Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 79 ต๊กโกวฉิวหลง

                ถังเฟยหู่ได้นั่งฟักพื้นและเติมเต็มลมปราณของตัวเองให้เต็มเปี่ยมจากนั้นจึงค่อยออกเดินทางเพื่อไปยังหอภารกิจที่ใหญ่ที่สุดในสำนักซึ่งตั้งอยู่บนเขาของตำหนักที่หนึ่งซึ่งเจ้าตำหนักนั้นก็คือท่านเจ้าสำนักเฉินหลินนั่นเอง


                ชายหนุ่มได้ทดลองใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมไปด้วยระหว่างทางทำให้การเดินทางของเขารวดเร็วมากยิ่งขึ้นในบางคราเมื่อเจอสายลมพัดมาทิศทางเดียวกับที่เขาต้องการจะไปก็จะใช้เคล็ดการท่องลมเพื่อเพิ่มความเร็วแต่เมื่อเขาเห็นว่าสายลมกำลังจะพาเขาออกนอกเส้นทางที่จะไปตำหนักที่หนึ่งเขาก็จะหยุดและออกวิ่งด้วยความเร็วของตัววิชาท่าเท้าเจ็ดสำเนียงเอง


                เขาหวังไว้ว่าลมปราณเจ็ดสำเนียงของเขาจะพัฒนาเข้าสู่ระดับที่สามารถควบคุมและสร้างสายลมที่มากพอสำหรับการใช้วิชาท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมเขาพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วและถึงยังตีนเขาของตำหนักที่หนึ่งในเวลาไม่นาน ยอดเขาของตำหนักที่หนึ่งนั้นดูสูงและยิ่งใหญ่กว่าตำหนักที่หกของเขานัก


                เขาก้าวขึ้นไปตามทางเดินและเจอเข้ากับตำหนักไม้อันสูงใหญ่เขาก้าวเดินเข้าไปพร้อมกับศิษย์พี่หลากหลายคน เขาได้ลองสอบถามผู้คนเหล่านั้นก็พบว่าทุกคนต่างก็มีเป้าหมายที่ต้องการไปยังหอภารกิจใหญ่กันทั้งนั้นศิษย์พี่เหล่านั้นจึงได้อาสาพาเขาไปยังหอภารกิจใหญ่


                ไม่นานนักเขาก็ได้มาถึงยังหอภารกิจใหญ่ที่ด้านหน้าหอภารกิจมีประตูขนาดใหญ่ราวกับเป็นอารามของวัดใหญ่ประตูไม้ขนาดสูงใหญ่นั้นถูกแกะสลักไว้ด้วยภาพของเทพเจ้าซึ่งถือเครื่องดนตรีต่างชนิดกันไว้ถังเฟยหู่เงยหน้ามองบานประตูใหญ่ตรงหน้าทั้งซ้ายขวาด้วยความชื่นชม ส่วนทางด้านศิษย์พี่ที่พาเขามาต่างขอตัวเข้าไปภายในหอภารกิจก่อนเขาไม่ลืมที่จะขอบคุณศิษย์พี่เหล่านั้น


                “เอาละข้าเองก็คงต้องเข้าไปบ้างแล้ว” ถังเฟยหู่ก้าวเดินเข้าไปข้างในหอภารกิจใหญ่ตามผู้อื่นไปเมื่อเขามาข้างในแล้วก็ยิ่งสามารถเห็นถึงความแตกต่างจากหอภารกิจของตำหนักที่หกภายในนั้นเป็นเพดานสูงซึ่งสลักไว้ด้วยภาพธรรมชาติงดงามต่างๆไม่ทราบว่าต้องมีฝีมือการแกะสลักไม้เช่นใดจึงสามารถทำผลงานที่เลิศล้ำเช่นนี้ออกมาได้กันแน่แม้ทุกส่วนของอาคารนี้จะทำจากไม้แต่เมื่อถูกทำขึ้นด้วยผู้มีฝีมือก็ทำให้อาคารไม้แห่งนี้กลายเป็นสถานที่อันแสนล้ำค่าได้


                บนกำแพงทางขวามือของเขาคือผ่านป้ายที่แขวนเรียงรายไว้บนกำแพงแผ่นป้ายพวกนั้นทำจากวัสดุธรรมดาอย่างไม้ซึ่งหาได้ทั่วไป มีจำนวนมากมายมหาศาลพวกมันคือภารกิจระดับมนุษย์ที่มีให้เลือกทำได้อย่างมากมาย


