บทที่ 6
ภาพเหมือนมากปัญหา
ซุนเย่ที่สามารถหลบหนีแม่ทัพมารเขตห้าออกมาได้สำเร็จไม่ได้ทำตัวเอิกเกริกให้เป็จุดเด่นอีกต่อไป ใช้วิธีพรางกายด้วยวิชามารเบี่ยงเบนความสนใจของผู้อื่นออกห่างจากตนเองให้ได้มากที่สุด ระหว่างทางก็ส่งเปลวเพลิงทมิฬดวงเล็ก ๆ กระจายออกไปทั่วทั้งแดนมารด้วยเพื่อเผาทำลายภาพเหมือนของเขาทิ้งให้หมด
แม้รู้ดีว่าสามารถวาดขึ้นมาใหม่ได้ แต่นี่คือสารเตือนอย่างดีว่าหากทำเช่นนี้อีก ได้เห็นดีกันแน่!!
ใช้เวลาสักพักใหญ่เท้าก็ก้าวเข้าสู่ทางขึ้นไปแดนมนุษย์ที่ใช่ว่าจะบุ่มบ่ามออกไปได้โดยง่าย
เขานั่งขบคิดเกี่ยวกับปัจจัยอื่นอยู่ก่อน เส้นทางนี้จะนำพาไปสู่ทิศใต้ของแดนมนุษย์อันเป็ที่ตั้งของแผ่นดินหานซึ่งมีเผ่ามารปกครองอยู่พอดี พวกตระกูลอวี๋บอกว่า ครั้งแรกที่พบเขา เขาอยู่ภายใต้อาณาเขตของจอมมารหานซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คือแผ่นดินหานทั้งหมดนั่นแหละ แต่การที่คิดว่าเขาอาจจะเป็ลูกคนใช้ของจอมมารหาน แสดงว่าที่แห่งนั้นอยู่ใกล้กับวังของจอมมารเป็แน่แท้ หรืออาจจะอยู่ภายในอาณาเขตวังของจอมมารจริง ๆ เลยก็ได้!
เขาไม่เคยไปแดนมนุษย์ที่ไม่มีมนุษย์แล้วมาก่อน ไม่รู้ว่าการเดินทางครั้งนี้จะยาวไกลสักแค่ไหน สิ่งที่สำคัญคือเงินทุน เมื่อขึ้นไปแล้วก็ต้องหางานทำเพราะตอนนี้มีตำลึงติดตัวอยู่น้อยเกินไป เขาไม่ได้หยิบฉวยสมบัติของพวกตระกูลอวี๋มาด้วยเพราะรังแต่จะเป็เสนียด!
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ยกน้ำชาขึ้นมาจิบทีหนึ่งให้สบายอารมณ์แล้วมองไปยังข้อมือของตัวเองที่บัดนี้มีกำไลห้อยกระดิ่งสีทองสวยงามสวมอยู่ แม้ไม่เคยพบพานหรือรู้จัก แต่ก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและความรักซึ่งเป็ความรู้สึกที่ไม่เคยได้รับมาจากตระกูลอวี๋เลยสักครั้ง
“หากเจอข้าในยามนี้ ท่านยังจะรักและเอ็นดูข้าอยู่หรือไม่?” ตอนนี้ได้รับชีวิตนิรันดร์มาแล้วทั้งยังใช้เพลิงทมิฬได้เหมือนจอมมารหลงเฟยิ บิดาของเขาจะไม่ชอบใจเพลิงทมิฬนี้เหมือนคนอื่น ๆ หรือไม่นะ?
“นี่ ๆ ! เ้าได้ยินข่าวในเขตห้ามารึยัง!?” เสียงพูดคุยของเหล่ามารในโรงน้ำชาดังเล็ดลอดเข้ามาในหูของเขา
“ผู้ใดบ้างจะไม่รู้เล่า! ลือกันให้ทั่วว่าตระกูลอวี๋ไปขโมยเกอที่ใช้เพลิงทมิฬผู้นั้นมาจากบ้านอื่นแหนะ!!”
“ห๊ะ!? ข้าก็นึกว่าหมายถึงเื่ที่เพลิงทมิฬอาละวาดแก้แค้นมารในเขตห้าไปทั่วเสียอีก! มีเื่เช่นนี้ด้วยรึนี่!?”
