สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 120 ข้าจัดการเอง

            อันเจิงยกมีดที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้น“ทำไมเจ้าถึงอยู่ที่นี่?”

     

            คนคนนั้นเงียบไปชั่วขณะจากนั้นก็สั่งให้ปิดประตู กู่เชียนเยว่และชวีหลิวซียืนอยู่ด้านหลังอันเจิง นางทั้งสองเตรียมพร้อมสำหรับการนองเลือดในครั้งนี้แล้ว

     

            ลูกน้องสองคนวิ่งไปปิดประตูจากนั้นก็ใช้ไม้มาตอกประตูอย่างแน่นหนา ขณะนี้บนหลังคาและกำแพงบ้านมีคนชุดดำยืนเฝ้าอยู่พวกเขาถือธนูแล้วจ่อมาที่อันเจิง

     

            “เรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ เจ้าวางมีดลงก่อนเถอะ”คนคนนั้นพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบ

     

            อันเจิงมองไปที่ใบหน้าของคนคนนั้นก่อนหน้านี้เขาเคยมีใบหน้าที่เมตตาและอ่อนโยนต่ออันเจิงหลายครั้ง ทั้งยังชมอันเจิงไม่หยุดปากตอนที่อยู่สำนักวรยุทธ์ชางยังเคยเตือนอันเจิงเรื่องของติงเซิ้นซาอีกด้วย

     

            เขาคือผู้ประสานงานในหน่วยทหาร...ชวี่ลวน

     

            ชวี่ลวนกดมือลงความหมายก็คือไม่ให้คนบนกำแพงและหลังคาบ้านลงมือแต่เพราะเมื่อครู่อันเจิงฆ่าคนของเขาฉะนั้นชายชุดดำเหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

     

            “เจ้าเพิ่งมาถึงเมืองหลวงไม่นานและเพิ่งเข้าสำนักวรยุทธ์ชางมีอีกหลายเรื่องที่เจ้ายังไม่รู้ ชมรมสี่ทิศเป็นของหน่วยทหารที่หน่วยทหารสร้างชมรมสี่ทิศขึ้นก็เพื่อรวมตัวคนที่ยินยอมจะรับใช้แคว้นเยี่ยนคนเหล่านี้อาจมีชาติกำเนิดที่ไม่ดีนัก หรืออาจเคยกระทำความผิดอะไรมาก่อนจนไม่สามารถเข้าเป็นทหารได้แต่พวกเขาก็ยินดีจะสละชีพเพื่อแคว้น ฉะนั้นหน่วยทหารจึงให้โอกาสกับพวกเขาทุกคน”

     

            อันเจิงหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นชา“แต่หน่วยทหารขาดเงิน ฉะนั้นจึงให้พวกเขารับงานด้านมืดสินะ?”

     

            ชวี่ลวนถาม “เจ้าหมายความว่าอย่างไรเรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดแน่ ๆ”

     

            “เจ้าถามลูกน้องตัวเองดู คืนนี้ใครเป็นคนรับเงินมาแล้วไปฆ่าคนที่ถนนชุนหยางเล่าเป้าหมายก็คือจิงสานลิ้ง จิงสานลิ้งไปหน่วยฟางกู้พร้อมกับเพื่อนอีกสองคนคนหนึ่งชื่อชวีเฟิงจื่อ อีกคนชื่อพ้างซื่อ เขาทั้งสามเป็นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์พวกเขาเพิ่งเดินออกจากหน่วยฟางกู้ได้ไม่นาน จิงสานลิ้งก็ถูกคนของชมรมสี่ทิศฆ่าตายส่วนชวีเฟิงจื่อและพ้างซื่อได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าจะอธิบายเรื่องเข้าใจผิดนี้อย่างไร”

     

            สีหน้าของชวี่ลวนเปลี่ยนไปทันที เขาหันกลับไปถามด้วยความโมโห“เมื่อครู่ใครเป็นคนออกไป!”

     

           คนที่เดินตามเขาออกมาหลายสิบคนหน้าตามีพิรุธ พวกเขาจ้องหน้ากันไปมา มีบางคนในนั้นถอยหลังไปหลายก้าว

     

            “เกาฉาง!” ชวี่ลวนหันกลับไปเรียก

     

            ชายที่ดูเหมือนหนอนตำราวิ่งออกมาเขาเป็นคนตัวอ้วนฉะนั้นเวลาวิ่งจึงเหนื่อยง่าย “ใต้เท้า เรื่องนี้...เรื่องนี้ค่อนข้างเร่งด่วนเลยไม่ได้รายงานจริงอยู่ที่เมื่อครู่มีคนออกไป แต่ถึงกระนั้นพวกเราไม่รู้ว่าเป้าหมายเป็นคนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หากพวกเรารู้ว่าเป็นคนของหน่วยทหาร ต่อให้พวกนั้นจะให้เงินมากเท่าไหร่เราก็ไม่มีทางรับงานนี้แน่นอน”

     

            เพียะ!

