สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๖๑ หุ่นพยนต์จอมห้าว

    จิวฟงหันรีหันขวาง ความทรงจำโบราณรีบหมุนตัวกลับหลังแล้วดันเด็กชายมาข้างหน้า กลายเป็นว่าเจ้าเปี๊ยกมายืนอยู่หน้าสุด เหล่าผู้อาวุโสล้วนอยู่ห่างออกไป จิวฟงไม่มีเวลาคิดหน้าคิดหลัง คนผิวสีดำแดงจะเข้าถึงตัวเขาในไม่ช้า เจ้าเปี๊ยกตบถุงวิเศษแรงๆ ทันใดนั้นกระบี่สีขาวสลับเงินก็พุ่งพรวดออกมา จิวฟงชี้กระบี่สังหารไปข้างหน้า แล้วเจ้าเปี๊ยกก็ร้องดัง
    “กระบี่เล่มนี้มู่ฉีเชิ่งมอบให้ข้าเองกับมือ ถ้าพวกเจ้าอยากลองดีกับสหายของมู่ฉีเชิ่งก็จงเข้ามา!”
    “ฟงน้อย! คนพวกนี้ต่างรู้ว่าเจ้ายึดสมบัติของมู่ฉีเชิ่งมาเป็นของตัวเอง!”
    ลี้เจ่ยหัวเราะปากกว้าง คนแซ่ลี้ยังคงมีท่าทีสบายๆ เหล่าผู้คุมกฎก็ไม่มีทีท่าว่าจะเคลื่อนไหว ฝ่ายเจ้าเปี๊ยกหัวเราะแหะๆอย่างเขินอาย เขารีบกำกระบี่มังกรสลับลายเอาไว้แน่นๆ จากนั้นก็ฟาดฟันออกไปหนึ่งที
    ตูม!!!
    ทีเดียว...ทีเดียวเท่านั้น พื้นหินเบื้องหน้าของชายผิวสีดำแดงกลายมาเป็นหลุมลึก คนผู้นั้นคล้ายกับยืนอยู่ที่ขอบเหว ชายผู้เป็นถึงหน่วยทะลวงธรณีถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก หากเขาทะยานมาเบื้องหน้าเร็วกว่านี้เพียงนิดเดียว มีหวังอวัยวะของเขาได้แหลกเหลว ฝ่ายคนที่ปรี่มาจากด้านหลังต่างชะงักกึกแล้วหยุดนิ่งโดยสิ้นเชิง
    “อา...”
    ชายผิวกายสีดำแดงอุทานได้เพียงแค่นั้นก็หุบปาก เหงื่อกาฬผุดขึ้นบนใบหน้า เขามองเจ้าเปี๊ยกด้วยแววตาหวาดผวา คนเรือนหมื่นต่างก็อ้าปากค้าง มีเพียงคนของสำนักหนึ่งโลกาเท่านั้นที่ไม่มีสีหน้าประหลาดใจ สรรพเสียงเงียบหายไปเพียงครู่เดียว แล้วเสียงพูดคุยจ้อกแจ้กก็ดังขึ้น
    “เมื่อครู่หุ่นพยนต์เรียกเด็กนั่นว่าจิวฟง”
    “ไม่ผิดแน่ มันย่อมคือจิวฟงผู้นั้น!”
    “จิวฟง? จิวฟงไหน?”
    ชายผู้หนึ่งยังไม่รู้ความ อีกหลายต่อหลายคนพากันซุบซิบ จิวฟงได้แต่ทอดถอนใจ คนเหล่านี้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่หุบเขาหวงฉงอีกแล้ว ขณะที่เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นทุกที คนร่างหนาผิวคล้ำก็ตะโกนออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
    “ก็จิวฟงไง! จิวฟงผู้สยบคนนับพันที่หุบเขาหวงฉง เจ้าไม่รู้เรื่องหรือไง!”
