อี้เฉิน ที่เห็นทือกเขากว้างไกล เขาพา เยว่ชิงเซียน ไปยังสถานที่แห่งนั้นในทันที รู้สึกว่าบนภูเขาที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์รกชัฏ พร้อมกับต้นไม้นานาชนิด ของสถานที่แห่งนี้ เริ่มปรับตัวดูดปราณพลังฟ้าดินมาใช้ จนมันสามารถมีชีวิตอยู่ได้ ภายในมิติ หุบเหวสวรรค์ ไม่เหมือนสถานที่ รกร้างที่อื่นๆ ที่อี้เฉินเคยผ่านตามาอีกต่อไป เขารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย กับเทือกเขายาวสุดลูกหูลูกตา
ครั้นเห็นแสงพร่างพราวออกมาจากต้นไม้เหล่านี้ ประหนึ่งมันสังเคราะห์แสงได้ด้วยตนเอง แม้แต่ต้นหญ้าบางชนิด ที่ขึ้นตามพื้นยังอาศัยแสงนั้นของต้นไม้ใหญ่ ในการเติบโต ทว่าความปลอดภัย ภายในภูเขาแห่งนี้ กลับต่ำเป็นอย่างมาก แม้แต่เสียงต่อสู้ยังมี ดังออกมาให้ได้ยิน ไม่ขาดสาย น่าจะเป็นเหล่ายอดยุทธ์ปะทะกัน ไม่ก็เหล่าผู้สูงส่งประลองฝีมือ
เหมือนว่าบริเวณแห่งนี้ จะเป็นที่หมายตาของ เหล่าอนุชนรุ่นใหม่อยู่ไม่น้อย ที่คิดจะมาสำรวจภายในหุบเขาแห่งนี้ บวกกับความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่แห่งนี้ ส่งกลิ่นอายโดดเด่นออกไปแผ่ไพศาล เต็มไปด้วยปราณพลังฟ้าดินที่หนาแน่น เป็นไปได้ ที่จะพบเจอกับสมุนไพร ระดับสูง
แม้ว่า รอบๆ บริเวณ จะเป็นเขตลาดชัน มันเต็มไปด้วยหน้าผาสูงชัน ชะง่อนหินยืดยาว ราวกับหนามของเม่นยักษ์ ตั้งตระหง่าน ค้ำฟ้า ผู้สูงส่งบางคนใช้สถานที่แห่งนี้ ยืนส่วนยอดสอดส่องสายตาออกไปทั่วบริเวณ สายตานั้น ประหนึ่งเหยี่ยวที่แหลมคม กวาดสาย ตาม หาของล้ำค่า ภายใต้หุบเขาเบื้องล่าง
บางกลุ่มถึงกับทำงานเป็นทีม สอดส่องกลุ่มอื่นๆ ประเมินสถานการณ์โดยรอบ จากที่พวกเขารับรู้ข้อมูลมาจาก ผู้อาวุโสชรา เมื่อเหลือเวลาช่วงหนึ่งเดือนสุดท้าย วิหารจักรพรรดิโลหิตก็จะปรากฏขึ้น ศึกแย่งชิงที่แท้จริง ก็จะถือกำเนิดในช่วงเวลานี้ พวกเขาจึงต้องประเมินคู่ต่อสู้ กลุ่มต่างๆ ไว้ให้ดี
อี้เฉินที่เห็นว่า บริเวณแห่งนี้ปลอดภัย เขาจึงหยุดฝีเท้า ก่อนเขาจะนั่งลงกับพื้น หลังพิงซากต้นไม้ใหญ่ที่แห้งตาย ด้วยความอ่อนแรง หายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมล็ดบัวแห่งการหวนคืนเขาก็ได้มันมาแล้ว ไหนจะได้โลงศพสีทอง เป็นผลพลอยได้นั้นอีก มันจึงทำให้อี้เฉิน รู้สึกผ่อนคลายลงไปไม่น้อย ราวกับภูเขาลูกใหญ่ถูกยกออกจากอก