     

            ชวี่ลวนตบเข้าที่ใบหน้าของเกาฉางอย่างแรง“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้พวกเจ้ารับงานเองตามใจชอบทุกงานต้องให้ข้าเป็นคนตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ เมื่อข้าอนุญาตแล้วจึงจะรับงานได้”

     

            เกาฉางยกมือขึ้นกุมหน้าแล้วพูด“แต่ว่าใต้เท้า...เงินที่หน่วยทหารให้มาใช้ใกล้หมดแล้วพี่น้องเราอยากแสดงผลงานในสนามรบ แต่เพราะตอนนี้สงครามยังไม่เร่งรีบเลยไม่มีคำสั่งเรียกพวกเราไปทุกคนก็ต้องกินต้องใช้ หรือท่านจะให้พวกเราทนให้พี่น้องอดข้าวกันหรือ?”

     

            ชวี่ลวนพูดด้วยความโมโห “ต่อให้พวกเจ้าจะหิวตายแต่ก็ห้ามออกไปฆ่าคนเรื่อยเปื่อย!”

     

            ผู้ที่ดูมีการศึกษาถึงกับขึ้นเสียงด่าทอเช่นนี้ไม่มีใครรู้ว่าเขาโมโหมากแค่ไหน

     

            เกาฉางพยายามอธิบาย “ใต้เท้าท่านไม่ใช่คนดูแลที่นี่ท่านไม่มีวันเข้าใจ ปากท้องคนนับร้อยหรือท่านจะปล่อยให้พวกเขาอดตาย?”

     

            สีหน้าชวี่ลวนเปลี่ยนจากขาวซีดเป็นแดงก่ำด้วยความโกรธ“เจ้ากล้าเถียงรึ? หน่วยทหารตั้งกฎที่เข้มงวดมาตั้งแต่แรกแล้วว่าห้ามไม่ให้พวกเจ้ารับงานไปเรื่อยแบบนี้ จะรับงานอะไรต้องให้ข้าเป็นคนตัดสินใจหากใครรับงานโดยไม่ได้รับอนุญาตต้องถูกลงโทษขั้นรุนแรง คำพูดเหล่านี้พวกเจ้าลืมหมดแล้วหรือ”

     

            ชายร่างกำยำคนหนึ่งตะโกนขึ้นเสียงดัง “ข้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อมารองรับอารมณ์ใครพวกเจ้าบอกว่าจะให้ข้ามาสร้างชื่อเสียงในสนามรบแต่รอมานานกว่าครึ่งปีก็ยังไม่มีโอกาสนั้น ข้าอยู่ที่บ้านกินอิ่มนอนหลับพอมาอยู่ที่นี่ต้องมาตกระกำลำบาก ต้องคอยรองรับอารมณ์แล้วยังไม่มีเงินใช้ ทำไมข้าต้องมาทนอะไรแบบนี้ด้วย!”

     

            ชายอีกคนก็เริ่มพูดขึ้น “ใช่แล้วตอนแรกพูดอย่างดิบดีว่าจะไม่แบ่งแยกชนชั้นและไม่ว่าจะมีความผิดอะไรมาก่อนก็จะไม่พูดถึง ขอเพียงแค่ตั้งใจรบเพื่อแคว้นก็จะล้างมลทินให้เราแล้วยังจะเลื่อนขั้นให้อีกตอนนี้อะไรกัน ไม่ใช่แค่ไม่ได้เข้าเป็นทหารแต่ยังต้องทนลำบาก เรื่องนี้มันอะไรกัน?!”

     

           “หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเข้าหน่วยทหารแล้วต้องลำบากข้าไม่มีทางมาหรอกนึกว่าข้าอยากสละชีพเพื่อแคว้นนักหรืออย่างไร? ถุย! หากไม่ใช่เพราะบอกว่าแค่สร้างผลงานในสนามรบได้ก็จะล้างมลทินให้เรา เราจะมาที่นี่ทำไม พูดเหมือนยิ่งใหญ่เสียเต็มประดาเรามาก็เพื่ออนาคตตัวเองทั้งนั้น แต่อยู่มานานขนาดนี้แล้วยังไม่มีวี่แววจะมีอนาคตเลยสักนิดแล้วยังจะไม่ให้เราหาเงินใช้อีกรึ?”