“พวกคนรับใช้ที่หนีตายกันออกมาได้ทันเอามาเล่าน่ะสิ เพราะแบบนั้นด้วยกระมังถึงได้กวาดล้างตระกูลอวี๋ไปหมดตระกูลเลย!!”
“ไม่อยากจะคิดจริง ๆ ว่าหากร่วมมือกับจอมมารหลงขึ้นมา ทั่วทุกดินแดนจะโกลาหลมากเพียงใด!”
“เพราะเลือกสร้างความแค้นผิดคนแท้ ๆ ทำเอาซวยกันไปทั้งหมด พวกขุนนางที่รับใช้จอมมารหานพวกนั้น หวังว่าท่านจอมมารหานจะจัดการล้างตระกูลพวกมันโดยเร็ววัน จะได้ไม่มีความเสื่อมเสียมาสู่เผ่ามารอีก”
ข่าวลือเื่ของเขายังคงแพร่สะพัดไปทั่วโรงน้ำชาและคาดว่าอีกไม่นานคงจะลือไปทั่วทั้งแดนมารไปจนถึงแดนมนุษย์เป็แน่แท้
ซุนเย่ไม่ใคร่จะใส่ใจเท่าใดนัก พูดได้ก็พูดไป พูดแล้วไม่แสลงหูเขาย่อมไม่ใส่ใจ เขามีเื่อื่นที่สำคัญกว่านั่นก็คือเื่การหาตำลึงเงิน
“หากขึ้นไปแดนมนุษย์จะไปโผล่ที่เมืองไหนรึ?” เขาถามเสี่ยวเอ้อร์ที่กำลังจะเดินผ่านโต๊ะไปพอดี
“ขึ้นไปจะเจอ ‘เมืองฉิวเหวย’ ขอรับ เป็เมืองหลวงของแผ่นดินหานที่ตั้งของวังจอมมารหานขอรับ” โชคดีอะไรขนาดนี้!
“แล้ววังของจอมมารอยู่ไกลรึไม่? ข้ามีธุระกับคนใช้ในวัง แต่ไม่รู้ทางน่ะ”
“อ๋อ! ไม่ไกลเลยขอรับ ตรงไปทางทิศเหนือแค่ยี่สิบลี้* ก็ถึงแล้วขอรับ” ก็ไม่ไกลเท่าไหร่นี่นะ เขาจ่ายค่าน้ำชาไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไป
เมืองหลวงย่อมมีแต่ความมั่งคั่ง การที่มารจน ๆ จะหางานดี ๆ ทำได้คงยากพอดู ท่าทางจะได้เข้าป่าหาสมุนไพรอีกแล้วกระมัง
เมื่อเดินมาจนถึงด่านตรวจมารเข้าออกดินแดนก็มีการตรวจสอบใบหน้าที่เข้มงวดเอามาก ๆ ทั้งยังมีประเภทสายตรวจจับที่คอยจับวิชาปลอมแปลงต่าง ๆ เอาไว้ด้วย ผู้ที่เข้าออกต้องเดินทีละคน ๆ ใช้วิชาเบี่ยงเบนความสนใจคงไม่ได้อย่างแน่นอน ดูเหมือนต้องสร้างความวุ่นวายและใช้ความเร็วหลบหนีออกไป
คิดได้ดังนั้น ก็จัดการใช้เพลิงทมิฬเผาทำลายต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งทันที!
“นั่นเพลิงทมิฬนี่! รีบหนีเร็ว!!” กรี๊ดดดด ความวุ่นวายบังเกิดขึ้นในทันที! ทหารที่ตรวจมารเข้าออกดินแดนรีบเร่งมาดูจุดเกิดเหตุ
เมื่อไร้ผู้เฝ้าประตูและความสนใจถูกดึงไปที่เพลิงทมิฬทั้งหมดแล้ว เขาจึงใช้พลังปราณเร่งความเร็วตัวเองทะลวงผ่านออกนอกดินแดนไปอย่างรวดเร็วจนมองแทบไม่ทัน ขณะเดียวกันก็ใช้จังหวะภายในชั่วพริบตาดับเพลิงทมิฬไปด้วย รอดออกมาได้แล้ว ลาก่อนตลอดกาลไอ้แดนมารบัดซบ!
.
.
.
วังจอมมารหาน
“ท่าทางอารมณ์ดีแบบนี้ คงได้ยินข่าวเื่เพลิงทมิฬที่สองมาแล้วกระมัง” เ้าของวังหรือก็คือจอมมารหานเอ่ยกับมารที่กำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าอารมณ์ดีแปลก ๆ
“นึกว่าจะตายไปแล้ว ไม่อารมณ์ดีสิน่าแปลก ทั้งยังแสนซนสร้างเื่ราวเสียใหญ่โต พวกขุนนางดูตื่นตัวและหวาดกลัว สะใจข้ายิ่งนัก!”
“ชีวิตนี้ไม่เคยคิดเลยนะว่าจะได้เห็น ‘จอมมารหลงเฟยิ’ ผู้ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ มานั่งให้ท้ายมารเด็กก่อเื่ในแดนมารจนพังพินาศไปถึงสี่เขต!” จอมมารหานส่ายศีรษะไปมาอย่างเอือมระอาในตัว ‘สหาย’
“หึ! เ้าควรไม่คาดคิดว่าชีวิตนี้จะอายุยืนจนได้พบข้าอีกเป็ครั้งที่สองมากกว่านะ”
“เฮ้อ! มาถึงวันนี้ข้าก็อายุแปดล้านปีเข้าไปแล้ว อีกไม่เกินยี่สิบล้านปีก็คงล่วงลับ”
“หากไปพูดเช่นนี้กับมนุษย์คงได้ถูกรุมกระทืบแน่ เพราะพวกนั้นอายุน้อยกว่าเราตั้งสองแสนเท่า”
“ไม่หรอก ๆ ก็สูญพันธุ์ไปหมดแล้วนี่นา แล้วเ้าจะเอาอย่างไรต่อไป? เอาตำแหน่งจอมมารคืนไปเลยรึไม่? ข้ายกให้ เอาคืนไปเลย!”
“ไม่! ทั้งข้าและเ้าต่างก็เป็จอมมาร ต่างเพียงแค่ข้าคือจอมมารด้วยพลัง ส่วนเ้าคือจอมมารด้วยตำแหน่ง และข้าไม่ปรารถนาแบบหลังอย่างแน่นอนเพราะข้าี้เีดูแลชาวประชามารแล้ว!”
“ชิ! นี่แสดงว่าข้ายังต้องมานั่งจัดการปัญหาที่เด็กของเ้าก่อไว้ในแดนมารอีกสินะ! งบประมาณหน่วยทหารไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ”
“อย่าห่วงเลย ท้องพระคลังก็ล้วนมาจากข้าถึงหกส่วนไม่ใช่รึ? เชิญใช้ส่วนของข้าได้ตามสบาย” ทางจอมมารหลงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรเลย ในขณะที่จอมมารหานได้แต่กลอกลูกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย
“ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเห็นหน้าแล้วจะหากันเจอรึไม่เล่า?”
“ต้องเจอสิ เพราะข้าจำเสียงของเขาได้ เสียงที่อยู่กับข้ามาตลอดสี่เดือน เสียงที่ไม่เคยได้ยินมาตลอดสองล้านปีที่อยู่ในผนึก ข้าไม่มีวันลืม” จอมมารหานได้ฟังก็ยังรู้สึกประหลาดใจไม่หาย สหายผู้นี้นับว่าเป็ที่รักของผู้สร้างโลกโดยแท้! ขนาดหลับอยู่ยังอุตส่าห์ได้ยินเสียงจากภายนอกทั้งยังทำลายผนึกที่ไม่มีวันทำลายได้ออกมาด้วยตนเองอีกต่างหาก!
“ข้าก็อยากเห็นหน้าเด็กคนนั้นเหมือนกันเลยให้คนสนิทไปหาภาพเหมือนมาให้ดูหน่อย ได้ข่าวว่าภาพถูกเพลิงทมิฬเผาจนสิ้นทุกใบเลย โชคดีที่เขาออกจากแดนมารมาทันภาพในมือก็เลยไม่โดนเผาไปด้วย เป็คำขู่ที่เอิกเกริกน่าดู”
“หึหึ แสบจริง ๆ เสียด้วย ข้าว่าแล้วว่าเขาต้องดื้อเงียบ” ปากเหมือนจะด่าแต่กลับอมยิ้มชอบใจ สหายเขาคงกู่ไม่กลับเสียแล้ว สักพักก็มีมารในชุดสีดำมิดชิดปรากฏกายขึ้น ไม่มีใครสงสัยอะไร คาดว่าคงเป็มารตนสนิทของจอมมารหานที่เพิ่งถูกกล่าวถึงไปเมื่อครู่กระมัง
“ขออภัยในความล่าช้าขอรับ ด่านตรวจมารข้ามดินแดน่นี้เข้มงวดยิ่งนัก”
“ไม่เป็ไร ๆ ” รับของมาแล้วก็เลือกที่จะยื่นม้วนกระดาษให้สหายดูก่อน เดี๋ยวจะพาลอารมณ์เสียขึ้นมาอีก ยิ่งอารมณ์ร้อนง่ายอยู่บ่อย ๆ
จอมมารหลงรับมาแล้วเปิดดู ทันทีที่ภาพของมารหน้าตาวัยเยาว์ปรากฏแก่สายตา น้ำเสียงใส ๆ ที่พูดคุยกับเขามาโดยตลอดเมื่อห้าปีก่อนก็ไหลทะลักเข้ามาในความทรงจำอย่างรวดเร็ว จอมมารหลงเฟยิเฝ้าฝันและจินตนาการมาโดยตลอดว่าน้ำเสียงเช่นนั้นจะมีหน้าตาเป็แบบไหนกัน?
ยามนี้ได้รู้แล้ว พอนึกถึงใบหน้านี้ในกิริยาต่าง ๆ ที่พูดแต่ละคำก็อดที่ยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ ทว่าเมื่อได้ดูจนพอใจก็จำต้องย้อนกลับไปดูใบหน้าของจอมมารหานแล้วก็วนกลับมาดูหน้าของซุนเย่อีกครั้ง ทำเช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนผู้ถูกมองเริ่มสงสัย
“เ้ามีอะไร?”
“ใบหน้าดูคล้ายเ้าแปลก ๆ ลองดูเอาเองสิ” จอมมารหานรับภาพเหมือนมาดู เมื่อได้เห็นกับตาก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
“……”
“ก่อนหน้านี้เ้าบอกว่าเ้ามีบุตรคนเล็ก เขาหายตัวไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เ้ามั่นใจแค่ไหนว่าเป็ซุนเย่?”
“ตอนแรกก็นึกว่าแค่ ‘บังเอิญชื่อเหมือนกัน’ เสียอีก ไม่นึกเลยว่าจะอยู่ใกล้กันแค่นี้ ข้าไม่มีทางลืมลูกตัวเองได้ลงหรอก เฟยิ ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ”
‘จอมมารหานจิวซือ’ ที่ตะลึงงันกับภาพเหมือนที่ได้เห็น พอตั้งสติได้ก็ลูบไปที่ใบหน้าบนกระดาษเบา ๆ น้ำตาพลันไหลออกมาโดยไม่ทันรู้ตัว ตนเป็ ‘บิดา’ ต่อให้ชีวิตนี้ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน อย่างไรก็ต้องจดจำแววตาของลูกตัวเองได้อย่างแน่นอน!
“ขออภัยท่านจอมมาร” คนสนิทที่นิ่งเงียบมาครู่หนึ่งเอ่ยขึ้น “ข้าได้ยินข่าวลือก่อนจะออกมาจากแดนมาร ลือกันว่าอวี๋ซุนเย่ แท้จริงเป็มารที่ถูกขโมยมาเลี้ยง คนรับใช้ที่หนีตายออกมาได้ทันนำมาบอกเล่าสู่กันฟังอย่างรวดเร็วขอรับ”
“ลูกของข้ายังมีชีวิตอยู่!” แม้น้ำตาจะยังไหลอย่างต่อเนื่องทว่ารอยยิ้มกลับเผยออกมาด้วยความดีใจ เหม่อมองใบหน้าในกระดาษด้วยความเปี่ยมสุข จอมมารหลงคิดว่ายามนี้สหายคง้าความเป็ส่วนตัว จึงโบกมือให้คนสนิทในชุดดำออกไปก่อน
ตนเดินไปตบไหล่สหายทีหนึ่ง แล้วจึงออกตามไป เื่บังเอิญเช่นนี้ก็มีอยู่ด้วย ท่าทางคงจะได้นับญาติกับสหายผู้นี้ในวันข้างหน้าแล้วกระมัง
.
.
.
นับจากวันที่ซุนเย่หนีออกมาจากแดนมารก็ผ่านมาได้สัปดาห์หนึ่งแล้ว พวกทหารในแดนมารออกตามล่าตัวเขามาจนถึงแดนมนุษย์ แต่หาอย่างไรก็ไม่มีทางเจอหรอก เพราะเขาอาศัยอยู่ในป่าทั้งยังเป็ป่าที่ใกล้กับวังของจอมมารหานมาก ๆ อีกด้วย ถึงปากจะบอกไปแล้วว่ามาตามหาบิดา แต่พวกนั้นไม่ได้รู้เสียหน่อยว่าบิดาเขาอาศัยอยู่ในวังของจอมมารหาน ที่ที่อันตรายและไม่ควรก้าวก่ายเช่นนี้ ถ้ากล้าท้าทายอำนาจของจอมมารหานก็ลองดู!
ตอนนี้ในมือของเขามีสมุนไพรหายากอยู่ประมาณเจ็ดชนิดได้ ต้องขอบคุณจริง ๆ ที่เขามีพร์ด้านการแยกแยะกลิ่นในระดับดีเยี่ยมทำให้การตามหาสมุนไพรพวกนี้ช่างง่ายดายกว่าคนอื่นยิ่งนัก ไม่รอช้ารีบตรงไปยังร้านขายสมุนไพรแล้วขายมันเสีย ราคามากถึงยี่สิบเหรียญเงิน* เลยทีเดียว! เท่านี้ก็อยู่รอดไปอีกหลายเดือนแล้ว!
เขาเริ่มคิดที่จะสร้างโรงขายสมุนไพรขึ้นมาบ้าง แต่หนทางยังอีกยาวไกล ไหนจะต้องตามหาบิดาแล้วยังต้องตามหาจอมมารหลงเฟยิที่ไม่รู้จะยอมรับเขาหรือไม่ แน่นอนว่าเขาไม่ได้คาดหวังในคนหลังสักเท่าไหร่ อีกฝ่ายหลับมาตลอดไม่มีทางรู้จักเขาหรอก เขาแค่อยากเห็นกับตาเท่านั้นว่าจอมมารหลงสบายดีและได้แก้แค้นศัตรูสมดังปรารถนา
อีกอย่าง เขาต้องทำตามคำแนะนำของเสียงปริศนาในดินแดนแห่งความว่างเปล่า สองเพลิงทมิฬรวมเป็หนึ่งคือเพลิงพิศุทธิ์ ไม่แน่ว่าอาจมีเื่ที่ไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าและต้องใช้เพลิงสีขาวในการกำจัดมัน ไม่รู้หรอกนะว่าเื่อะไรแต่หาตัวให้เจอนั่นแหละดีที่สุด ได้ประโยชน์ในหลาย ๆ เื่ดีเหมือนกัน
วันนี้เขามานั่งทานอาหารในโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งของเมืองหลวง ไม่มีภาพเหมือนของเขาแล้ว ดูสิว่าจะตามตัวเขาอย่างไร?
นาน ๆ ทีจะมีอิสระได้กินของดี ๆ ทั้งยังไม่มีพวกทหารมากวนใจ ช่างเป็เื่ที่น่ายินดีจริง ๆ
เขาสั่งอาหารลงโต๊ะมาแค่สองสามอย่างพอดีท้องตัวเอง เหล่าคุณชายทั้งหลายต่างเมียงมองมาทางเขาอยู่หลายคน คงเพราะปานดอกเถาฮวาบนมือขวาที่แสดงถึงเพศเกอกระมัง ของหายากจะสนใจเป็พิเศษก็ไม่แปลก เท่าที่มองดูก็ไม่มีเกอคนไหนมานั่งทานอาหารในโรงเตี๊ยมนี้นอกจากเขาเลยด้วย
“แฮ่ม! คุณชายน้อย เห็นว่าท่านนั่งอยู่เพียงผู้เดียว ข้าเองก็มาผู้เดียว ไม่ทราบว่าอยากได้สหายนั่งเป็นั่งทานอาหารมื้อนี้ด้วยหรือไม่? เผื่อว่าในภายภาคหน้าเราอาจจะได้สนิทกันมากขึ้น”
“ข้าไม่้า” ซุนเย่ตอบโดยที่ไม่หันไปมองหน้ามารแปลกหน้าผู้นี้เลยด้วยซ้ำ ตะเกียบยังคงคีบอาหารเข้าปากราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นซึ่งนั่นสร้างความไม่พอใจให้ผู้ที่เข้ามาทักทายเป็อย่างมาก
กล้าดีอย่างไรมาทำให้เสียหน้ากลางโรงเตี๊ยมเช่นนี้!?
