ท่ามกลางสายฝนพรำซูอวี่หนิงนึกถึงเสียงที่นางได้ยินเมื่อสักครู่
“ท่านแม่…อย่าล้ม” เสียงแ่เบานั้นดังขึ้นในห้วงสติคล้ายจะเลือนหาย แต่กลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
ซูอวี่หนิงชะงักเท้าหัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก มือบางยกขึ้นกุมหน้าท้องโดยไม่รู้ตัว เมื่อครู่นี้…นางได้ยินจริงหรือ?ยังไม่ทันได้ทบทวนแรง
กระชากจากด้านหลังทำให้นางเสียหลักเกือบล้มลงตามคำเตือน
“เดิน!”
เสียงทหารแข็งกร้าวดังขึ้นพร้อมมือที่ควบคุมตัวนางแ่าราวกับกลัวว่านางจะหลุดหนี ลมหายใจของซูอวี่หนิงสะดุดดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย
แต่ฝ่ามือที่กุมหน้าท้องกลับแน่นขึ้นกว่าเดิมความกลัวบางอย่างคืบคลานขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อตัวนางเองแต่เป็…เด็กในท้อง
“อย่ากระชากข้า...ข้าเดินเอง…”
นางเอ่ยเสียงหนักแน่น พยายามประคองก้าวให้มั่นคงที่สุด ทว่าไม่มีใครสนใจ ฝีเท้าถูกเร่งให้เร็วขึ้นทางเดิน
ทอดยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุด เสียงหัวใจของนางดังชัดในอกทุกจังหวะหนักหน่วงไปด้วยความไม่เข้าใจหรือว่า…เสียงเด็กที่เตือน
ไม่ใช่แค่การล้ม‘แต่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้’ความคิดนั้นทำให้ปลายนิ้วเย็นเฉียบ ก่อนที่นางจะทันตั้งตัวร่างก็ถูกดันขึ้นรถม้าอย่างไม่อ่อน
โยน
“อึก...”
แรงกระแทกทำให้ซูอวี่หนิงต้องรีบใช้มือยันตัวไว้ทันทีอีกมือยังคงปกป้องหน้าท้องแน่นราวกับเป็สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวไว้ได้
ม่านรถม้าถูกปิดลงโลกภายนอกถูกตัดขาดในพริบตาความเงียบเข้าปกคลุม ซูอวี่หนิงก้มมองหน้าท้องของตนเอง ลมหายใจยังคงไม่สม่ำเสมอ
“เมื่อครู่…เ้าเรียกข้าจริงหรือ…”
ไม่มีเสียงตอบ มีเพียงความเงียบที่ยิ่งทำให้หัวใจนางสั่นไหวนางหลับตาลงช้าๆ ฝ่ามือลูบหน้าท้องอย่างแ่เบาราวกับปลอบโยนอีกชีวิต…และ
ปลอบตัวเองไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางจะไม่ยอมให้ผู้ใดทำร้ายลูกของนางเด็ดขาดแม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่งก็ตาม
คำตัดสินของเยี่ยเฉิงอวี้นั้นยังคงก้องอยู่ในหัวไม่จางซูอวี่หนิงแทบไม่ทันตั้งสติด้วยซ้ำ ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเร่งรัดราวกับมีใครอยู่เื้ันางถูก
พาตัวออกจากตำหนักอย่างรวดเร็ว ไม่มีโอกาสแม้แต่จะหันกลับไปกราบลาองค์ฮองเฮาตอนนั้นเอง…บางอย่างก็ผุดขึ้นมาในความคิด
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันองค์ฮ่องเต้ทรงประชวร จนงดเข้าร่วมประชุม กิจสำคัญ องค์ฮองเฮาก็ถูกเชิญไปดูแลงานพิธีทางศาสนาในเมืองทางด้านเหนือดู
เหมือนเป็เื่บังเอิญ…แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว มัน “พอดีเกินไป”
แม้แต่บิดาของนางที่ควรจะอยู่ในที่ประชุมกลับถูกส่งไปตรวจราชการนอกเมืองอย่างเร่งด่วนั้แ่เมื่อวาน ทั้งหมดนี้…มันเป็เื่บังเอิญ“หรือ
ว่า…” หัวใจของซูอวี่หนิงกระตุกแรง
การประชุมที่ถูกเร่งขึ้นอย่างกะทันหันการกันผู้มีอำนาจออกไปจากที่ประชุม และการที่นางถูกผลักให้ออกจากวังโดยไม่มีโอกาสปฏิเสธทุกอย่าง
ราวกับถูกวางหมากไว้ล่วงหน้าแล้วและคนที่ได้ประโยชน์ที่สุด…ปลายนิ้วของนางกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
“นาง…”ชื่อหนึ่งลอยขึ้นมาในใจชัดเจน
เสียงล้อไม้บดกับพื้นดินค่อยๆชะลอลงก่อนจะหยุดสนิทความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะราวกับโลกภายนอกไม่เกี่ยวข้องกับนางอีกต่อไป
“ถึงแล้วลงมา”
เสียงทหารดังขึ้นจากด้านนอก เ็าไร้ความเกรงใจ ม่านรถม้าถูกเปิดออก แสงแดดสาดเข้ามาจนซูอวี่หนิงต้องหรี่ตาเล็กน้อยภาพที่ปรากฏเบื้อง
หน้า…ทำให้นางนิ่งไป
เรือนไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นที่รกร้างอันกว้างใหญ่ รอบด้านเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เงาผู้คนมีเพียงลมที่พัดผ่านจนประตูไม้เก่าๆ ส่ง
เสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ที่นี่…ไม่ใช่ที่สำหรับ “ชายา” แต่เหมือนที่คุมขังเสียมากกว่า
“นี่คือสถานที่ที่องค์รัชทายาทมีรับสั่ง”ทหารเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ
“ั้แ่นี้ไปพระชายาต้องพำนักอยู่ที่นี่ ห้ามกลับเข้าวังหลวงโดยไม่ได้รับอนุญาต”
คำว่า“รับสั่ง” เย็นเยียบยิ่งกว่าสายลมที่พัดผ่าน
ซูอวี่หนิงก้าวลงจากรถม้าอย่างช้า ๆมือหนึ่งยังคงกุมหน้าท้องไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
“องค์รัชทายาท…” นางพึมพำแ่เบาภาพในหัวผุดขึ้นอย่าง
ชัดเจน บุรุษผู้มีใบหน้าสงบนิ่งดวงตาเ็าไร้ความรู้สึก และคำพูดที่ตัดสินชะตาของนาง…โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
มุมปากของซูอวี่หนิงยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้ม แต่กลับไร้ความยินดีใด ๆ
“ช่างพระทัยโหดร้าย…เสียจริง”
ลมพัดแรงขึ้นอีกระลอกชายแขนเสื้อของนางปลิวไหวอย่างโดดเดี่ยว ประตูเรือนไม้ถูกเปิดออก ความมืดด้านในราวกับกำลังรอคอยซูอวี่หนิงสูดลม
หายใจลึก ก่อนจะก้าวเข้าไปโดยไม่หันกลับหลังเพราะนางรู้ดี ั้แ่วินาทีที่ถูกพามาที่นี่ชีวิตของนาง…ได้ก้าวเข้าสู่กรงที่มองไม่เห็นแล้ว
เสียงฝีเท้าของนางเพิ่งเหยียบพื้นดินหน้าตำหนักร้างได้ไม่นาน
ประตูไม้เก่าก็ถูกเปิดออกจากด้านในอย่างไม่ใส่ใจนัก
หญิงรับใช้สองคนเดินออกมาสีหน้าราบเรียบ แต่แววตากลับไล่มองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างไม่ปิดบัง
“นี่หรือ…” หนึ่งในนั้นเอ่ยเสียงเบา แต่จงใจให้ได้ยิน “คนที่ถูกส่งมาจากวัง”
อีกคนหัวเราะในลำคอ “ข้านึกว่าจะสูงส่งเพียงใดที่แท้ก็แค่…คนตกอับ”
คำพูดนั้นเบา แต่คม ซูอวี่หนิงไม่ได้ตอบโต้เพียงยืนนิ่ง ดวงตาสงบจนยากจะอ่านความรู้สึก
“ยืนทำอะไรอยู่เล่า”หญิงรับใช้คนเดิมเอ่ยต่อ น้ำเสียงเริ่มแข็งขึ้น “ที่นี่ไม่มีคนคอยปรนนิบัติท่านเหมือนในวังหรอกนะ”
สายตาของนางเหลือบมองหน้าท้องของซูอวี่หนิงก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน
“ยิ่งอยู่ในสภาพนี้…ก็ควรรู้จักเจียมตัวหน่อย”
คำว่า “สภาพนี้”ถูกเน้นชัด ราวกับเป็สิ่งน่ารังเกียจ บรรยากาศรอบด้านเย็นลงทันที ทหารที่พามาส่งเพียงยืนเฉยไม่คิดจะห้ามปรามแม้แต่น้อย
ราวกับเื่ทั้งหมดนี้เป็สิ่งที่ “สมควรแล้ว”
ซูอวี่หนิงก้มมองพื้นชั่วครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง แต่แววตากลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“นำทางเถิด”
เสียงเรียบเงียบ…แต่หนักแน่น หญิงรับใช้ทั้งสองชะงักไปนิดหนึ่งคล้ายไม่คิดว่านางจะตอบกลับเช่นนี้ ก่อนจะสบตากันแล้วแค่นหัวเราะ
“ก็ยังทำท่าเหมือนเป็คุณหนูอยู่ได้”หนึ่งในนั้นพึมพำ ถึงอย่างนั้นก็หันหลังเดินนำเข้าไปด้านใน ซูอวี่หนิงก้าวตามช้า ๆมือยังคงวางบนหน้า
ท้องอย่างปกป้องคำดูถูกเมื่อครู่…นางไม่ได้โต้ตอบ
ไม่ใช่เพราะยอมรับแต่เพราะนางรู้ดีั้แ่ก้าวเข้ามาที่นี่ศักดิ์ศรีของนางไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมอบให้หากต้อง “เอาคืน” ด้วยตัวเอง
ภายในเรือนเงียบงันมีกลิ่นอับจาง ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ
ซูอวี่หนิงเพิ่งนั่งลงได้ไม่นานหญิงรับใช้คนเดิมก็ยกถาดอาหารเข้ามาวางบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนักเสียงจานกระทบไม้ดังแ่เบา แต่แฝงความกระแทกกระทั้น
“อาหารของท่าน”
น้ำเสียงเรียบเฉยราวกับทำตามหน้าที่ไปวันๆ ซูอวี่หนิงเหลือบตามองในถาดมีเพียงข้าวเย็นชืดกับผักต้มสีหม่นที่ดูไร้รสชาติ น้ำแกงใสจนแทบมอง
เห็นก้นถ้วยไม่มีแม้แต่เนื้อสัตว์สักชิ้นเงียบไปชั่วขณะ
หญิงรับใช้ยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาเหมือนรอดูปฏิกิริยา
“ที่นี่ไม่มีของดีเหมือนในวัง”นางเอ่ยขึ้นช้าๆ มุมปากยกยิ้มบาง
“หรือ…ท่านยังคิดว่าตัวเองเป็คุณหนูสูงศักดิ์อยู่?”
คำพูดนั้นไม่ได้ดังแต่ชัดเจนพอให้รู้ว่า…นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ ซูอวี่หนิงไม่ตอบ นางยกมือขึ้นลูบหน้าท้องแ่เบาก่อนจะมองอาหารตรงหน้า
อีกครั้งในสถานการณ์เช่นนี้…นางไม่มีสิทธิ์เลือกปลายนิ้วเรียวหยิบตะเกียบขึ้นช้าๆ
“ต่อให้ไม่อร่อย…ก็ต้องกิน”
เสียงของนางเบาแต่มั่นคงหญิงรับใช้ชะงักไปเล็กน้อย คล้ายไม่คิดว่านางจะไม่โวยวายหรือปฏิเสธ ซูอวี่หนิงคีบผักขึ้นมาเข้าปากกลืนลงไปทั้งที่
รสชาติขมฝาดแทบกลืนไม่ลง นางขมวดคิ้วนิดหนึ่ง…แต่ก็ยังฝืนกินต่อ เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่ศักดิ์ศรี แต่คือเด็กในท้องของนาง
“……”
บรรยากาศเงียบลงมีเพียงเสียงช้อนกระทบถ้วยเบาๆหญิงรับใช้แค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
“ก็แค่คนที่ถูกทิ้ง…จะกินอะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น”
ประตูถูกปิดลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบและอาหารที่ไร้รสชาติ ซูอวี่หนิงวางตะเกียบลงชั่วครู่มือกุมหน้าท้องแน่นขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยสงบ
นิ่ง…ค่อย ๆ เย็นลง
นางไม่พูดอะไรแต่ในใจกลับจดจำทุกอย่างเอาไว้ชัดเจนทั้งคำดูถูก
ทั้งการปฏิบัติที่ต่ำต้อยและคนที่อยู่เื้ัทั้งหมดนี้
“วันหนึ่ง…ข้าจะให้พวกเ้าคืนกลับมาทุกอย่าง”