     

            อันเจิงหัวเราะ “ใต้เท้าชวี่ ดูคนที่เจ้ารับมาเองก็แล้วกัน!”

     

            ชวี่ลวนหันไปพูดกับอันเจิง“เรื่องนี้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นจริง ๆ แต่เจ้าวางใจเถอะข้าจะต้องสืบอย่างละเอียดแน่นอน”

     

            ชายร่างกำยำด้านหลังพูดขึ้น “สืบอะไรอีก?ก็พวกข้านี่แหละเป็นคนทำ! ข้าชื่อหลิวเอ้ามาจากเมืองผิงเหยียนพวกเจ้าสามารถไปสืบเรื่องข้าได้เลยที่เมืองผิงเหยียนข้าจะทำอะไรก็ใช้แค่อารมณ์เท่านั้น อยากฆ่าใครก็ฆ่า ถ้าเจ้าแน่มากก็เข้ามาแก้แค้นให้คนของเจ้าที่ตายไปสิ!”

     

            ชายข้างกายเขาห้าหกคนพุ่งออกมา“พวกข้าเป็นคนออกไปทำเอง แล้วจะอย่างไร อยากจะสู้ก็เข้ามา!”

     

            คนอื่น ๆ ได้แต่จ้องมองขณะนี้ต่างก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

     

            ชวี่ลวนมองไปยังเกาฉาง“นี่ก็เป็นคนที่เจ้าเลี้ยงขึ้นมารึ?”

     

            เกาฉางยักไหล่ “หากท่านใต้เท้าพูดแบบนี้ข้าก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ท่านส่งคนมาให้ข้าดูแล ข้าก็ต้องหาข้าวให้พวกเขากินหากพวกเขากินไม่อิ่มก็จะโวยวาย หรือท่านอยากให้เมืองฟางกู้วุ่นวายเล่า?หากคนกว่าร้อยคนนี้ออกไปก่อเรื่อง เกรงว่าคงทำให้คนอื่นตกใจไม่น้อยอย่าโทษว่าข้าน้อยทำงานไม่เต็มที่ เพราะข้ารู้สึกว่าตัวเองทำเต็มที่แล้ว ทั้งยังทำได้ดีมากอีกด้วย”

     

            คนที่ชื่อหลิวเอ้าตะโกนเสียงดัง“ท่านเกาพูดไม่ผิด เขาทำได้ดีมากแล้ว”

     

            ชายหกเจ็ดคนตะโกนขึ้น “ใช่แล้วอย่างน้อยท่านเกาก็ให้โอกาสเราหาเงินมาใช้เอง ช่วงนี้หน่วยทหารทำอะไรอยู่?เรียกพวกเรามาแต่ไม่เคยถามถึงสักคำ นี่เอาเรามาเป็นตัวตลกงั้นรึ?”

     

            “เรื่องในเจียงหูก็แค่ฆ่าคนคนหนึ่งในเมื่อเจ้าตัวก็มาถึงที่แล้ว งั้นก็จัดการตามวิถีเจียงหูไปเลย หากเจ้ามีปัญญาก็ฆ่าข้าเสียหากเจ้าไม่มีปัญญาข้าจะฆ่าเจ้าอีกคน หญิงสองคนที่อยู่หลังเจ้าก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ซ้ำยังงดงามดั่งนางฟ้า หากข้าจะฆ่าเจ้าแล้วยังจะเอาผู้หญิงของเจ้าด้วยแล้วเจ้าจะทำอะไรได้?”

     

            ชวี่ลวนหันไประเบิดโมโห “เชื่อหรือไม่ข้าจะใช้กฎทหารมาจัดการเจ้าเสียเดี๋ยวนี้!”

     

            หลิวเอ้าหัวเราะด้วยเสียงที่เย็นยะเยือก“ข้าจะไม่อยู่รับใช้เจ้าแล้ว พี่น้องข้า พวกเราไปกันเถอะ!”

     

            เขาตะโกนออกมา จากนั้นชายหกเจ็ดคนก็พากันเดินออกไปแต่ถึงกระนั้น คนอื่น ๆ ก็ไม่แสดงท่าทีห้ามปรามหรือขวางไว้เลย ได้แต่มองดูเหตุการณ์ตรงหน้าเท่านั้น

     

            “ไปหรือ?”

     

            อันเจิงยกมีดยาวแล้วชี้ไปที่หลิวเอ้า“เจ้าคิดว่าคืนนี้ตัวเองจะออกจากประตูนี้ได้หรือ?”