ทว่าอี้เฉินไม่คิดที่จะกิน เมล็ดบัวแห่งการหวนคืนในยามนี้ ไม่เช่นนั้นร่างจริงของเขาได้ถูกเปิดเผยออกไปสู่สาธารณชนเป็นแน่ หากผู้คนรับรู้ว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ป่วนโลกปราณจิต ไหนจะเรื่องที่เขามาจากโลกเบื้องล่างนั้นอีก เกรงว่าข่าวคราว ที่เขาฆ่าสังหารเทพสวรรค์คงแพร่งพราย ออกไปไม่ช้าเป็นแน่ เขายังไม่อยากเป็นที่หมายหัวของ4สำนักใหญ่ ในยามนี้
เยว่ชิงเซียน ครั้นเห็นชายหนุ่มอัปลักษณ์ ทำท่าทางผ่อนคลาย นางจ้องมองชายหนุ่มด้วยความไม่สบอารมณ์ ฝ่ามือข้างหนึ่งเอื้อมแบมือ ออกกว้าง ทวงสัญญาชายหนุ่มในทันที "เร็วเข้า ของที่เราตกลงกันไว้ หวังว่าเจ้าจะไม่บิดพลิ้วหรอกนะ" สีหน้าแววตาของนางจริงจังไม่น้อย
อี้เฉินครั้นได้ยิน เขาหยิบ เมล็ดบัวแห่งการหวนคืน ออกมาจากทะเลความรู้ อย่างเบามือ ก่อนจะส่งมอบ เมล็ดบัวสีเขียวออกไปให้เยว่ชิงเซียน กลิ่นหอมของสมุนไพรอ่อนๆ แพร่กระจายออกมา หอมรัญจวนใจ ก่อนอี้เฉินจะเอ่ยคำพูดหยอกเย้า ตัวนางเล่นเป็นครั้งสุดท้าย "น้องหญิงเจ้าอย่าพูด เป็นคนอื่นคนไกลสิ มีหรือข้าจะบิดพลิ้ว กับหญิงงามเฉกเช่นเจ้า"
เยว่ชิงเซียนนางมองค้อนมาที่อี้เฉิน แววตาดุดันอยู่ไม่น้อย ก่อนจะกลืนเมล็ดบัวแห่งการหวนคืน ลงคอไป ไม่กี่ชั่วอึดใจ สรรพคุณ ของเมล็ดบัวแห่งการหวนคืนก็สำแดงผล กายาที่เต็มไปด้วยปานแดง ถูกตราประทับคำสาปโลหิต ของนางค่อยๆ จางหายไปช้าๆ ขั้นพลังค่อยๆ พื้นคืนกลับมา ส่งผลให้กายาของนางแผ่ปราณพลังออกมากดดันรอบทิศ แม้แต่อี้เฉินยังรู้สึกถึงแรงกดดันจากตัวนางน้อยๆ ช่างเป็นปราณพลังที่น่าพรั่นพรึง สมกับเป็นผู้สูงส่งที่แท้จริง ไม่อาจดูถูกดูแคลนนางได้อีกต่อไป
ผิวพรรณที่ขาวเนียนละเอียด ราวกระเบื้องแก้ว กลับมาสดใสอีกครา ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นมาด้วยความยินดี ที่ไม่อาจปิดบังได้ ฉับพลันนางมองค้อนมาที่อี้เฉิน ไม่มีท่าทีจำยอมชายหนุ่มอีกต่อไป แววตาดุดันและแข็งกร้าว พร้อมจะเอาเรื่องทุกผู้คน จ้องเขม็งมาที่อี้เฉิน "เจ้านำโลงศพสีทองออกมา แบ่งสันปันส่วนเร็วเข้า ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีกต่อไป"
ครั้นอี้เฉินได้ยิน เขาถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ ไปคำใหญ่ อึก!! ไม่คิดหยอกล้อกับเยว่ชิงเซียนเฉกเช่นแต่ก่อน "ข้าเข้าใจแล้ว" ก่อนอี้เฉินจะยันร่างขึ้นมายืน หยิบโลงศพสีทองออกมา ตั้งกลางป่าเขา ก่อนพวกเขาทั้งสองจะเปิดสำรวจโลงศพสีทองเก่าแก่ ตรวจดูสิ่งของภายใน
ทว่าเมื่อเปิดฝาโลงออกดู แสงสว่างสีทองก็สว่างเจิดจ้าขึ้นมาในฉับพลัน สาดทอแสงออกไปจนท้องฟ้าสว่างวาบไปครู่หนึ่ง แม้แต่เหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ ยังรับรู้ได้ว่ามีของล้ำค่าปรากฏออกมาภายในบริเวณแห่งนั้น ต่างกรูกันเข้าไปสำรวจในทันที
อี้เฉินกับเยว่ชิงเซียน พวกเขาสองคนตาลุกวาวกันอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นภายในโลงศพ มีซากเทวะของจักรพรรดิผู้ล่วงลับอยู่ มันแปรเปลี่ยน ร่างกายจนเป็น ผลึกแข็งแกร่งเทียบเท่าอาวุธระดับจักรพรรดิ ทว่ามันมีเพียง3ชิ้นเท่านั้น ส่วนขา ส่วนหัว แล้วก็ส่วนแขน
จู่ๆ ตราคำสาปที่ยังประทับอยู่บนร่างของอี้เฉิน ที่เต็มไปด้วยปานเลือดเสียของจักรพรรดิโลหิต ฉับพลันก็กระตุ้นตัวเขา ประหนึ่งมันเรียกหา ส่วนแขน ส่วนนั้น อี้เฉินไม่รอช้า เขาหยิบส่วนหัว ที่เป็นผลึกใสราวกับกะโหลกแก้ว ส่งมอบให้เยว่ชิงเซียนเองกับมือ
ก่อนอี้เฉินจะรีบเก็บโลงศพสีทองเข้าไปภายใน ทะเลความรู้ของเขา มันจึงทำให้เยว่ชิงเซียนไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก
อี้เฉิน เอื้อมหัวกะโหลกของจักรพรรดิโลหิต ที่แปรเปลี่ยนเป็นซากเทวะ ส่งมอบให้นาง "แม่นางข้า ขอมอบสิ่งนี้ให้กับ แม่นางเยว่ชิงเซียน ของสิ่งนี้น่าจะเป็นของล้ำค่าที่สุดแล้ว " อี้เฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เต็มเปี่ยมไปด้วยความไสซื่อ
ทว่าเยว่ชิงเซียนในยามนี้ หนังตาของนางกระตุก น้อยๆ ครั้นเห็นความกะล่อน ปลิ้นปล้อนของอี้เฉิน มือที่ถือกะโหลกจักรพรรดิโลหิต สั่นไหวน้อยๆ ทำอย่างไรก็ไม่อาจ เชื่อคำพูดของชายหนุ่ม อัปลักษณ์ผู้นี้ได้
แต่นางก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องยอมถอย เมื่อเห็นชายหนุ่มได้ซากเทวะของจักรพรรดิโลหิต ไปถึงสองชิ้น เมื่อนางเก็บกะโหลก ซากเทวะเข้าไปไว้ภายในทะเลความรู้ได้ นางจ้องเขม็งมาที่อี้เฉินในฉับพลัน "เจ้าจะไปไหน ส่งซาก เทวะมาอีกชิ้น ข้าจะรามือจากเจ้า"
เมื่ออี้เฉินถอยหลังเตรียมที่จะหนี ครั้นได้ยินน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของนาง มันก็ทำให้เม็ดเหงื่อผุดพลายขึ้นมาบนใบหน้า "ข้าเป็นคนลงแรงนะ จะให้เจ้ามากกว่าได้เยี่ยงไร"อี้เฉินกล่าวออกมาตัดพ้อในทันที
เยว่ชิงเซียนครั้นได้ยิน นางยิ่งสีหน้าบึ้งตึง 'นางสิที่ต้องเดือดดาล ตามจริงของทุกๆ สิ่ง ต้องเป็นของนาง ตั้งแต่แรกเริ่ม ทว่าเมื่อพบเจอชายหนุ่มอัปลักษณ์ทุกๆ อย่าง ก็พลันวอดวายไปเสียหมด' "เจ้าจะส่งมันมาให้ข้า ดี ดี หรือไม่? ...ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับสิ่งที่เจ้าทำกับข้าเลยนะ"
ในเสี้ยววินาที อี้เฉินก็วิ่งหนีออกไปเร็วจี๋ปานสายฟ้าแลบ โกยหนีออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่คิดหันหลังกลับมา ยังสถานที่แห่งนี้อีกต่อไป