                และเมื่อมองกลับมาอีกทีคือทางด้านซ้ายของเขาเป็นกำแพงที่คล้ายกับทางด้านขวาเพียงแต่ว่าแผ่นป้ายที่กำแพงฝั่งนี้ได้ทำจากเงินซึ่งมีค่ามากไม้มากนักแผ่นป้ายภารกิจเหล่านี้คือภารกิจระดับพิภพซึ่งเริ่มยากขึ้นมาและส่วนใหญ่ไม่อาจทำภารกิจเหล่านี้คนเดียวได้ต้องรวบรวมผู้คนมาร่วมทำภารกิจเพื่อให้สำเร็จ


                ส่วนกำแพงทางหน้าของเขาซึ่งอยู่ในสุดนั้นได้มีรูปของพญาหงสาสีทองที่แสนงดงามประดับอยู่บนกำแพง…ไม่สิสีทองของรูปพญาหงสาบนกำแพงมิใช่สีแต่มันกลับเป็นแผ่นป้ายภารกิจสีทองซึ่งดูล้ำค่ากว่าตำหนักที่หกอย่างเทียบไม่ติดพวกมันคือภารกิจระดับสูงของสำนักซึ่งต้องใช้คนจำนวนมากในการผ่านภารกิจ พวกมันเป็นภารกิจระดับนภา…ความยากของพวกมันไม่อาจประเมิณได้ด้วยความสามารถปัจจุบันของเขา


                เขาได้ลอบสังเกตกลุ่มของคนอื่นว่าเลือกทำภารกิจกันแบบใดมีน้อยคนนักที่จะไปยังกำแพงของภารกิจระดับมนุษย์เพราะภารกิจเหล่านั้นมีกราดเกลื่อนแต่ก็ได้แต้มคุณูปการน้อยมากเช่นกันอีกทั้งทุกคนยังสามารถรับภารกิจพวกนั้นจากตำหนักของตนเองได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมายังตำหนักที่หนึ่ง


                จากการคาดการณ์ของเขานั้นผู้คนที่มารับภารกิจระดับมนุษย์ส่วนมากอาจจะเป็นศิษย์ที่ยังไม่เก่งกาจมากของตำหนักที่หนึ่งเองส่วนกลุ่มอื่นที่รับภารกิจจากกำแพงระดับพิภพนั้นมีมากมายที่สุดส่วนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่รับภารกิจระดับนภานั้นมีน้อยจนเกินไป คนพวกนั้นเขาได้คิดว่าอาจเป็นศิษย์พี่ที่เก่งกาจหรือแม้แต่ศิษย์สืบทอดของอาจารย์ลุงทั้งหลายที่กำลังฝึกฝนให้เก่งขึ้น


                เขาได้ลองเข้าไปใกล้ยังกลุ่มของผู้คนที่กำลังจะไปทำภารกิจระดับพิภพเพื่อตรวจสอบดูส่วนมากคนที่จะทำภารกิจระดับพิภพจะเป็นศิษย์ที่อยู่ในขอบเขตก่อเกิดขึ้นไปจนถึงขอบเขตจิตวิญญาณมีน้อยกลุ่มมากนักที่จะมีศิษย์ในขอบเขตปราณเข้าร่วมด้วย มีบ้างที่เป็นการนำคนในขอบเขตปราณมาเติมให้เต็มเพื่อให้ผ่านเงื่อนไขของการรับภารกิจระดับพิภพบางภารกิจ


                ศิษย์ในขอบเขตปราณเหล่านั้นก็มีบ้างที่กลายเป็นคนรับใช้ในกลุ่มของเหล่าศิษย์พี่เช่นกลายเป็นเด็กยกของหรือแม้แต่คนแบกสัมภาระของภารกิจนั้นๆเช่นภารกิจที่จำเป็นต้องรวบรวมทรัพยากรบางประเภท ศิษย์ในขอบเขตปราณในกลุ่มเหล่านั้นก็จะรับหน้าที่ขนทรัพยากรที่หามาได้นั่นเอง