     

            หลิวเอ้าตบหน้าอกตัวเอง“ข้าอยู่เมืองผิงเหยียนฆ่าคนมานับไม่ถ้วน เจ้าก็เหมือนเส้นขนเล็ก ๆ คิดจะขู่ข้ารึ?”

     

            ชวี่ลวนรีบหันไปบอกอันเจิง “อันเจิงคนพวกนี้มีที่มาไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ แต่หน่วยทหารรับผิดชอบสั่งสอนพวกเขา เรื่องนี้ปล่อยให้หน่วยทหารจัดการเถอะหน่วยทหารต้องตัดสินอย่างเป็นธรรมแน่”

     

            อันเจิงหัวเราะ“ชวีเจิ้งเซิงของหน่วยฟางกู้ก็พูดเช่นนี้ เมื่อครู่ข้าเพิ่งฆ่าคนชั่วต่อหน้าเขาไปและฆ่าในหน่วยฟางกู้เสียด้วย”

     

            ชวี่ลวนตะโกนเสียงดัง “หน่วยฟางกู้จะสู้หน่วยทหารได้หรือ?นี่เป็นเรื่องภายในของหน่วยทหารเราแน่นอนว่าต้องให้หน่วยทหารเป็นคนจัดการ”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “นี่เป็นเรื่องของข้าไม่ว่าจะเป็นหน่วยฟางกู้หรือหน่วยทหารก็ตาม ใครก็ห้ามยุ่ง”

     

            เกาฉางลากชวี่ลวน “ใต้เท้าชวี่ในเมื่อเป็นเรื่องในเจียงหูงั้นเราก็อย่าเข้าไปยุ่งเลยข้าว่าให้พวกเขาจัดการกันเองดีกว่า เราแค่ดูเฉย ๆ ก็พอเรื่องนี้ท่านก็เป็นคนรายงาน อยากรายงานอย่างไรก็ได้อยู่แล้ว”

     

            ชวี่ลวนพูดด้วยความโมโห “สามหาว! เจ้ารอรับโทษจากหน่วยทหารเถอะ!”

     

            เหอะ...เกาฉางเปล่งเสียงออกมา “รอรับโทษจากหน่วยทหารงั้นหรือนึกว่าข้าโง่หรืออย่างไร? พวกเราจัดการไอ้สามตัวนั้นซะจากนั้นก็ส่งใต้เท้าชวี่ขึ้นสวรรค์ตามไป พรุ่งนี้เช้าเราก็บอกว่าสามคนนี้เข้ามาฆ่าใต้เท้าชวี่แล้วเราก็เป็นคนจัดการพวกมันต่อให้หน่วยทหารอยากจะสืบก็คงสืบไม่ได้ พวกเจ้าจะทำหรือไม่ทำ? เมื่อจัดการเรื่องนี้เสร็จ ก็หาเงินมาสักก้อนแล้วจากไปไปเป็นใหญ่ในที่ของตัวเองซะ!”

     

            สีหน้าของชวี่ลวนดูไม่ได้เลยสักนิด “เจ้าจะกบฏรึ?พวกเจ้ามาลากตัวคนพวกนี้ไป!”

     

            คนอื่น ๆ มองหน้ากันไปมาต่างก็ไม่มีใครลงมือ คนพวกนี้ไม่ใช่คนของหน่วยทหารอย่างแท้จริง ถึงแม้ช่วงหลังจะถูกฝึกมาไม่น้อยแต่นิสัยก็ยังป่าเถื่อนอยู่พวกเขาไม่ร่วมมือกับเกาฉางก็นับว่าดีมากแล้ว แต่จะหวังให้พวกเขาจับตัวเกาฉางก็คงเป็นไปไม่ได้

     

           อันเจิงกระชากตัวชวี่ลวนมาไว้ด้านหลังตัวเอง “กลับไปรายงานกับหน่วยทหารเองก็แล้วกันดูพวกระยำที่พวกเจ้าเลี้ยงไว้!”

     

            หลิวเอ้าคำราม “ฆ่ามัน!”

     

            ชายร่างกำยำสองคนพุ่งเข้ามาด้านซ้ายและขวาทั้งสองฟันมีดยาวไปที่คอและหัวอันเจิง

     

            อันเจิงกวาดมีดยาวของตัวเอง“ข้าจะช่วยหน่วยทหารล้างพวกชั่วนี้เอง!”