เยว่ชิงเซียน ที่เห็นความเร็วในการหนีของอี้เฉิน ตัวนางถึงกับหน้ามืดทะมึน หนังตากระตุกขึ้นมาถี่ยิบ ปากแยกเขี้ยวในฉับพลัน ก่อนจะนำกระบี่หยกออกมาไว้ในมือ ใบหน้าบูดบึ้ง พุ่งไล่ล่าชายหนุ่มออกไปราวสายแสง "เจ้าคิดจะหนีไปไหน เอาหัวน้อยๆ ของเจ้ามาให้ข้าเสีย ข้าจะเป็นคนตัดมันเอง"
เสร็จสิ้นคำพูด คมกระบี่ที่แฝงไปด้วยจิตสังหาร ที่บ้าคลั่งก็พุ่งเข้าใส่อี้เฉินอย่างฉับพลัน ประหนึ่งหาฝนของคมกระบี่ เสียง ปัง! ปัง! ดังออกมาก้อง ปราณพลังสีทองสาด เท ออกไปทั่วทิศ จนรอบบริเวณ เห็นแสงกระบี่อย่างชัดเจน ก่อเกิดลมกรรโชกออกไปอย่างรุนแรง เศษใบไม้ ใบหญ้าปลิวว่อน
อี้เฉินที่เอี้ยวตัวหลบไปได้ แต่ก็ถูกแรงระเบิด ทำให้กายารู้สึกเจ็บปวดไม่ใช่น้อย ส่งคำพูดไล่หลังออกมาให้ เยว่ชิงเซียนในทันที "เจ้าคิดจะฆ่าสังหาร ข้าจริงๆ งั้นหรือ ข้าอุตส่าห์ช่วย เจ้าไว้เหตุใดเจ้าถึงไม่สำนึกบุญคุณ"
เยว่ชิงเซียน กัดกรามไว้แน่น "ช่วยมารดาแม่เองเถอะ เจ้าหยุดแล้วต่อสู้กับข้าเสีย"
อี้เฉินใบหน้าบูดเบี้ยวในทันที แต่ฝีเท้าของเขายังพลิ้วกายาหนีต่อไป "เจ้าอย่าลืมสิใครให้เมล็ดบัวแห่งการหวนคืนกับเจ้า หากเจ้าไม่สำนึกบุญคุณ ระหว่างฟ้าดินจะลงโทษเจ้าล่ะ"
เยว่ชิงเซียน นางได้ยินนางยิ่งบ้าคลั่ง เลือดในกายาเดือดพล่านเป็นอย่างมาก ครั้นเห็น โดยรอบมีผู้คนอยู่กันไม่น้อย แถมพวกเขายังได้ยินบทสนทนาที่พวกเขาพูดคุยกันอีก "เจ้าหยุดเดียวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะแฉเจ้าให้หมด ว่าเจ้าได้สิ่งใดไปครอบครอง"
อี้เฉินตอบกลับคำพูดของนางในทันที สวนเท้าก็หลบเลี่ยงการโจมตีของเยว่ชิงเซียน หนีออกไปด้วยความปราดเปรียว "หากเจ้าแฉข้า ข้าจะใส่ไฟให้เจ้าเสียหาย อย่างแน่นอน เจ้าคิดให้ดีแม่นางเยว่ชิงเซียน"
ฝูงชนที่เห็นพวกเขาไล่สังหารกันไป หลายสิบลี้ เสียงดังออกมากึกก้อง ต่างรับรู้ได้ในทันที "นั้นมัน นางฟ้า เยว่ชิงเซียนไม่ใช่หรือ เหตุใดนางเดือดดาลบ้าคลั่งถึงเพียงนี้เล่า แล้วบุรุษที่นางไล่ล่าเขาเป็นใครข้าไม่ยักรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของเขา"
"ไอ้บ้านั้นมันดวงซวยเกินไปแล้ว ถึงกับถูก สตรีศักดิ์สิทธิ์ ผู้สูงส่งไล่ ฆ่าสังหาร " ชายหนุ่มยกยิ้มขำออกมาน้อยๆ ก่อนตามไปดูชมเรื่องสนุกในทันที
อี้เฉินเขาหน้าบูดบึ้งไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากหยุดปะทะกับนางตรงๆ ทำได้เพียงหลบเลี่ยงการโจมตีหลบหนีไปเช่นนั้น เสียงปัง ดังไล่หลังออกมาไม่ขาดสาย อาภรณ์บางส่วนถึงกับขาดวิ่น เต็มไปด้วยความไม่จำยอมของเขา