    เจ้าเปี๊ยกหันขวับไปดูก็เห็นว่าเป็นซุนหยางที่ยืดอกพร้อมกับป่าวร้อง ฝ่ายเจ้าอ้วน เจ้าเฉื่อยกับเจ้าหนอนก็ช่วยตะโกนสำทับ ครู่เดียวเสียงสรรเสริญเยินยอเจ้าเปี๊ยกก็ดังไม่หยุด เหล่าผู้คนของสำนักหนึ่งโลกาต่างตะโกนด้วยเสียงดังลั่น
    “หกพันคนเชียวนะ ผู้คนทั้งหกพันไม่สามารถทำอะไรจิวฟงได้”
    “ขนาดมีปราณสูงกว่า แต่สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี!”
    “พวกนั้นรู้จักจิวฟงของเราน้อยไป!”
    ...
    จิวฟงกลับมามีรอยยิ้มบนใบหน้า หานยี่ตบไหล่เจ้าเปี๊ยกแล้วยักคิ้วให้ พอได้เห็นเหล่าเพื่อนพ้องให้กำลังใจ ท่าทีของจิวฟงก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
    เด็กชายควงกระบี่สีขาวสลับเงินจนหมุนติ้วๆ พอรำกระบี่ด้วยลีลาพิสดารจบ เจ้าเปี๊ยกก็ทำเป็นเดินเชิดหน้าเชิดตาไปมา
    ซุนหยางผายมือมาทางเจ้าเปี๊ยก เขาตั้งใจจะให้จิวฟงดูเด่นสุดๆ ผู้คนของสำนักต่างๆต้องจดจำเจ้าเตี้ยแห่งสำนักหนึ่งโลกาได้ คนร่างคล้ำพยักหน้าหนักๆอยู่หลายหน แล้วซุนหยางก็กล่าวด้วยเสียงดังลั่น
    “ที่ยืนอยู่ต่อหน้าพวกท่านคือจิวฟงแห่งสำนักหนึ่งโลกา แม้จะยังเด็กแต่เขาก็เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ พวกท่านเคยเห็นเด็กวัยเพียงเท่านี้ก้าวถึงปราณขั้นที่สองหรือไม่!พวกท่านทราบไหมว่าจิวฟงสามารถควบคุมเตาปรุงโอสถ ฉายาของเขาคือเทพพันรู!”
    “อา เทพพันรู...”
    “ข้าคือเทพแห่งสายลม!”
    ฟ่านหม่านซือจ้องเจ้าเด็กที่อยู่เบื้องหน้าตาไม่กะพริบ เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์ของจิวฟงมาก่อน นึกไม่ถึงว่าจิวฟงผู้นั้นจะก่อตั้งเสาปราณได้แล้วถึงสองต้น หากเป็นเช่นนี้สำนักหนึ่งโลกาต้องให้เด็กชายผู้โดดเด่นลงแสดงความรู้แน่
    “ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเหยียบสำนักหนึ่งโลกาให้สยบอยู่แทบเท้า สำนักปฐพีพิฆาตจะต้องยิ่งใหญ่กว่าสำนักใดในทวีปเฉียนฉิน!”
    ขณะนั้นเองก็มีชายผู้หนึ่งเหินลงมาจากฟากฟ้า คนที่อยู่ในชุดสีน้ำตาลคำนับเจ้าสำนักแซ่ฟ่านอย่างนอบน้อม เขาเงยหน้าขึ้นแล้วกระซิบบอกบางสิ่งกับผู้เป็นเจ้าสำนัก หลังจากนั้นผู้ที่เพิ่งมาถึงก็ประสานมือแล้วเอ่ยทักชายผู้มีผมสีขาว
    “ท่านป้านโหวลี่สบายดีหรือ?”
    “ข้าและทุกคนต่างก็สบายดี ครานั้นต้องขอบใจเจ้าที่ส่งข่าวให้ท่านมู่เว่ยหวู่ได้รู้ ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยดึงคนของตระกูลมู่ออกไปจากสำนัก ผลพวงจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สำนักวายุจำรัสได้ถือกำเนิดใหม่ สำนักหนึ่งโลกายิ่งใหญ่เกินกว่าที่ข้าคิด ต้องขอบใจเจ้ามากจริงๆ อดีตผู้คุมกฎมู่ฉุ่ยยู่!”
    กล่าวจบป้านโหวลี่ก็มองไปยังผู้คนชั้นหัวกะทิของสำนักหนึ่งโลกา คนแซ่ป้านไม่นึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตเลยสักนิด ในตอนนี้มีเพียงความภาคภูมิใจเท่านั้นที่ก่อตัวขึ้นในดวงจิต
    มู่ฉุ่ยยู่หรี่ตามองเหล่าผู้คนที่อยู่ในชุดขาวสลับเทา เห็นชัดว่าการจากไปของตระกูลมู่สร้างปัญหาให้สำนักวายุจำรัสเพียงชั่วครั้งคราว ซึ่งนั่นทำให้ทางตระกูลมู่ไม่พอใจ อย่างไรเสียทางตระกูลมู่ก็ไม่ยอมให้ใครเหยียบย่ำศักดิ์ศรี งานแสดงความรู้ครั้งนี้เหล่าคนของตระกูลมู่จะต้องชำระแค้นให้จงได้
    “เอาล่ะ เสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องมามากแล้ว เจ้าสำนักทุกท่าน ผู้ฝึกตนทุกคน ขอเชิญขึ้นไปด้านบนก่อน ที่ลานชั้นกลางของเขตเขามีผู้ฝึกตนอีกหลายหมื่นรออยู่ หากตัวแทนของสำนักต่างๆมาถึงที่นี่อย่างพร้อมหน้า ข้าจะพาทุกท่านไปชมความยิ่งใหญ่ของสำนักปฐพีพิฆาต...”
    คนแซ่ฟ่านหัวเราะในลำคอ ชายผู้มีเบ้าตาลึกจ้องไปที่หุ่นพยนต์แล้วเหลือบมองเด็กชายตัวจ้อย คนแซ่ฟ่านพ่นลมแรงหนึ่งทีก่อนจะกลับหลังหัน เขานำผู้คนทั้งแปดร้อยมุ่งหน้าด้านบนของเทือกเขาตี้เชียนในทันที
    สามเจ้าสำนักและหนึ่งผู้นำตระกูลเดินนำหน้าเหล่าผู้อาวุโส ด้านหลังพวกผู้อาวุโสมีเหล่าผู้คุมกฎและผู้ชาญยุทธ์ตามมาไม่ห่าง บริเวณรอบๆมีแพทย์กระบี่ขาวคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา พันธมิตรเรือนหมื่นช่างดูน่าเกรงขาม สำนักฝึกตนต่างๆได้แต่เดินตามคนกลุ่มใหญ่ขึ้นไปบนเขาอย่างเงียบๆ
    คนของสำนักปฐพีพิฆาตเดินผ่านรูปปั้นสีขาวที่ยืนขนาบเส้นทางอันกว้างขวาง แทบไม่มีผู้ใดสนใจรูปปั้นอันเก่าแก่ มีบางคนที่ก้มหัวเพียงเล็กน้อยให้รูปปั้นหิน อย่างมากก็ย่อตัวแล้วใช้มือสัมผัสเท้าอันใหญ่โต เห็นกิริยาของคนเหล่านั้น หานยี่ก็พ่นลมแรงอย่างหงุดหงิด
    “ป้านโหวลี่ หยุนยี่เชิ่ง ลี้เฟิ่น ไอ้ผมแดง หยุดเดินก่อน!”
    หานยี่ตะโกนด้วยเสียงดังลั่น เสียงของหุ่นพยนต์ทำให้คนทั้งสี่หยุดชะงักในฉับพลัน ฟ่านหม่านซือก็หยุดเดินแล้วหันมองตามเสียงนั้น แล้วเขาก็เห็นว่าหุ่นพยนต์เจ้าเก่าออกมายืนอยู่หน้าสุด
    ความทรงจำโบราณพยักหน้าให้คนทั้งสี่ เขาชี้ไปยังรูปปั้นสีขาวที่อยู่ไม่ห่างออกไป เหรินชิงเต้อกล่าววาจาด้วยท่าทีจริงจัง น้ำเสียงของเขาหนักแน่น
    “ทำความเคารพตุ๊กตาคู่นี้ก่อน”
    เหล่าผู้ฝึกตนสำนักต่างๆก็พากันขบขัน ฟ่านหม่านซือถึงกับยิ้มเยาะ มู่ฉุ่ยยู่มองมาที่ความทรงจำโบราณด้วยสายตาดูแคลน แม้สำนักหนึ่งโลกาจะยิ่งใหญ่ แต่ผู้คนในสำนักช่างโง่เง่ายิ่งนัก หุ่นพยนต์ของสำนักเกิดใหม่บอกให้เจ้าสำนักทั้งสองเคารพรูปปั้นธรรมดาๆ
    สองเจ้าสำนักหนึ่งโลกาและผู้นำตระกูลลี้หาได้ใส่ใจกับท่าทีเย้ยหยันของผู้คนไม่ พวกเขารู้ดีว่าหานยี่เป็นใคร คำสั่งของคนแซ่หานย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ หากเป็นกวงหั่วที่มีทีท่าลังเล
    คนผมแดงเพลิงเดินไปหาสหายคนสนิท จากนั้นเจ้าสำนักอัคคีผลาญก็เอ่ยถ้อยคำ
    “ท่านป้านโหวลี่...”
    กวงหั่วเอ่ยเพียงเท่านี้ป้านโหวลี่ก็ก้มหัวลงเล็กน้อย คนแซ่ป้านจ้องเข้าไปในดวงตาของสหาย พอกวงหั่วเห็นแววตาที่จริงจังของสหายเก่าก็กลับหลังหัน เขาร้องบอกผู้คนที่ตนเองปกครอง
    “พวกเราจะทำความเคารพรูปปั้นคู่ ทุกคนจงอยู่ในความสงบ!”
    พวกคนที่อยู่ในชุดสีน้ำตาลทั้งแปดร้อยมองคนของสำนักหนึ่งโลกาด้วยแววตาเหยียดหยัน แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็เดินขึ้นไปด้านบนอีกนิด ฟ่านหม่านซือเตรียมพื้นที่ให้แขกได้คำนับรูปปั้นธรรมดาๆอย่างสะดวก เขาปล่อยให้ป้านโหวลี่ทำเรื่องไร้สาระได้ตามใจชอบ
    ในเวลานี้เหล่าคนที่อยู่ด้านล่างเริ่มจะหงุดหงิด พวกเขาไม่สามารถขึ้นไปด้านบน ผู้คนของตระกูลลี้และสมาชิกของสองสำนักปิดทางเดินไว้ หากคนเรือนหมื่นที่ขวางทางไม่ได้มาจากสำนักที่ยิ่งใหญ่ ป่านนี้เห็นทีคงจะมีเรื่องกันไปแล้ว
    หานยี่บอกว่าจะจุดธูปเพื่อคารวะรูปปั้น โชคดีว่าเหล่าศิษย์ของสำนักหนึ่งโลกาแห่งขุนเขาเหยาวู่ล้วนมีธูปวิเศษติดตัว ธูปหอมคลายวิตกถูกปรุงขึ้นเพื่อฝึกหัดควบคุมฟืนไฟ เจ้าเปี๊ยกเองก็มีธูปชนิดนี้อยู่ไม่น้อย
    คนนับหมื่นล้วนถือธูปไว้ตามคำสั่งของหุ่นพยนต์ พวกเขายืนประนมมือด้วยอาการที่สงบนิ่ง ฝ่ายความทรงจำโบราณจ้องมองรูปปั้นคู่ตาไม่กะพริบ ทว่าหานยี่ก็ไม่ได้เดินไปที่เบื้องหน้าของรูปปั้นแต่อย่างใด
    หุ่นพยนต์คีบธูปไว้ด้วยสองมือ หานยี่สูดลมหายใจเข้าแรงๆแล้วสูดกลิ่นอันผ่อนคลาย เขาคำนับสามครั้งจากที่ตรงนี้ เห็นดังนั้นคนเรือนหมื่นก็ก้มหัวตามหุ่นพยนต์อย่างพร้อมเพรียง
    “ปักธูปไว้สองข้างทาง!”
    หานยี่ชี้นิ้วสั่งคนที่อยู่ด้านหลัง แล้วหุ่นพยนต์ก็สั่งเจ้าเปี๊ยกให้ไปรวบรวมธูปจากเจ้าสำนักและผู้นำตระกูลมา เมื่อจิวฟงวิ่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้า คนแซ่หานก็ยื่นธูปของตัวเองไปให้เด็กชาย
    “เอาธูปของข้าไปรวมกับธูปของสี่คนนั้น ปักธูปไว้แทบเท้ารูปปั้นที่ถือหอกยาว อ้อ...อย่าลืมรวมธูปของเจ้าเข้าไปด้วย”
    แม้จะสงสัยในคำสั่ง แต่เจ้าเปี๊ยกก็ไม่เอ่ยถาม จิวฟงสลัดความสงสัยแล้วตรงไปยังรูปปั้นที่อยู่ไม่ไกล ไม่ช้าเขาก็มาอยู่เบื้องหน้ารูปเหมือนของนักรบ...
    เจ้าเปี๊ยกแหงนคอสำรวจร่างของรูปปั้นขาวสูงเก้าผิง มองทวนยาวที่ชี้มาที่พื้นดิน มองแม้แต่กระทั่งลวดลายของเสื้อผ้าที่สลักลงไปในเนื้อหิน เพ่งมองอยู่เช่นนั้นอยู่ถึงครึ่งก้านธูปก่อนที่เขาจะคุกเข่าลง
    จิวฟงใช้สองมือปักธูปทั้งหมดเข้าไปในเนื้อหินแข็ง จากนั้นเขาก็เอาหน้าผากจรดพื้นสามครั้ง
    ...แทนที่จะกลับไปหาหานยี่ เด็กชายกลับหยิบธูปอีกห้าดอกขึ้นมาจุด เจ้าเปี๊ยกเดินไปยังรูปปั้นที่อยู่ตรงข้าม เขานึกถึงคำที่หานยี่เคยสอนสั่ง จิวฟงนอบน้อมต่อสิ่งที่ควรนอบน้อม เด็กชายมองรูปปั้นที่ถือกระบี่ด้วยกิริยาที่ไม่ต่างจากเดิม ผ่านไปอีกครึ่งก้านธูป จิวฟงจึงค่อยคุกเข่าลงกับพื้นแล้วคารวะรูปปั้นด้วยอาการเคารพ
    ผู้คนของสำนักต่างๆมองมาที่เด็กแซ่จิวด้วยสายตาดูถูกดูแคลน เห็นชัดว่าในบรรดาคนของสำนักหนึ่งโลกา จิวฟงนี่แหละที่ทำเรื่องสุดแสนจะไร้สาระ ไหว้รูปปั้นธรรมดาแค่ครั้งเดียวยังไม่พอ จิวฟงยังคุกเข่าลงต่อหน้ารูปปั้นหินถึงสองหน เหตุนี้เองเสียงถากถางของผู้คนจึงดังขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
    “มีพรสวรรค์แต่ไร้ความคิด เด็กนั่นคุกเข่าไหว้รูปปั้นธรรมดาถึงสองตัว”
    “ตกต่ำ แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักหนึ่งโลกา แต่สำนักนั้นก็ยังตกต่ำอยู่ดี!”
    “การขาดตระกูลมู่ไปทำให้พวกเขาทำเรื่องที่งี่เง่าถึงเพียงนี้ แม้แต่ท่านป้านโหวลี่ก็ยังเชื่อไอ้หุ่นนั่น”
    ...
    หานยี่ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขามองเด็กชายด้วยแววตาวาววับ ความทรงจำโบราณพยักหน้าให้ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ จากนั้นทั้งหมดก็ก้าวเท้าไปเบื้องหน้าอย่างพร้อมเพรียง ทางด้านเหล่าผู้อาวุโสเดินตามมาติดๆ ไม่ช้าคนเรือนหมื่นก็พากันก้าวเดิน
    หุ่นพยนต์และสี่บุรุษเดินเรียงแถวเป็นหน้ากระดาน เท้าของพวกเขาก้าวย่างเป็นจังหวะ ท่าทีของคนทั้งหมดล้วนองอาจ เมื่อมาอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นทั้งสอง พวกเขาก็ทำการคารวะเบื้องซ้ายและเบื้องขวา ขณะที่คนทั้งหมดจะเดินต่อไปข้างหน้า หุ่นสูงเก้าผิงก็พลันขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว...
    หุ่นคู่ขนาดใหญ่ค่อยๆขยับร่างกาย ร่างที่แข็งเป็นหินเคลื่อนไหวได้ราวกับว่ามีชีวิต เศษฝุ่นสีขาวจางๆลอยออกมาจากร่างหินขนาดยักษ์
    ในขณะที่คนหลายหมื่นได้แต่ยืนตัวแข็ง ตุ๊กตาคู่ของหานยี่ก็พลันย่อตัวลง พวกมันวางศาสตราสีขาวบริสุทธิ์ลงบนพื้น สองรูปปั้นคุกเข่าลงหนึ่งข้างพร้อมกับก้มหัวต่ำ!
    “เกิดอะไรขึ้น!”
    ฟ่านหม่านซือผู้เป็นเจ้าบ้านร้องเสียงหลง ผู้อาวุโสสองคนที่อยู่ข้างกายก็ตกตะลึง ไม่ว่าใครก็ไม่อาจตอบคำถามนั้น คนของสำนักปฐพีพิฆาตต่างสับสนเป็นที่สุด
    ผู้คนของสำนักธาตุดินไม่อาจรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น รูปปั้นคู่มีประโยชน์แค่ในเชิงลักษณ์ นอกจากบ่งบอกถึงความยืนยงของสำนักปฐพีพิฆาตแล้ว รูปปั้นทั้งสี่คู่นั้นไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้น!
    “ไหนท่านฟ่านหม่านซือบอกว่ารูปปั้นคู่ไม่ใช่ผู้พิทักษ์”
    “ก็เห็นๆอยู่ว่ารูปปั้นนั้นขยับได้ หรือว่าท่านฟ่านหม่านซือตั้งใจปกปิดเรื่องราว”
    “ไม่ผิดแน่! พวกมันคุกเข่าให้ผู้ทำการคารวะ!”
    “หุ่นพยนต์...ความทรงจำโบราณ มันต้องรู้เรื่องบางอย่างแน่ๆ”
    ได้ยินคำพูดนั้น ฟ่านหม่านซือก็มีนัยน์ตาลุกวาว คนแซ่ฟ่านทราบแล้วว่าเจ้าหุ่นรู้เรื่องราวในอดีตของสำนักปฐพีพิฆาต ฟ่านหม่านซือยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย คนเบ้าตาลึกจ้องหน้าหานยี่อย่างไม่ละสายตา
    ขณะนั้นเองหานยี่ก็ชี้นิ้วมาด้านหน้า ปลายนิ้วของเขาชี้ไปที่คนแซ่ฟ่านผู้เหยียบเข้าขั้นปราณที่เก้า เจ้าเปี๊ยกมองตามนิ้วของหานยี่อย่างหวาดผวา หากหานยี่สั่งให้เขาไปสู้กับเจ้าสำนัก เขาคงต้องมอดม้วยเป็นแน่แท้
    จิวฟงไม่รอช้า เขารีบหันหลังแล้วกระโจนหลบไปอยู่ในฝูงชน อีกเสี้ยวลมหายใจเดียว เสียงของหานยี่ก็ดังขึ้น
    “ป้านโหวลี่ ไปตบหัวมันให้ข้าหน่อย ข้าไม่ชอบสายตาของมันที่มองมา!”
    “ท่านเหรินชิงเต้อ!ท่านจะหาเรื่องทุกคนที่จ้องหน้าท่านไม่ได้!”


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.38M 1499
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    จงเรียกข้าว่าจอมราชัน

    นิยาย แฟนตาซี
    146K 253
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258