     

            มีดยาวฟันออกไป กระทบเข้ากับมีดที่พุ่งเข้ามาจนเกิดประกายจากนั้นเขาก็ใช้มีดป้องกันมีดจากฝ่ายตรงข้ามที่พุ่งมากลางอากาศอันเจิงพุ่งตัวออกไปด้านหน้า เหวี่ยงหมัดซ้ายเข้าไปที่กลางหน้าอกของชายร่างกำยำตรงหน้าหมัดของเขาพุ่งเข้าไปในหน้าอกของชายคนนั้น ชกกระดูกสันหลังจนหักแล้วทะลุออกมาทางด้านหลังมือที่ทะลุออกมายังคว้าหัวใจที่ยังเต้นอยู่หลุดออกมาด้วย

     

            อันเจิงยกร่างนั้นขึ้นด้วยมือเดียวจากนั้นก็โยนออกไปอย่างรวดเร็ว เขาใช้ศพแทนอาวุธในการโจมตีชายคนที่สองจนกระเด็นออกไป

     

            ชายคนนั้นยังไม่ทันลุกขึ้นอันเจิงก็พุ่งเข้าไปรวดเร็วดั่งลูกธนู จากนั้นก็ใช้เท้าถีบไปที่หัวของเขา ตูม! หัวของชายคนนั้นแตกออกไม่ต่างจากแตงโมเศษสีแดง สีขาวและสีดำกระจายออกไปรอบด้าน

     

            เห็นอันเจิงฆ่าไปสองคนติดต่อกัน แรงอาฆาตของคนเหล่านั้นจึงมากขึ้น“เจ้าฆ่าพี่น้องข้า ต่อให้จะต้องตามล่าเจ้าไกลแค่ไหน ข้าก็จะต้องฆ่าเจ้าให้ได้”

     

            คนที่ยืนข้างหลิวเอ้าสี่ถึงห้าคนพุ่งออกมาและใช้อาวุธต่าง ๆ พุ่งมาทำร้ายอันเจิง คนเหล่านี้มีฝีมือไม่เลวแต่ทว่าพวกเขาไม่มีพลังวัตร ฉะนั้นสำหรับอันเจิงก็ไม่ใช่ด่านยากอะไรอยู่แล้ว

     

            ในขณะที่อันเจิงสู้กับคนที่สามอยู่นั้นหลิวเอ้าก็ยกมือขึ้น ทันใดนั้นลำแสงก็พุ่งออกจากมือเขาไปยังอันเจิง มันรวดเร็วจนไม่มีใครตั้งตัวได้ทัน

     

            ปราณดาบ!

     

            ผู้มีพลังในขอบเขตสุมารุ!

     

            นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตใหม่ของอันเจิงที่เขาใช้พลังที่ตนเองมีต่อสู้กับผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุ ครั้งก่อนที่ต่อกรกับเจินจวงปี้เขาก็ได้กระดิ่งแก้วช่วยเอาไว้ส่วนหลิวเอ้าที่ดูเป็นชายอกสามศอกกลับใช้วิธีชั่วโดยการให้คนที่ไม่มีพลังวัตรออกมาสู้ก่อน จากนั้นตัวเองที่มีพลังในขอบเขตสุมารุก็ลอบโจมตีอันเจิง!

     

            ปราณดาบที่เต็มไปด้วยพลังที่เย็นยะเยือกพุ่งออกไปทั้งสี่ทิศ

     

            อันเจิงใช้มีดยาวมาบังตรงหน้าเอาไว้ทันใดนั้นมีดยาวก็หักในทันที

     

            ร่างอันเจิงกระเด็นออกไปอย่างไม่อาจควบคุมได้ขณะนั้น คำว่าเป่ยหมินมีปลาวิเศษก็เปล่งแสงออกมา เกล็ดมัจฉาออกมาบังตรงหน้าเขาเอาไว้

     

            แต่ทว่าปราณดาบนั่นรุนแรงเกินไป จึงยังคงทำให้อันเจิงปลิวออกไปอยู่ดี

     

            “รนหาที่!” กู่เชียนเยว่สบถออกมาจากนั้นก็ยกมือไปจับที่สร้อยของนาง

     

            อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆก่อนจะจับมือของกู่เชียนเยว่ “ไม่ต้อง ให้ข้าจัดการเอง”

     

            เขามองมีดยาวในมือที่หักเป็นสองท่อนจากนั้นก็โยนทิ้งไปยังด้านข้าง

     

            เขาไม่ได้นำกระดิ่งแก้วออกมา และไม่ได้นำหยกขาวหรือดาบเล่มเล็กที่เสวี่ยเหมยไต้ให้ไว้ออกมาด้วยเขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเดินไปยังหลิวเอ้า

     

            นี่จะเป็นการต่อสู้ที่น่ายกย่องและน่าจดจำ!

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน