เทพสงครามมังกรเทวะ

    ก้าวข้ามความเจ็บปวด

    เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้นแล้วเฟยหรงรั้งอยู่ในดินแดนนี้อีกสามเดือนด้วยกัน และในช่วงสามเดือนนี้เองมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายพลังปราณจำนวนมหาศาลแผ่พุ่งจากผืนดิน เหล่าผู้ฝึกตนทุกคนในทวีปรวมถึงนิกายต่างๆพากันทะลวงระดับอย่างบ้าคลั่ง ในเวลานี้ขั้นต่ำของผู้ฝึกตนอายุต่ำกว่าห้าสิบปีคือระดับนักรบเป็นที่เรียบร้อย หากมีใครที่มีพรสวรรค์มากหน่อยก็มาถึงระดับองครักษ์ได้อย่างไม่ยากเย็น

     

    ส่วนเหล่าผุ้อาวุโสที่ทรงพลังระดับจักรพรรดิทั้งหลายนั้นพากันก้าวเข้าสู่ระดับนักบุญกันเป็นจำนวนมาก นี่ถือเป็นการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ของทวีปนี้เลยก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงเรื่องดีเสมอไปเรื่องร้ายมันก็ออกมาอยู่บ่อยครั้ง เหล่าผู้คนที่มั่นใจในตนเองหวังตั้งตนเป็นเจ้าแห่งดินแดนนี้และพากันเข้ามาเพื่อท้าทายตำแหน่งจักรพรรดิอยู่ไม่ขาดสาย

     

    ในขณะที่ทั้งจ้าวหยางและเสี่ยวเฟิงผู้เป็นดังจักรพรรดิและมือขวากำลังผสานสายเลือดกันอยู่นั้น เฟยหรงให้ภรรยาของเขาอย่างเฟิงเสวียจัดการงานสำคัญ ส่วนตัวเขานั้นรับมือกับผู้ท้าทายที่เข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน และแน่นอนว่าเฟยหรงฆ่าพวกมันทิ้งทั้งหมดโดยใช้ย่างก้าวแห่งราชันเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นเอง

     

    "แม้ว่าพลังปราณจะเพิ่มขึ้นแต่โลกทัศน์ไม่ได้เพิ่มตามสินะ"เฟยหรงกล่าวและหันหลังจากไปอย่างเมินเฉย ทำให้เห็นกองศพมากมายที่อยู่ด้านหลังของเขา คนพวกนี้โลภมากจนเกินไปเพียงแค่เขาปลดผนึกทวีปให้มันก็แผ่ขยายไปยังทวีปใกล้เคียงจนพลังปราณเพิ่มมากขึ้นแล้ว แม้จะไม่ได้มากเท่ากับทวีปนี้แต่มันก็ถือว่าพุ่งขึ้นพรวดพราดเป็นอย่างมากจนไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าทวีประดับสูงเลย แต่ทว่าพวกมันยังคงหมายปองที่แห่งนี้ และแน่นอนว่ามีเพียงความตายเท่านั้นที่เหมาะสำหรับคนโลภมาก

     

    การกระทำของชายหนุ่มนั้นสร้างความครั้นครามและหวาดกลัวให้กับคนในทวีปเป็นอย่างมาก แต่เฟยหรงหาได้สนใจไม่แม้เขาจะไม่ได้เกิดในทวีปนี้แต่กลับเติบโตมาในทวีปนี้จะไม่ให้เฟยหรงหวงแหนมันได้อย่างไร อีกอย่างเขาเองก็หาได้สนใจคำวิจารย์ไม่และเพียงปกป้องไว้ให้กับเหล่าครอบครัวของเขาเท่านั้น การปลดผนึกทวีปนี้เป็นเขาเองที่ทำมันแล้วจะให้ใครมาชุกมือเปิบได้อย่างไร

     

    "ท่านพ่อตาทั้งสองคนยังไม่ออกมาอีกหรือ"หลังจากที่สังหารผู้ท้าชิงเสร็จเรียบแล้วเฟยหรงก็เดินมานั่งที่ห้องรับแขกอย่างเมินเฉย รอบข้างมีเหล่าภรรยาของเขายกเว้นเสี่ยวเซียนนั่งดื่มชากันอยู่ ส่วนเมิ่งฉีและเหล่ยอิงกำลังเล่นกับเฟิงหยุนเยว่และปิงลี่อินอย่างสนุกสนาน

     

    "ยังไม่มีวี่แวว แต่ในห้องของเสี่ยวเซียนตอนนี้ดุเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวแล้ว"เสวียเหม่ยกล่าว

     

    "อืม ข้าก็สัมผัสได้ อีกไม่นานนางก็จะเข้าสู่ขั้นราชันเทวะแล้ว"เฟยหรงกล่าวพร้อมรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ในบรรดาภรรยาของเขาล้วนแต่มีพรสวรรค์มากล้นกันทุกคน

     

    นอกจากเสวียเหม่ยที่แข็งแกร่งจนได้ฉายาว่าเป็นอันดับต้นๆของทวีปศักดิ์สิทธิ์แล้ว เฟิงเสวีย ปิงเหยา และเซียนปิงเอ๋อจะอยู่ในขั้นราชันเทวะขั้นกลางเนื่องจากอายุของนางบวกด้วยพรสวรรค์และเส้นลมปราณพิเศษแต่กำเนิด ส่วนจ้าวหลาน หมิงเย่ และฮั่วหลิงหลิงนั้นเนื่องจากไม่ได้มีเส้นลมปราณพิเศษแต่แรกเกิดทำให้นางอยู่ในระดับเทวะขั้นกลาง

     

    จะมีเพียงเสี่ยวเซียนเท่านั้นที่ยังอายุน้อยและมีเส้นลมปราณพิเศษแต่กำเนิดดังนั้นช่วงสามเดือนที่นานกำลังสับสนอยู่นั้นเห็นได้ชัดเลยว่า เพื่อให้ให้เกิดความฟุ้งซ่านนางจึงเอาเวลามาฝึกฝนอย่างหนักจนเกิดการพัฒนาครั้งยิ่งใหญ่ ในเวลานี้ขอเพียงนางออกมาจากการปิดด่านได้นางก็จะกลายเป็นราชันเทวะในทันที

     

    "เสวียเอ๋อแล้วเรื่องการปกครองเป็นอย่างไรบ้าง"เฟยหรงหันไปถามเฟิงเสวียในทันที หญิงสาวเมื่อได้ยินก็วางแก้วน้ำชาลงแล้วยกยิ้ม "ก็เจ้าเล่นฆ่าคนที่ท้าทายไปถึงขนาดนั้นพวกเขาจะกล้าต่อต้านได้อย่างไร แม้จะคิดต่อต้านก็เห็นทีว่าพวกเขาจะไม่มีคุณสมบัติมากพอ"

     

    "งั้นหรือ หากพวกมันมาดีข้าจะไปฆ่าพวกมันทำไมกันละ แต่ละคนที่มาท้ายนั้นต่างหลงระเริงในอำนาจกันเสียหมด บางครั้งข้ายังคิดเลยว่าทำผิดพลาดไปหรือเปล่าที่ปลดผนึกลมปราณของทวีปแห่งนี้"

     

    "แม้จะมีคนมาท้าทายมากมายแต่ทว่าเรื่องดีก็ยังมีมากกว่าเรื่องร้ายนะ เหล่าชาวเมืองพากันเคารพเจ้าจากใจจริง แม้จะมีหวาดกลัวบ้างก็ตามในอนาคตข้างหน้าพวกเขาอาจจะเป็นกำลังสำคัญให้กับทวีปนี้ก็เป็นได้"เสวียเหม่ยกล่าว

     

    "ใครสนใจเรื่องนั้นกัน ที่ข้าทำไปก็เพราะอยากทำไม่ได้อยากได้คำสรรเสริญเยินยอจากผู้ใดไม่ แต่ที่เจ้าพุดมามันก็ถูกในอนาคตข้างหน้าพวกเขาจะต้องเป็นกำลังให้กับทวีปนี้อย่างแน่นอน ในตอนนี้ข้าแค่รอว่าเมื่อไรปลาตัวใหญ่จะลงมือก็เท่านั้น"เฟยหรงกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เสวียเหม่ยผู้ผ่านโลกมามากทำไมจะไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร

     

    ปลาตัวใหญ่ที่เฟยหรงหมายถึงก็คือเหล่าตระกูลใหญ่และจักรพรรดิแห่งทวีประดับสูงนั่นเอง หากพวกมันมาถึงทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมากเลยทีเดียวเพราะหากเฟยหรงเอาชนะคนที่แข็งแกร่งของทวีประดับสุงได้แล้วพวกปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลายก็จะเลิกบุกรุกกันไปเอง ส่วนคนของทวีปศักดิ์สิทธิ์นั้นเฟยหรงก็ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เนื่องจากที่นี่แม้จะมีลมปราณจะมากเพียงใดแต่ก็เทียบไม่ได้กับทวีปศักดิ์สิทธิ์ที่เป็งดังจุดสูงสุดของโลกใบนี้อยู่ดีดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าพวกมันจะไม่หันมาสนใจอย่างแน่นอนและยิ่งด้วยมีชื่อของหอกระบี่ดาวตกคุ้มครองอยู่ด้วยนั้นพวกมันจะมีความกล้าหาญได้อย่างไร

     

    สถานะของหอกระบี่ดาวตกในเวลานี้ไม่ใช่เพียงไก่กาเช่นเมื่อห้าปีก่อนแต่อย่างใดด้วยกำลังของมหาเทวะทั้งสามทำให้หอกระบี่ดาวตกติดอยู่ในห้าขุมกำลังที่ดีที่สุดในทวีปศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งยังต้องไม่ลืมว่าเบื้องหลังของเฟยหรงนั้นไม่ได้มีเพียงแค่หอกระบี่ดาวตกเท่านั้น ตระกูลหยุนเองก็เป็นตระกูลฝั่งย่า ตระกูลเป่ยแห่งมหาสมุทรนิรันทร์ที่เป็นอันดับหนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นขุมกำลังฝั่งแม่ อีกทั้งยังมีขุมกำลังของพระราชวังเยือกแข็งที่เป็นอันดับสองยังเป็นของภรรยาเขา

     

    ด้วยขุมกำลังทั้งหมดที่กล่าวมานี้หากเฟยหรงต้องการปกครองทั้งโลกนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นเลยแม้แต่น้อย น่าเสียดายที่นอกจากครอบครัวและความแข็งแกร่ง เฟยหรงไม่ได้สนใจการครองโลกอะไรมากขนาดนั้นเนื่องจากเขารู้ดีในภายภาคหน้าเขาจะต้องออกจากโลกใบนี้ไปอยู่ดี และสิ่งที่เขาทำอยู่นี้ก็แค่ปูรากฐานให้กับตระกูลของเขาให้มั่นคงและยังคงอยู่ต่อไปได้เมื่อเขาออกจากโลกใบนี้ไปก็เท่านั้น

     

    "โอ้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทะลวงระดับพร้อมกันหมดเลยนะ ฑัณฑ์นิพพานสองสาย ทัณฑเทวะสองสาย และทัณฑ์ราชันเทวะอีกหนึ่งสาย พวกมันกำลังมา"เฟยหรงกล่าวขึ้น ทัณฑ์นิพพานแน่นอนว่าต้องเป็นเฟยหลินและเฟยเหลียง ทัณฑ์เทวะคือพ่อตาทั้งสองของเขา และสุดท้ายคือทัณฑ์ราชันเทวะซึ่งก็คือเสี่ยวเซียนหรือก็คือภรรยาคนแรกของเขานั่นเอง

     

    "บูม!!"

     

    เสียงระเบิดดังกึกก้องห้าครั้งติดต่อกัน ภาพนิมิตรแห่งสวรรค์ปรากฏขึ้นมาห้าตัวตนประกอบไปด้วยพัยคฆ์สวรรค์มีปีกสองปีกตัวใหญ่ยักษ์สามตนที่มีสีแตกต่างกันไปนั่นคือเขียว แดง และฟ้าคราม ด้านหลังข้างของพยัคฆ์สวรรค์ทั้งสามตนปรากฏร่างเงามังกรทองที่ดูแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ และร่างเงาสุดท้ายคือร่างเงาของมังกรน้ำแข็งตัวขาวคล้ายกับของเสวียเหม่ยที่บรรลุขั้นแต่ตัวของมันนั้นเล็กกว่ามากแต่ก็ใหญ่กว่าทั้งร่างเงาทั้งสี่ตัวตนก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด

     

    อีกทั้งความพิเศษของมันคือมีพระจันทร์เสี้ยวประดับอยู่ด้านหลังถึงเจ็ดดวงด้วยกันโดยทั้งเจ็ดดวงนี้จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผนึกของเส้นลมปราณหยกจันทรานั่นคือ พลังปราณ พลังวิญญาน ร่างกาย การรับรส กลิ่น เสียง และสัมผัส เรียกได้ว่าหากผู้ใดที่มีระดับเดียวกันกับเสี่ยวเซียนนั้นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้กับนางอย่างแน่นอน ส่วนการจะสู้ข้ามขั้นนั้นจะต้องมาดูกันอีกทีว่าพื้นฐานของนางแน่นพอหรือไม่

     

    "โฮก!!"

     

    สองมังกรสามพยัคฆ์คำรามก่อก้อง ทัณฑ์สายฟ้าปรากฏออกมาห้าจุดด้วยกันแน่นอนที่หนาแน่นที่สุดย่อมเป็นเสี่ยวเซียนที่ดุเหมือนนางจะต้องรับมันถึงเจ็ดสิบเจ็ดสายด้วกันกัน ส่วนพ่อตาทั้งสองรวมถึงผุ้คิดตามของเฟยหรงนั้นจะรับมันแค่ยี่สิบสาย หากถามว่าทำไมทั้งเฟยหลินและเฟยเหลียงรับเท่ากับจ้าวหบางและเสี่ยวเฟิง คำตอบก็แสนจะง่ายดายนั่นเพราะเส้นลมปราณของเขาอยู่ในระดับจักรพรรดิจึงต้องโดนทันฑ์สวรรค์สองเท่า อย่างคำกล่าวที่ว่ายิ่งก้าวข้ามความเจ็บปวดที่มากเพียงใดก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น และนี่คือสิ่งที่คนมีพรสวรรค์ต้องจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าคนอื่น

     

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน