คัมภีร์เทพอสูรเทวะ

    ตอนที่ 42: ประกาศิตจับกุม

    สายลมกรรโชกแรงพัดผ่านลานประลอง หอบเอากลิ่นคาวโลหิตที่ยังอุ่นระอุให้ฟุ้งกระจายไปทั่วหุบเขา


    ร่างไร้ศีรษะของจ้าวเฟิงนอนแน่นิ่งจมกองโลหิตสีแดงฉานที่แผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของศิษย์สายนอกนับพันคนที่ยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้น ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำ หรือแม้แต่จะหายใจแรง


    บนเวทีสังเวียนเลือด... เย่เฉิน ยืนตระหง่านอยู่เหนือซากศพของศัตรู


    เขาค่อยๆ ลดดาบยักษ์ "ทัณฑ์ปฐพี" ลง ปลายดาบที่เปรอะเปื้อนโลหิตกรีดลงบนพื้นหินจนเกิดเสียงเสียดสีบาดหู


    ครืด...


    เย่เฉินมิได้แยแสต่อสายตาหวาดกลัวที่จับจ้องมา เขาก้มลงมองศพของจ้าวเฟิงด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกสงสารหรือสมเพช ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร ผู้แพ้จะสูญเสียทุกสิ่ง... นั่นคือกฎเหล็กที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง


    มือของเขาเอื้อมไปที่เอวของศพ... และกระชาก "ถุงสมบัติ" ลายเมฆาสีเงินออกมาอย่างไม่ลังเล


    "ของสิ่งนี้... เจ้าคงไม่ได้ใช้มันอีกแล้ว"


    เย่เฉินพึมพำแผ่วเบา เขาโยนถุงสมบัติขึ้นลงในมือเพื่อกะน้ำหนัก เสียงกระทบกันของขวดหยกและศิลาปราณภายในถุงดัง กริ๊กกรั๊ก ฟังดูไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก


    สำหรับผู้อื่น นี่อาจดูเหมือนการกระทำที่ป่าเถื่อนและไร้เกียรติที่ปล้นคนตาย... แต่สำหรับเย่เฉิน นี่คือ "การเก็บเกี่ยวผลผลิต" ที่เขาลงทุนลงแรงไป


    "โหดเหี้ยม... เขาฆ่าคนแล้วยังยึดทรัพย์สินไปหน้าตาเฉย..."


    "ชู่ว! อย่าพูดเสียงดัง เดี๋ยวเขาก็ได้ยินหรอก!"


    เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นแผ่วเบาจากอัฒจันทร์ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าลุกขึ้นมาทักท้วง เพราะ "รัศมี" แห่งความตายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัว


    ที่ข้างเวที... หลี่หู ยืนตัวแข็งทื่อ ขาของมันสั่นพับๆ จนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองศีรษะของญาติผู้พี่ที่กลิ้งมาหยุดอยู่แทบเท้า


    "พะ... พี่เฟิง... ตะ... ตายแล้ว..."


    สมองของหลี่หูขาวโพลน ความหวาดกลัวเข้ากัดกินหัวใจจน หนาวเหน็บ มันเงยหน้าขึ้นมองเย่เฉินที่กำลังเก็บถุงสมบัติเข้าในอกเสื้อ... และทันใดนั้น เย่เฉินก็ตวัดสายตามองมาที่มัน


    วูบ!


    สายตานั้นว่างเปล่าและ เยียบเย็น ดุจมองดูก้อนหินริมทาง


    "อ๊ากกกกก!"


    หลี่หูร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด สติสัมปชัญญะขาดผึง มันไม่รอให้เย่เฉินพูดอะไรออกมา มันหันหลังกลับแล้วออกแรงวิ่งสุดชีวิต! วิ่งหนีไปทางทางออกลานประลองราวกับคนเสียสติ รองเท้าข้างหนึ่งหลุดหายไปแต่มันก็ไม่สนใจ


    "ท่านอาจารย์! ข้าต้องไปฟ้องท่านอาจารย์หลิว!"


    หลี่หูพึมพำกับตัวเองอย่างบ้าคลั่งด้วยน้ำเสียงที่ สั่นเครือ น้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า


    มันต้องรีบไปแจ้งข่าว... ข่าวร้ายที่ว่า "ท้องฟ้าของหอคุมกฎ" ได้ถล่มลงมาแล้ว และมัจจุราชที่ชื่อเย่เฉินกำลังจะกลืนกินพวกมันทุกคน!


    เย่เฉินมองตามแผ่นหลังของหลี่หูที่วิ่งหนีไปจนลับตา มุมปากยกยิ้มจางๆ


    "ไปเถิด... ไปเรียกเจ้าของของเจ้ามา"


    เขาจงใจปล่อยให้มันหนีไป... เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเขาในวันนี้ มิใช่แค่การเด็ดหัวสุนัขรับใช้ แต่คือการล่อ "พยัคฆ์ร้าย" ที่ซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาให้ออกมาติดกับดัก


    ณ ยอดเขาสูงเสียดฟ้าซึ่งปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งปี อันเป็นที่ตั้งของ "หอคุมกฎ" ขุมอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในสำนักเมฆาคราม


    ภายในตำหนักส่วนตัวที่มืดสลัวและอับทึบ กลิ่นกำยานฉุนกึกที่ทำจากสมุนไพรพิษลอยอวลไปทั่วห้อง แสงเทียนเพียงเล่มเดียววูบไหวส่องกระทบใบหน้าของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินสีดำ


    ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าซูบตอบและดวงตาลึกโหล ที่กลางหน้าผากของเขามีรอยสักรูป "เปลวไฟสีม่วง" ที่ดูเหมือนกำลังลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา


    "ผู้อาวุโสหลิวหยวน"


    เขากำลังหลับตาโคจรลมปราณอันชั่วร้ายที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เสียงหวีดหวิวเบาๆ ดังออกมาจากร่างของเขาราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ถูกกักขัง


    เพล้ง!


    ทันใดนั้น... เสียงวัตถุแตกหักดังก้องกังวานมาจากแท่นบูชาที่มุมห้อง ทำลายความเงียบสงัดลงในพริบตา


    หลิวหยวนลืมตาขึ้นทันที นัยน์ตาของเขาสาดประกายแสงสีม่วงอำมหิต เขาตวัดสายตามองไปยังต้นเสียง...


    บนชั้นวางป้ายวิญญาณของศิษย์ในสังกัด... ป้ายหยกแผ่นหนึ่งที่สลักชื่อ "จ้าวเฟิง" ได้แตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ และร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน


    "จ้าวเฟิง..."


    หลิวหยวนเอ่ยชื่อศิษย์เอกด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตกใจหรือโศกเศร้าอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย


    "เจ้าศิษย์โง่... ข้าอุตส่าห์ถ่ายทอดวิชา 'ฝ่ามือโลหิตวิญญาณ' ให้ เพื่อหวังจะให้เจ้าเป็นหมากตัวสำคัญในการควบคุมศิษย์สายนอก... แต่เจ้ากลับพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ไร้ชื่อเสียงงั้นรึ?"


    เขาไม่ได้เสียดายชีวิตของจ้าวเฟิง... ในสายตาของเขา ศิษย์ก็เปรียบเสมือน "เครื่องมือ" หากชิ้นไหนใช้งานไม่ได้ก็แค่หาชิ้นใหม่มาแทนที่


    แต่สิ่งที่ทำให้โทสะของเขาพุ่งพล่าน คือ "ความเสี่ยง" ที่จ้าวเฟิงทิ้งไว้ให้ต่างหาก


    "หากมันใช้วิชานั้นในที่สาธารณะ... สภาพศพของมันย่อมมีร่องรอยของพลังมารตกค้างอยู่" หลิวหยวนขบกรามแน่น "หากพวกตาแก่จากหออื่นมาเห็นเข้า... แผนการใหญ่ของข้าอาจพังทลายลงได้"


    ความลับเรื่องการทดลองมนุษย์และวิชามาร คือสิ่งที่เขาต้องปกปิดด้วยชีวิต


    "ขยะ... ตายแล้วยังสร้างปัญหาให้ข้าอีก"


    หลิวหยวนสะบัดแขนเสื้อ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รัศมีกดดันอันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากร่างจนเปลวเทียนแทบดับ


    "หน่วยหน้ากากเหล็ก!"


    เขาตะโกนเรียกเสียงต่ำ


    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!


    ทันใดนั้น ความมืด ที่มุมห้องก็เริ่มเคลื่อนไหว ร่างของบุรุษในชุดคลุมสีดำสนิทจำนวนห้าคนปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ พวกเขาสวมหน้ากากเหล็กที่ปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก


    พวกเขาคือ "มือปราบหน้ากากเหล็ก" หน่วยงานลับของหอคุมกฎที่ขึ้นตรงต่อหลิวหยวนแต่เพียงผู้เดียว แต่ละคนมีระดับพลังอยู่ในขั้น "รวบรวมปราณระดับเก้า" เป็นเครื่องจักรสังหารที่ถูกฝึกมาเพื่อกวาดล้างศัตรูของเจ้านาย


    "ฟังคำสั่งข้า..." หลิวหยวนสั่งการด้วยน้ำเสียง เยียบเย็น


    "ลงไปที่ลานประลองเป็นตายเดี๋ยวนี้... สังหาร 'เย่เฉิน' และทำลายศพของ 'จ้าวเฟิง' ทิ้งซะ!"


    "ข้อหาของเย่เฉินคือ... ใช้วิชามารนอกรีตสังหารศิษย์ร่วมสำนักอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต อนุญาตให้ จับตาย ได้ทันที!"


    มุมปากของหลิวหยวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้าย นี่คือกลยุทธ์ "โยนความผิด" ที่เขาถนัดนัก ในเมื่อศพของจ้าวเฟิงมีกลิ่นอายมาร... ก็แค่ใส่ร้ายว่าเย่เฉินเป็นคนทำเสียก็สิ้นเรื่อง คนตายพูดไม่ได้อยู่แล้ว


    "รับทราบ!"


    ห้าร่างทะมึนรับคำสั่งพร้อมกัน ก่อนจะเลือนหายไปในความมืดดุจภูตพราย มุ่งหน้าลงสู่ตีนเขาด้วยความเร็วสูง


    เย่เฉินเก็บถุงสมบัติของจ้าวเฟิงเข้าในอกเสื้อเรียบร้อย เขาปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อคลุมสีครามเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินลงจากเวทีประลอง


    ทว่า... ฝีเท้าของเขายังไม่ทันได้แตะบันไดทางลง


    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!


    เสียงแหวกอากาศรุนแรงดังขึ้นจากฟากฟ้าเหนือศีรษะ! สายลมกรรโชกแรงกดทับลงมาราวกับพายุที่ก่อตัวอย่างกะทันหัน


    ตึง!


    เสียงกระแทกพื้นดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกันห้าจุด! เมื่อฝุ่นจางลง... ปรากฏร่างของบุรุษฉกรรจ์ห้าคนในชุดคลุมยาวสีดำสนิทและหน้ากากเหล็ก ยืนล้อมรอบตัวเย่เฉินไว้ทุกทิศทาง ปิดตายทางหนีทีไล่อย่างสมบูรณ์แบบ


    "หน่วยมือปราบหน้ากากเหล็ก!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากอัฒจันทร์


    บุรุษหน้ากากเหล็กผู้เป็นหัวหน้าก้าวเท้าออกมาข้างหน้า รัศมีพลังระดับ "รวบรวมปราณขั้นเก้า" แผ่พุ่งออกมาจากร่าง กดทับลงบนไหล่ของเย่เฉิน


    "เย่เฉิน! เจ้าบังอาจใช้วิชามารสังหารศิษย์ร่วมสำนัก!" หัวหน้ามือปราบตวาดเสียงก้อง


    เย่เฉินหรี่ตาลง "ข้อหาไร้สาระ... การประลองเป็นตายถือเป็นที่สิ้นสุด"


    "กฎย่อมเป็นกฎ แต่กับมารร้ายอย่างเจ้า... ไม่มีความปรานี!" หัวหน้ามือปราบไม่รอฟังคำแก้ตัว มันรู้ดีว่าภารกิจนี้คือการ 'ปิดปาก' ไม่ใช่การสอบสวน


    "ฆ่า!"


    สิ้นเสียงสั่ง มือปราบทั้งห้าก็พุ่งเข้าใส่เย่เฉินพร้อมกันโดยไร้ซึ่งความลังเล! โซ่เหล็กดำและดาบยาวถูกชักออกมาฟาดฟันใส่จุดตายของเย่เฉินจากทุกทิศทาง!


    เคร้ง! เคร้ง!


    เย่เฉินยกดาบยักษ์ทัณฑ์ปฐพีขึ้นปัดป้องการโจมตีอย่างทุลักทุเล! แขนของเขาสั่นสะท้าน ร่างกายที่เพิ่งผ่านการต่อสู้และสูญเสียพลังชีวิตไปกับการปรุงยาเริ่มส่งสัญญาณประท้วง มือของเขาสั่นระริกและใบหน้าซีดเผือดลง


    "พวกเจ้า... คิดจะฆ่าคนปิดปากงั้นรึ!" เย่เฉินตะโกนลั่นขณะกระโดดหลบคมดาบที่ฟันเฉี่ยวคอหอยไปเพียงเส้นยาแดง


    "คนตายพูดไม่ได้!" มือปราบคนหนึ่งแสยะยิ้ม ฟาดโซ่เหล็กใส่ขาของเย่เฉิน


    เย่เฉินกลิ้งตัวหลบ แต่ก็ยังถูกปลายโซ่ฟาดเข้าที่ไหล่จนเลือดสาด เขาโซเซถอยหลังไปชนกับศพของจ้าวเฟิง


    "คิดจะใส่ร้ายข้าว่าใช้วิชามาร..." เย่เฉินหอบหายใจหนักหน่วง "งั้นก็เบิกตาดูให้เต็มตา!"


    พรึ่บ!


    เย่เฉินแบมือขวาออกท่ามกลางวงล้อม เปลวเพลิงสีทองอมแดง ลุกโชนขึ้นมาบนฝ่ามือ ส่องสว่างเจิดจ้า!


    เขาไม่ได้ใช้มันโจมตี... แต่เขาซัดมันใส่ ศพของจ้าวเฟิง!


    ฟู่ว!


    ไฟอสูรเผาไหม้เสื้อผ้าของศพจนขาดวิ่น เผยให้เห็น แขนขวาที่เน่าเปื่อยเป็นสีม่วงคล้ำ อย่างชัดเจน! กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากศพโชยคลุ้งไปทั่วลานประลองทันทีที่ไฟของเย่เฉินชำระล้างไอสังหารออกไป


    "ดูนั่น!" เย่เฉินตะโกนก้องแข่งกับเสียงอาวุธที่ฟาดฟันเข้ามา "แขนเน่าเฟะทั้งที่เพิ่งตาย! เลือดสีดำคล้ำ! นี่ต่างหากคือผลของวิชามาร! ใครกันแน่ที่เป็นมาร!"


    ฝูงชนบนอัฒจันทร์เห็นภาพนั้นชัดเจนเต็มสองตา


    "นั่นมัน... แขนปีศาจ?"


    "จ้าวเฟิงใช้วิชามารจริงๆ งั้นรึ?"


    "แล้วไฟของเย่เฉิน... ทำไมมันถึงบริสุทธิ์ขนาดนั้น มันขับไล่ไอมารออกไปจนหมดเลย!"


    ความจริงเริ่มปรากฏชัดเจนต่อหน้าธารกำนัล หัวหน้ามือปราบเห็นท่าไม่ดี มันกัดฟันกรอด


    "อย่าไปฟังมัน! มันกำลังร่ายมนตร์ลวงตา! รีบฆ่ามันเดี๋ยวนี้!"


    มือปราบทั้งห้าระดมโจมตีหนักหน่วงขึ้น ดาบและโซ่พุ่งเข้ามาประสานกันเป็นตาข่ายมรณะ เย่เฉินที่อ่อนล้าเต็มทีทำได้เพียงใช้ดาบยักษ์เป็นโล่กำบัง แต่เขาก็รู้ดีว่าต้านทานได้อีกไม่นาน


    เคร้ง!


    ดาบของหัวหน้ามือปราบกระแทกดาบทัณฑ์ปฐพีจนหลุดจากมือเย่เฉิน!


    "ตายซะ!"


    คมดาบเงื้อขึ้นสูง หมายจะฟันคอเย่เฉินให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว!


    เย่เฉินจ้องมองคมดาบมรณะด้วยดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแค้น... เขายังตายไม่ได้!


    ทว่า... ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย


    ฟุ่บ!


    กลิ่นหอมของสมุนไพรนานาชนิดลอยตลบอบอวลเข้ามาในสนาม พร้อมกับสายลมอ่อนโยนสายหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามา... แต่กลับแฝงขุมพลังมหาศาลที่ไม่อาจต้านทานได้ มันพุ่งกระแทกร่างของมือปราบหน้ากากเหล็กทั้งห้าให้กระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสามวา!


    "อั่ก!" มือปราบทั้งห้ากระอักเลือด ล้มกลิ้งไม่เป็นท่า


    "ใครบังอาจขัดขวางหอคุมกฎ!" หัวหน้ามือปราบตวาดลั่น พยุงกายลุกขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว


    "ข้าเอง..."


    เสียงชายชราที่ฟังดูเมตตาแต่แฝงอำนาจกดดันดังกังวานขึ้นจากด้านหลังเย่เฉิน


    ท่ามกลางความเงียบงัน... ร่างของชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดตา ปักลวดลายสมุนไพรสีเขียวมรกต ค่อยๆ ลอยตัวลงมาจากฟากฟ้าราวกับเทพเซียน


    "ผู้อาวุโสไป๋" เจ้าหอโอสถ!


    เหล่าศิษย์สายนอกต่างพากันคุกเข่าลงทันที แม้แต่หน่วยหน้ากากเหล็กก็ยังต้องชะงักด้วยความเกรงกลัว


    "ผู้อาวุโสไป๋..." หัวหน้ามือปราบเสียงสั่น "นี่เป็นธุระของหอคุมกฎ..."


    "ธุระของพวกเจ้าคือการกำจัดมาร... แต่การปกป้อง 'เพชรเม็ดงาม' ย่อมเป็นธุระของข้า"


    ผู้อาวุโสไป๋เดินเข้ามาหาเย่เฉิน สายตาจับจ้องไปที่เปลวเพลิงสีทองที่ยังคงลุกโชนแผ่วเบาในมือเด็กหนุ่ม


    "ข้าได้กลิ่นอายของไฟชนิดนี้มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว..." ผู้อาวุโสไป๋เปรยขึ้นเบาๆ "กลิ่นอายที่ร้อนแรงและดิบเถื่อนลอยออกมาจากถ้ำในหุบเขาหมอก... ข้าสงสัยนักว่าใครกันที่มีวาสนาครอบครอง 'เพลิงอสูร' ที่หาได้ยากยิ่งนี้"


    เย่เฉินชะงัก... ตาแก่นี่... รู้ความเคลื่อนไหวของข้ามาตลอด?


    "เด็กคนนี้... หอโอสถขอรับตัวไป" ผู้อาวุโสไป๋ประกาศเสียงก้อง "ใครมีปัญหา ให้ไปคุยกับข้าที่ยอดเขาโอสถ!"


    คำประกาศสิทธิ์ขาดนั้นดังกึกก้อง เป็นการตบหน้าหอคุมกฎฉาดใหญ่


    มือปราบหน้ากากเหล็กทำอะไรไม่ได้นอกจากกัดฟันล่าถอย พวกมันรีบเก็บศพจ้าวเฟิง (ที่ความลับแตกแล้ว) และจากไปอย่างรวดเร็ว


    เย่เฉินทรุดฮวบลงนั่งหอบหายใจ รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เขารีบประสานมือคารวะ


    "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิต..."


    "ไม่ต้องขอบใจ..." ผู้อาวุโสไป๋ก้มลงกระซิบ "ข้าเห็นเจ้าปรุงยาเมื่อคืน... ฝีมือไม่เลว แต่ยังขาดการขัดเกลา... ข้าไม่ได้ช่วยเจ้าฟรีๆ หรอกนะ เจ้าหนู"


    ชายชรายิ้มเจ้าเล่ห์ "ไฟของเจ้า... มีประโยชน์กับข้ามาก เตรียมตัวทำงานหนักชดใช้หนี้ชีวิตได้เลย"


    เย่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบ... รอยยิ้มของผู้ที่รู้ทันเกม


    "ศิษย์... น้อมรับบัญชา"


    อย่างน้อย... การเป็นเครื่องมือที่มีค่า ก็ยังดีกว่าเป็นศพไร้ญาติ


    ผู้อาวุโสไป๋สะบัดมือเรียกนกกระเรียนยักษ์ลงมารับ พาเย่เฉินเหาะทะยานขึ้นสู่ยอดเขา ทิ้งความวุ่นวายเบื้องล่างไว้เบื้องหลัง


    จากศิษย์สายนอกผู้ต้อยต่ำ... บัดนี้ เย่เฉินได้ก้าวเข้าสู่ "วงใน" ของขั้วอำนาจสำนักอย่างเต็มตัว


    แม้คลื่นลมจะสงบลงชั่วคราว... แต่เย่เฉินรู้ดีว่า พายุลูกใหญ่กว่ากำลังก่อตัวขึ้นที่เส้นขอบฟ้า และครั้งต่อไป... มันจะเป็นสงครามระหว่างยอดเขา!


    [จบตอนที่ 42]

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์เทพอสูรเทวะ ที่คุณอ่าน