นที่ซุ้มประตูศิลาก็ปรากฏจุดแสงเล็กๆขึ้นที่ช่องวางใจกลางซุ้มประตู จากจุดแสงเล็กๆเริ่มขยายขนาดขึ้นอย่างช้าๆจนกลายเป็นแสงอันเจิดจ้าขึ้นทุกที มันขยายออกเป็นวงกลมจนดูคล้ายกับวงแหวนเวทบางอย่าง มีตัวอักษรเวทโบราณที่แม้แต่แอเรียสก็ไม่สามารถเข้าใจมันได้วิ่งวนอยู่รอบแสงนั้น สายตาทุกคู่จ้องมองไปยังแสงที่เกิดขึ้นใจกลางซุ้มประตูนั้นอย่างพร้อมเพรียง
“ ดูเหมือนใกล้จะถึงเวลาที่ประตูของดินแดนภูตสวรรค์จะเปิดขึ้นแล้ว จดจำเอาไว้ให้ดีว่าพวกเจ้ามีเวลาอยู่ในดินแดนภูตสวรรค์เพียงห้าวันเท่านั้น และจงอย่าให้ความโลภครอบงำพวกเจ้าจนนำไปสู่ความตาย ..ขอทวยเทพโปรดคุ้มครอง “
ดยุคโคเว่นมองไปยังจุดแสงนั้นก่อนจะหันมาบอกกับเหล่าหนุ่มสาวที่กำลังจ้องมองไปยังแสงใจกลางซุ้มประตูด้วยความสงสัย ทันทีที่ได้ยินคำพูดของดยุคโคเว่นหลายคนก็จ้องมองไปยังจุดแสงนั้นด้วยการรอคอยและความคาดหวัง ใจเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดเวลาที่พวกมันรอคอยก็มาถึงเสียที
ผ่านไปหลายนาทีแสงนั้นหมุนวนเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่าสามเมตร แม้จะยืนอยู่ห่างไกลจากซุ้มประตูแต่หลายคนก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดเล็กๆที่มาจากภายใน ‘ นี่น่ะเหรอประตูดินแดนภูตสวรรค์ที่พวกภูตสร้างทิ้งเอาไว้‘ แอเรียสจ้องมองพร้อมคิดภายในใจ
เมื่อประตูไปยังดินแดนภูตสวรรค์ถูกเปิดออกหลายคนก็เตรียมตัวที่จะเข้าไปยังดินแดนแห่งนั้น แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่รู้สึกประหม่าในการที่จะก้าวเข้าไปยังแสงนั้นเป็นคนแรกอามันโด้เป็นคนแรกที่เตรียมจะก้าวเท้าไปยังประตูดินแดนภูตสวรรค์นั่นเอง
“ ช้าก่อน !!“
เสียงหนึ่งดังมาจากประตูทางเข้าของห้องโถง