“คุณชายน้อย! คงไม่เป็การดีเท่าไหร่กระมังถ้าจะปฏิเสธรวดเร็วเช่นนี้ ข้าเป็ถึงคุณชายจากตระกูล ‘ฉือ’ ตระกูลแม่ทัพมารเขตสองเชียวนะ เรามารู้จักกันไว้จะดีกว่า”
“ยิ่งเป็ตระกูลแม่ทัพมาร ข้ายิ่งคร้านจะใส่ใจ”
“นี่เ้า!”
“ไสหัวไป ข้าจะกินข้าว” สายตาจากลูกค้าท่านอื่นเริ่มมองมาที่โต๊ะนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเกอผู้นี้เป็ใครกัน? ถึงได้กล้าปฏิเสธคุณชายจากตระกูลแม่ทัพมารได้!
“โอกาสหยิบยื่นมาให้ถึงตรงหน้ากลับไม่ยอมรับเอาไว้ ช่างโง่งมเกินไปหน่อยนะ!”
“ใช่ ข้าโง่งม ไสหัวไปได้แล้ว!”
“จะทำข้าอับอายมากไปแล้วนะ!” ตึง! มือของคุณชายตระกูลฉือกระแทกโต๊ะอาหารจนน้ำแกงเกือบหกออกมา
“ขาที่เดินมาก็ขาเ้า ปากที่พูดอยู่ก็ปากเ้า ผู้ริเริ่มล้วนเป็เ้า ข้าไม่้าก็ปฏิเสธชัดเจน เห็น ๆ กันอยู่ว่าเ้าทำตัวเองให้อับอายหาได้เป็ข้าไม่”
“เห็นทีคงต้องสั่งสอนเกอชาวบ้านเช่นเ้าให้รู้สำนึกกระมัง ว่ากล้าต่อปากต่อคำกับคุณชายตระกูลฉือแล้วจะได้รับผลเช่นไร!” เมื่อกล่าวจบ คุณชายตระกูลฉือก็สั่งให้ลูกน้องที่มาด้วยกันเข้าไปจับตัวมา แต่ซุนเย่ก็ยังคงไม่สนใจ
เมื่อมือของพวกมันกำลังจะเอื้อมมาถึง ตนก็จัดการดีดร่างของพวกมันจนกระเด็นออกจากโรงเตี๊ยมไปทั้งลูกน้องทั้งเ้านาย!
“คนพาลไม่สมควรได้รับการต้อนรับ อย่ารับคนเช่นนี้เข้ามาในร้านอีก ระหว่างเสียถุงทองจากตระกูลฉือกับถุงธรรมดาจากลูกค้าเรือนร้อยเรือนพันที่ถูกคุกคามเช่นนี้ เลือกเอาเองเถิด” เขาพูดขึ้นลอย ๆ แต่เสียงดังฟังชัด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าตั้งใจส่งไปเข้าหูใคร
ชายเ้าของโรงเตี๊ยมบนชั้นสองได้ฟังแล้วพลันยิ้มมุมปากชอบใจ เด็กนี่ช่างมีตาแหลมคม เห็น ๆ กันอยู่ว่าไม่ได้สนใจสิ่งใดแต่กลับรู้ได้ว่าใครคือเ้าของและอยู่ตรงไหนของโรงเตี๊ยมใหญ่โต
“จะ เ้า! เ้ากล้า!” ดูเหมือนคุณชายฉือจะยังไม่ยอมจบง่าย ๆ แต่จังหวะที่กำลังจะกลับเข้าร้านมาหาเื่เขาอีกรอบ ก็ถูกกระบี่ที่ยังอยู่ในปลอกขวางไว้เสียก่อน คุณชายฉือหันไปเตรียมจะด่า แต่เมื่อเห็นหน้าว่าคือผู้ใดจึงหน้าซีดลงในบันดล!
“สภาพเช่นนี้ คราวนี้คิดก่อเื่กับผู้ใดอีกเล่า? คุณชายฉือ” เ้าของกระบี่ถาม
เหล่ามารสตรีที่ได้เห็นการมาของเขาผู้นั้น ต่างหันไปพูดคุยกันอย่างออกรสด้วยท่าทางเขินอายราวกับรู้จักชายผู้นั้นเป็อย่างดี
“มะ มารเกอนั่นกล้าทำร้ายข้า! ผลักข้ากระเด็นออกมาข้างนอกสร้างความอับอายแก่ตระกูลฉือยิ่งนัก!”
“ไม่ใช่ว่าเ้าไปหาเื่ก่อนรึ?”
“ข้าแค่ชวนเขานั่งทานอาหารด้วยกันขอรับ!” มารรูปงามได้ฟังก็เดินเข้ามาหามารเกอที่ว่าเพื่อสอบถาม ทว่าซุนเย่ตอบออกไปก่อน
“ข้าไล่แล้วเขาไม่ยอมไป ทั้งยังคิดทำร้ายข้าก่อน” แน่นอนว่าเขาไม่คิดมองหน้าคู่สนทนาอีกเช่นเดิม เสียมารยาทแล้วอย่างไร? ในเมื่อเขาไม่ได้มีชื่อเสียงต้องให้เสีย
“ต้องขออภัยแทนเขาด้วย ข้าจะให้ตระกูลฉืออบรมสั่งสอนบุตรชายให้ดีกว่านี้”
“ท่าทางคงตามใจน่าดู ถึงได้โตมาเสียมารเช่นนี้”
“อะ อะ อะ!” คุณชายฉือถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออก มารตนนี้เป็ใครกันแน่? ถึงได้กล้าด่าลูกหลานขุนนางแรงปานนี้!
“เพราะฉะนั้น หาก้าให้แม่ทัพมารเขตสองอบรมบุตรชายอย่างเข้มงวดจริง ๆ ฝากไปบอกคำเดียวก็เพียงพอแล้ว”
“ไม่มีปัญหา ข้ารับฝาก เป็คำว่าอะไรเล่า?” ชายรูปงามตอบรับอย่างง่าย
“คำว่า ‘ภาพเหมือน’ น่ะ” กล่าวจบ ก็หันไปมองคู่สนทนาเต็ม ๆ ตาเป็ครั้งแรก พร้อมแสยะยิ้มมุมปากไปให้ด้วย คำขู่นี้คงทำให้แม่ทัพมารเขตสองขนลุกจนตัวนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยกระมัง
“หึหึ ข้าจะจดจำไปบอกแม่ทัพฉือให้ ส่วนคุณชายฉือคงหมดธุระแล้ว เชิญ” เป็การไล่ที่สุภาพเอามาก ๆ
ฝ่ายที่ถูกไล่ทำอะไรมากไม่ได้นอกจากยอมสะบัดชายผ้าเดินจากไป
“จริงสิ ข้าขอทราบนาม-”
“เก็บโต๊ะด้วย เสี่ยวเอ้อร์” ไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ เขารีบวางค่าอาหารแล้วเรียกเสี่ยวเอ้อร์มารับตำลึงไป เมื่อได้รับเหรียญทองแดงทอนมาแล้วก็เดินหนีไปอย่างรวดเร็ว ทว่าอีกฝ่ายดันตามติดจนเข้ามาถึงในป่าอย่างหน้าไม่อาย! “้าอะไร!?”
“ข้าอยากรู้ชื่อเ้า”
“ซุนเย่” ชื่อนี้มีเป็ร้อยเป็พัน หากเดาถูกว่าเขาคือผู้ใช้เพลิงทมิฬก็นับว่าเกิดมาโชคหล่นทับโดยแท้
“ชื่อเหมือนมารที่อาละวาดในแดนมารเลย”
“ข้าไม่ใช่”
“แต่ใบหน้าเ้าใช่นะ”
“......”
“พอดีได้มาใบหนึ่งก่อนโดนเผาในแดนมารน่ะ” ไม่ว่าเปล่า ยังหยิบมาให้ดูอีกด้วย
ซุนเย่ “......”
รีบหุบยิ้มไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เขาจะฟันหน้างาม ๆ นั่นทิ้งเสีย!
*1 ลี้ = 500 เมตร
*1,000 เหรียญทองแดง = 1 เหรียญเงิน
*100 เหรียญเงิน = 1 เหรียญทอง