                “ศิษย์น้องเล็ก”ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมกับที่มีมืออันบอบบางได้แตะลงมาบนบ่าของเขาถังเฟยหู่ได้หันกลับตามคำกล่าวเรียกนั้นและพบว่าผู้ที่เรียกเขาก็คือหญิงสาวผู้มีนัยน์ตาสีทองดุจทองคำคนผู้นั้นก็คือศิษย์พี่หยางถิงจากตำหนักที่หกเช่นเขานั่นเอง 


                “คาราวะศิษย์พี่หยางถิง”ถังเฟยหู่ประสานมือคาราวะออกไป


                “เจ้ามาเพื่อทำภารกิจสำนัก?”หยางถิงกล่าวถามออกไปด้วยความแปลกใจ “ข้าว่าเจ้ากลับไปยังตำหนักดีกว่านะภารกิจระดับพิภพยังไม่เหมาะสำหรับศิษย์มือใหม่ที่ยังไม่ฝึกพื้นฐานให้มั่นคงเจ้าอาจตายได้นะ” น้ำเสียงของหยางถิงเต็มไปด้วยคำติเตียนแต่ก็ยังคงเจือปนไปด้วยความเป็นห่วงบ้างไม่มากก็น้อย


                “ไม่เห็นเป็นอะไรเลยศิษย์น้องหยาง” ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงของใครบอกคนได้แทรกเข้ามาในชั่วพริบตาเดียวกันนั้นเองที่ได้บังเกิดสายลมอันรุนแรงพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างหยางถิงและถังเฟยหู่และเมื่อสายลมเหล่านั้นกระจายตัวออกไปผู้ที่ยืนอยู่ตรงกลางนั้นก็คือบุรุษผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ผมสีดำยาวถูกสยายไว้ด้านหลังเสื้อผ้าสวมใส่ด้วยผ้าเนื้อดีสีขาวไข่มุก ด้วยตาอันแหลมคมและกล้าแข็งและเมื่อศิษย์ผู้อื่นพบเห็นชายคนนี้พวกเขาต่างก็ดูมีสีหน้าตื่นเต้นอยู่บ้าง


                ห่างออกไปไม่ไกลกลุ่มของคนที่กำลังรวมตัวเพื่อรับภารกิจสำนักอยู่นั้นต่างก็ไปยังผู้มาใหม่คนนั้นอย่างไม่วางตาหนึ่งในคนกลุ่มนั้นได้ถามขึ้นมาราวกับคนที่ไม่รู้อะไรเลย “คนๆนั้นคือใครกัน?”


                เพื่อนคนข้างคนผู้นั้นกลับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน“เฮ้อ!เจ้ามันโง่จริงๆเลยสหายข้าคนผู้นั้นก็คือศิษย์สืบทอดของท่านเจ้าสำนัก เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา ศิษย์พี่ต๊กโกวฉิวหลงผู้เป็นตำนานของสำนัก”


                “ตำนานงั้นเหรอ….? เจ้าออกจะพูดเกินจริงไปละมั้ง” ชายคนเดิมกล่าวออกมาอีกครั้งก่อนที่จะเจอเพื่อนของเขารีบวิ่งเข้ามาเอามือไปปิดปากสุนัขของเขา


                “เจ้าบ้า!เจ้ายังอยากใช้ชีวิตสงบสุขอยู่ในสำนักใช่ไหม!”สหายคนนั้นลอบมองรอบด้านว่ามีใครได้ยินไหมก่อนที่จะดึงตัวเพื่อนคนนั้นเข้ามาหาใกล้ๆและกระซิบข้างหูของเพื่อนเขา“ที่น่ากลัวกว่าศิษย์พี่ต๊กโกวฉิวหลงก็คือเหล่าหญิงสาวที่ศัทธาและแอบชื่นชอบในตัวศิษย์พี่! คนพวกนี้ช่างน่ากลัวหากเจ้าพูดไม่ดีเกี่ยวกับศิษย์พี่ต๊กโกว เจ้าอาจจะโดนฉีกทึ้งทั้งเป็นเลย!” เขากล่าวออกมาด้วยความหวาดกลัว


                และในเวลาเดียวกันนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้หันกลับมามองยังถังเฟยหู่เขาเผยรอยยิ้มออกมาให้แก่ศิษย์น้องผู้มาใหม่ตรงหน้า“หากเจ้าไม่รังเกียจก็มาเข้าร่วมกับกลุ่มพวกเราสิพวกเรากำลังขาดคนพอดี”


                ถังเฟยหู่รู้สึกแปลกใจอย่างมากที่อยู่ๆศิษย์พี่ตรงหน้าก็ชวนเข้าร่วมภารกิจแล้วแต่จากเท่าที่ฟังแล้วเขาก็คงกลายเป็นคนที่เติมช่องว่างจนเต็มเพื่อสามารถรับภารกิจได้แม้ว่าจะดูแปลกๆอยู่บ้างแต่เมื่อสามารถได้รับแต้มคุณูปการมาอย่างง่ายดายเช่นนั้นเขาก็ควรจะลองดูหน่อยแล้วกัน


                “ตกลงขอรับศิษย์พี่….จริงสิศิษย์น้องชื่อว่าถังเฟยหู่แห่งตำหนักที่หก ข้าพึ่งเข้าสำนักได้เพียงไม่นานส่วนท่าน…” ถังเฟยหู่หยุดพูดไปครู่หนึ่งเพราะเขาไม่รู้จักคนตรงหน้านี้จริงๆซึ่งต๊กโกวฉิวหลงก็พยักตอบรับกลับมาพร้อมกับกล่าว “ข้าชื่อต๊กโกวฉิวหลงเป็นศิษย์ภายใต้ตำหนักที่หนึ่งแห่งนี้”ต๊กโกวเดินเข้าไปและตบเข้าที่ไหล่ของถังเฟยหู่ “ภารกิจระดับพิภพคือภารกิจที่พวกเราจะไปทำมาพบกันที่นี่ในวันพรุ่งนี้เช้า”


                ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้เดินตามต๊กโกวฉิวหลงไปดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะรู้จักกันอย่างสนิทสนม ‘บางทีต๊กโกวฉิวหลงอาจจะเป็นคนรักของศิษย์พี่หยางถิงสินะหรือว่าเขามาชวนข้าไปเข้าร่วมภารกิจสำนักด้วยเพราะเหตุนี้กันนะ’ถังเฟยหู่ได้แต่คิดเรื่องราวต่างๆภายในใจ


                แต่ในตอนนั้นเองที่สายตาของถังเฟยหู่กลับเปลี่ยนไปเขาตวัดตาหันกลับไปมองยังแผ่นหลังของต๊กโกวฉิวหลง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธดวงตาสีม่วงดำราวกับกลายเป็นขุมนรกสีม่วงที่อัดแน่นไปด้วยความพิโรธ


                ถังเฟยหู่สงบสติของตนเองก่อนที่จะเร่งรีบเดินออกไปจากหอภารกิจใหญ่แห่งนี้โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือจะสนใจศิษย์ใหม่ตัวเล็กๆเช่นเขาหลังจากไปไกลห่างพ้นจากสายตาของผู้คนแล้วร่างของเขาก็ได้บังเกิดสายลมหมุนวนอย่างเอื่อยเฉื่อย เขาได้โคจรลมปราณเจ็ดสำเนียงออกมา


                ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลม


                เขาได้พุ่งทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วจนเมื่อเขาคิดว่าห่างไกลจากผู้คนแล้วเขาก็ได้หาที่เงียบสงบหนึ่งหยุดลงเขามองไปรอบๆก็เจอแต่ต้นไม้และไร้สิ่งก่อสร้างใด ที่นี่คือรอยต่อระหว่างภูเขาของตำหนักต่างๆซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนผ่านมามากมายเสียเท่าไหรนักเขาได้นั่งสมาธิตรงที่นี่เสียอย่างนั้น


                ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดเป็นอย่างมากเมื่อครู่เมื่อต๊กโกวฉิวหลงได้วางผ่ามือลงบนไหล่ของเขาไปมันแทบจะไม่รู้สึกถึงอะไรเลยเสียด้วยซ้ำไป แต่นั่นคือสำหรับคนอื่นทั่วๆไปแต่สำหรับเขาที่เชี่ยวชาญการแพทย์และรับรู้ถึงร่างกายของตัวเองเป็นอย่างดรย่อมสามารถรับรู้ได้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น


                นี่คล้ายกับวิธีการกำจัดหนอนมารกินใจที่หยุดการเต้นของหัวใจและใช้ลมปราณกระตุ้นให้หัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งแต่ฝ่ามือของต๊กโกวฉิวหลงนั้นกลับทำตรงกันข้าม เมื่อต๊กโกวฉิวหลงแตะลงบนร่างของเขาฝ่ามือข้างนั้นได้แผ่พุ่งปราณเล็กละเอียดสายหนึ่งให้แทรกซึมเข้าไปยังหัวใจและรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อระเบิดพลังออกมาซึ่งพลังนี้รุนแรงกว่าที่เขาเคยใช้มันสามารถฉีกกระชากหัวใจของเขาได้อย่างง่ายดาย แม้หัวใจของเขาจะไม่เต้นแล้วก็ตามแต่มันก็ยังเป็นทางผ่านของเลือดหลากหลายเส้นสายที่วิ่งผ่านร่างกายของเขาอยู่ดี


                ถังเฟยหู่ค่อยๆเดินปราณรวมถึงฝังเข็มไปยังชีพจรหัวใจของตนเองเพื่อสลายพลังแข็งกร้าวที่แฝงอยู่ในร่างของเขาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามในที่สุดเขาก็สามารถกำจัดพลังสายนั้นที่แฝงอยู่ภายในร่างได้จนหมดสิ้น


                หนังตาของเขาขยับและเปิดออกประกายดวงตาสีม่วงดำเปี่ยมด้วยความโกรธสูงเทียมฟ้า ชีวิตนี้ของเขาแลกมาด้วยชีวิตของครอบครัวทั้งหมด…เขาจะไม่ยินยอมให้ใครก็ตามพรากมันไปอย่างแน่นอน ภาพใบหน้าของต๊กโกวฉิวหลงปรากฏขึ้นในหัวของเขาเขาพยายามคิดว่าทำไมคนผู้นี้ถึงทำเช่นนี้


                แต่ในตอนนั้นเองที่ดูเหมือนว่าเขาจะนึกบางอย่างออก“หรือว่าจะเป็นเพราะข้าพูดคุยกับศิษย์พี่หยางถิง…แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็นับว่าคนผู้นี้ช่างไม่เห็นผู้อื่นในสายตาเลยแม้แต่น้อยพยายามที่จะฆ่าข้าเพราะพูดคุยไม่กี่คำกับศิษย์พี่…”


                  ถังเฟยหู่นำพาความโกรธเกรี้ยวของตนกลับไปยังห้องพักของตัวเองในทันทีเมื่อบานประตูได้ปิดลงแล้ว เขาได้สงบสติของตนเองพร้อมกับคิดแผนการต่างๆภายในใจ “…หากต๊กโกวฉิวหลงพบว่าข้ายังไม่ตาย…มิใช่ข้าจะต้องใช้ชีวิตอย่างไม่สุขสงบในสำนักเช่นนั้นเหรอ?ทางที่ดีพรุงนี้ข้าไม่ควรจะไปปรากฎตัวตามนัดเสียดีกว่า…แต่หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับหนีมิใช่เหรอ?คิดว่าศิษย์พี่หยางถิงอย่างน้อยก็คงจะปกป้องข้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อยต๊กโกวฉิวหลงต้องไม่ลงมือต่อหน้าศิษย์พี่เป็นแน่”


                เขาได้ตัดสินใจและหลับตาลงอีกครั้งเพื่อโคจรลมปราณพัฒนาวิชาลมปราณเจ็ดสำเนียงต่อไปเพื่อหวังจะสามารถตัดผ่านเข้าสู่ขั้นที่สองของวิชาให้ได้ แต่การพัฒนาของวิชาปราณนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้าอีกทั้งผลของการบ่มเพาะสะสมลมปราณภายในตันเถียนก็ไม่ดีมากมายเท่ากับตอนใช้ทรัพยากรหายาก


                เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในตอนนั้นเองที่ดวงตะวันใกล้จะขึ้นสู่ขอบฟ้านี่ใกล้ได้เวลาที่เขาได้นัดไว้กับต๊กโกวฉิวหลงแล้ว เขาได้ออกจากสมาธิและเร่งรีบออกไปในทันทีเขาใช้เวลาเพียงไม่นานมากนักก็ได้มาถึงยังภูเขาของตำหนักที่หนึ่งเขาได้ตรงไปยังหอภารกิจใหญ่ในทันที


                ในที่นั่นเองที่เขาได้พบเข้ากับต๊กโกวฉิวหลงศิษย์พี่หยางถิง รวมถึงผู้คนอีกแปดคนซึ่งคาดว่าคงร่วมทำภารกิจในครั้งนี้ด้วยเป็นแน่และเมื่อเขาเดินเข้าไปร่วมกลุ่มกับคนพวกนั้นต๊กโกวฉิวหลงเลิกคิ้วขึ้นสูงด้วยความแปลกใจแต่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นเองเขาก็ได้เปลี่ยนท่าทีไป


                ต๊กโกวฉิวหลงได้เผยรอยยิ้มออกมา“ศิษย์น้องถัง…เจ้ามาแล้ว”


                ถังเฟยหู่เมื่อได้ยินดังนั้นก็ได้เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย“ใช่ขอรับ”เขาตอบกลับไปพร้อมกับก้าวเดินเข้าไปใกล้กลุ่มคนตรงหน้าเขาได้เดินเข้าไปใกล้กกับศิษย์พี่หยางถิงให้มากที่สุดซึ่งนางก็ทักทายเขากลับมาเช่นกันเขาสักเกตศิษย์พี่หยางถิงพบว่านางได้พกห่อผ้าอันเดิมซึ่งสะพายไว้บนหลังเขาคิดว่ามันอาจจะเป็นเครื่องดนตรีของนางแต่เขาไม่อาจเดาออกว่านั่นเป็นเครื่องดนตรีชนิดใด


                ในตอนนั้นเองที่เขาได้เดินเข้าไปในกลุ่มต๊กโกวฉิวหลงได้ส่งสายตาไปให้คนผู้หนึ่งในกลุ่ม คนผู้นั้นทำสีหน้าดูไม่ได้ราวกับกลืนของเน่าเสียลงคอไปคนผู้นั้นได้ตวัดสายตากลับไปมองยังถังเฟยหู่ก่อนที่จะเดินจากไป


                ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวขึ้น“ต้องขอโทษศิษย์น้องถังด้วย พอดีสหายของข้ากลับไปเชิญคนอื่นมาโดยที่ไม่รู้ว่ามีเจ้าเข้าร่วมด้วยแต่ในเมื่อข้าเชิญเจ้าเข้าร่วมภารกิจสำนักกับพวกเราก่อน อย่างนั้นเจ้าก็สมควรมีสิทธิ์ที่จะไปกับพวกเรา”ต๊กโกวฉิวหลงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม


                แม้ภาพลักษณ์คุณชายที่สุภาพของต๊กโกวฉิวหลงจะแสดงความเป็นมิตรออกมาแต่ใครเล่าจะรู้ว่าภายในใจของเขาคิดอะไรอยู่ในคราแรกเขาคิดว่าถังเฟยหู่น่าจะตายไประหว่างเดินทางกลับไปยังตำหนักที่หกและตายอยู่กลางป่าเขาโดยที่ไม่มีใครทราบเขาคาดไม่ถึงว่าคนในขอบเขตปราณที่ต่ำกว่าจะสามารถหลุดรอดจากการลงมือของเขาไปได้ นี่อาจจะเป็นการลงมือที่ผิดพลาดของเขาก็เป็นได้ในตอนแรกเขาได้เรียกคนอื่นเพื่อเข้ามาแทนที่ถังเฟยหู่ไปแล้วการที่ไล่คนผู้นั้นกลับไปทำให้ถังเฟยหู่ถูกเพ่งเล็งจากหลายคนต๊กโกวฉิวหลงคิดว่าถึงแม้เขาจะไม่ลงมือแต่ถังเฟยหู่ก็คงอยู่อย่างไม่สงบแต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่สบายใจก็คือการที่ถังเฟยหู่กลับเข้าใกล้หยางถิงอีกแล้ว!


                  แม้ใบหน้าของต๊กโกวฉิวหลงจะยิ้มแย้มออกมาแต่หางคิ้วของเขากลับกระตุกเร่าๆด้วยความโมโหแต่เขารวบรวมสติกลับมาอย่างรวดเร็วก่อนจะกล่าว “เอาละข้าขออธิบายภารกิจสำนักให้พวกเจ้าฟังก่อนแล้วกันภารกิจสำนักระดับพิภพในครั้งนี้คือการกำจัดคลื่นสัตว์อสูรทะเล”


                ‘สัตว์อสูรทะเล?กลางแผ่นดินเนี่ยนะ?’ ถังเฟยหู่กล่าวกับตนเองในใจอย่างนึกสงสัยนั่นเพราะนี่เป็นเรื่องที่แปลกมาในการปรากฏตัวของสัตว์ทะเลตามที่รู้กันว่าสัตว์อสูรในห้วงมหาสมุทรจะร้ายกาจเป็นอย่างมากในทะเลในที่แห่งนั้นคืออาณาเขตของพวกมัน มันมิใช่สถานที่ๆมนุษย์จะอาศัยอยู่ได้โดยง่าย


                สำหรับมนุษย์ที่เกิดและเติบโตบนบกอย่างไรก็ตามในทะเลมิใช่สถานที่ๆพวกเขาได้เปรียบมากนัก ต่างกับสัตว์อสูรสมุทรซึ่งเกิดและอาศัยอยู่ในห้วงทะเลอันกว้างใหญ่การต่อสู้นสถานที่เสียเปรียบเช่นนั้นย่อมมิใช่เรื่องดีมากนัก


                และมิใช่เพียงถังเฟยหู่เท่านั้นที่ทำสีหน้าแปลกใจแต่ยังมีอีกหลายคนภายในกลุ่มที่ไม่รับรู้รายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดของภารกิจทำสีหน้าแปลกใจต๊กโกวฉิวหลงเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้กล่าวต่อไป


                “พวกเจ้าไม่ต้องแปลกใจไป…เรื่องนี้เป็นความลับที่ราชสำนักพยายามปิดบังเอาไว้ราชสำนักได้ติดต่อสำนักน้อยใหญ่ในเขตเมืองฝูโจวเอาไว้ในคราแรกปัญหาเหล่านี้เกิดจากแม่น้ำหมินเจียงเกิดเปลี่ยนแปลงไป น้ำในแม่น้ำกลับเค็มขึ้นดุจดั่งเป็นน้ำทะเลชาวบ้านในมณฑลฟูเฉียนที่อยู่ติดริมแม่น้ำหมินเจียงได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมากแต่โชคดีที่ได้มือปราบมารของทางการและนักพรตใช้อาคมเปลี่ยนน้ำเค็มเหล่านั้นให้กลายเป็นน้ำจืดจึงช่วยเหลือพวกเขาได้มาก”


                ผู้คนในกลุ่มนั้นฟังคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลงอย่างตั้งใจต๊กโกวฉิวหลงยังคงกล่าวสถานการณ์ของเมืองฝูโจวต่อไป “…แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้นเรื่องที่ราชสำนักปกปิดไว้เป็นความลับสูงสุดในตอนนี้คือเหล่าสัตว์อสูรต่างถิ่นจากทะเลได้ลุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินของมณฑลฟูเฉียนคนของราชสำนักรวมถึงมือปราบมารของทางการก็จัดการสัตว์อสูรทะเลเหล่านั้นอย่างเป็นความลับมีหมู่บ้านเล็กหลายหมู่บ้านที่อยู่ติดริมฝั่งแม่น้ำหมินเจียงถูกทำลายลงด้วยสัตว์อสูรต่างถิ่นเหล่านั้นมีคนหลายร้อยชีวิตได้ตายลงไปเพราะเหตุการณ์นี้ และในตอนนี้สัตว์อสูรทะเลได้ทวีคูณจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว”


                “อย่างนั้นภารกิจในครั้งนี้คือ….?” คนผู้หนึ่งภายในกลุ่มได้กล่าวถามขึ้นมา


                “เป็นอย่างที่พวกเจ้าคิด”ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าว “ภารกิจของสำนักในคราวนี้คือการร่วมมือกันต่อต้านและกำจัดสัตว์อสูรทะเลที่บุกรุกแผ่นดินจนกว่าราชสำนักจะสามารถแก้ไขปัญหาน้ำทะเลที่ลุกล้ำมาทางแม่น้ำหมินเจียงได้โดยราชสำนักได้มอบหมายให้สำนักเสียงสวรรค์และสำนักแปดดาราเป็นผู้นำในศึกนี้”


                เมื่อได้ฟังคำกล่าวของต๊กโกวฉิวหลงแล้วถังเฟยหู่ดูเหมือนจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างเขาได้หันกลับไปมองยังต๊กโกวฉิวหลง “ถ้าเป็นอย่างที่ศิษย์พี่ต๊กโกวได้กล่าวภารกิจในครั้งนี้นับว่าสำคัญเป็นอย่างมาก มีพวกเราแค่สิบคนจะพอเหรอ?อีกทั้งดูจากความยากลำบากของภารกิจนี้มิใช่จะต้องอยู่ระดับนภาเลยเหรอขอรับ?”


                ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวต่อไป“จริงอยู่ที่ว่าภารกิจในครั้งนี้สำคัญเป็นอย่างมากแต่พวกเรามิใช่กลุ่มเดียวที่เข้าร่วมการต่อสู้ในครั้งนี้ ทั้งสำนักของเราและสำนักแปดดาราได้เปิดโอกาสให้ศิษย์ทั้งหมดของสำนักทั้งสองสามารถเข้าร่วมได้โดยเงื่อนไขที่ตกลงกันคือการรวมกลุ่มขนาดเล็กประมาณสิบคนในการต่อสู้กับสัตว์อสูรทะเลทางสำนักทั้งสองเชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมตอนนี้ยังไม่เลวร้ายมากจนเกินไปจึงได้จัดการให้ภารกิจนี้อยู่เพียงระดับพิภพเท่านั้น”


                ทุกคนในกลุ่มนั้นพยักหน้าอย่างเข้าใจโดยต๊กโกวฉิวหลงได้นำพาคนทั้งหมดในกลุ่มไปยังกำแพงภารกิจระดับพิภพ พวกเขาผลัดกันนำป้ายยืนยันตัวเข้าไประทับกับแผ่นป้ายภารกิจปราบสัตว์อสูรทะเลและเมื่อพวกเขาได้รับภารกิจกันมาแล้วก็ได้เดินออกไปจากหอภารกิจใหญ่


                ถังเฟยหู่ที่ได้รับรายละเอียดของภารกิจมาแล้วก็ใช้จิตของตนหยั่งลึกลงไปในป้ายยืนยันตัวเพื่อตรวจสอบรายละเอียดส่วนมากของภารกิจเป็นไปตามที่ต๊กโกวฉิวหลงได้กล่าวไว้ ดูเหมือนว่าต๊กโกวฉิวหลงจะรับรู้รายละเอียดของภารกิจนี้ก่อนที่จะรับมันมาเสียอีกดูท่าต๊กโกวฉิวหลงคงมีอิทธิพลและสายข่าวที่ร้ายกาจในสำนักเป็นแน่


                เขาเริ่มเห็นความสำคัญของอำนาจข่าวสารที่อยู่ในมือแล้วเมื่อใดก็ตามที่เขาสามารถรับรู้สิ่งต่างๆได้ก่อนคนอื่นก็จะสามารถได้เปรียบเหนือกว่าคนอื่นในตอนที่ถังเฟยหู่กำลังศึกษารายละเอียดของภารกิจนั้นเองก็พบเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก


                รางวัลของภารกิจในครั้งนี้คือ….แปดพันแต้มคุณูปการหากถังเฟยหู่ยังมีหัวใจที่เต้นอยู่ละก็ มันคงเต้นโครมครามออกมาด้วยความตื่นเต้นด้วยค่าตอบแทนที่สูงถึงเพียงนี้…ถึงจะใช้คนถึงสิบคนในการร่วมทำภารกิจครั้งนี้แต่ด้วยจำนวนที่มากมายถึงเพียงเมื่อแบ่งกันสิบคนยังสามารถได้รับถึงคนละแปดร้อยแต้มคุณูปการและถึงแม้เขาที่มาเติมเต็มให้คนครบจำนวนจะได้แต้มน้อยกว่าคนอื่นก็ยังนับว่าได้มากมายอยู่ดี


                ถังเฟยหู่เผยรอยยิ้มออกมา‘ดูเหมือนการออกไปทำภารกิจกับต๊กโกวฉิวหลงจะมีความเสี่ยงและอันตรายอยู่บ้างแต่เมื่อสามารถได้ครอบครองแต้มคุณูปการที่มากมายเช่นนั้นก็นับว่าคุ้มที่จะเสี่ยงตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ข้าอยู่รอดปลอดภัยคือ…’เขาหันเหสายตาของตนเองกลับไปมองยังสตรีนางหนึ่ง


                ศิษย์พี่หยางถิง…..

    =======================================

    มาแล้วครับบบบบ -3- สัปดาห์นี้งานยุ่งสุดๆไปเลย ขอโทษที่มาช้าครับบบบ

    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน