คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 42 ช่วงอายุที่ดีที่สุด พวกเราที่ดีที่สุด

            

            แม้จะมีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราเหมือนกันแต่ระดับพลังที่แท้จริงกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

            องครักษ์พวกนี้แข็งแกร่งกว่าศิษย์ที่เจอในงานหลอมดาวเล็กน้อยพวกเขามีพลังวิญญาณมากกว่าขั้นที่หกสิบแล้ว ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือองครักษ์พวกนี้เป็นทหารที่ผ่านการเคี่ยวกร่ำในสนามรบมาแล้วมากมายจึงมีประสบการณ์ด้านการต่อสู้มากกว่าศิษย์ในงานหลอมดาวหลายเท่า

            มาดูซูฉางอันในตอนนี้หลังการต่อสู้เมื่อวาน กระทั่งตอนนี้ พลังวิญญาณของเขายังไม่ได้รับการฟื้นฟูเลยและที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่ได้พกดาบมาด้วยนั่นเอง

            นักดาบที่ไม่มีดาบก็ไม่ต่างไปจากหมาป่าที่ไร้คมเขี้ยวสามารถวิ่ง หรือกระโดด และคำรามได้ แต่ไม่อาจทำร้ายผู้อื่นได้

            ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ดูเหมือนการต่อสู้ในครั้งนี้จะไม่ง่ายเสียแล้ว

            ซูฉางอันพยายามทำใจให้สงบเขานับจำนวนศัตรู องครักษ์ที่พุ่งเข้ามาหามีทั้งหมดห้าคนด้วยกันเขารู้ดีว่าการต่อสู้ในครั้งนี้ต้องยากลำบากมากแน่ๆ จึงไม่กล้าวู่วามรีบขับเคลื่อนปราณดาราแห่งคมดาบและเพลิงศักดิ์สิทธิ์ภายในตัวขึ้นมาทันที

            ทันใดนั้นพลังแห่งคมดาบก็พุ่งทะยานไปทั่ว เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายสว่างไสว

            องครักษ์ทั้งห้าเองก็ไม่ใช่นักรบธรรมดาทั่วไปพวกเขารับรู้ได้ทันทีว่าพลังวิญญาณของซูฉางอันไม่ใช่พลังธรรมดาจึงไม่กล้าประมาทศัตรูเช่นกัน ต่างก็คำรามเสียงดังสนั่นขึ้นพลันระลอกแห่งพลังวิญญาณก็พุ่งปะทุออกมาจากร่างกายในพริบตา

            อาจเป็นเพราะที่นี่เป็นหอหมู่ตันองครักษ์เหล่านี้จึงยังมีความกังวลอยู่บ้าง พวกเขาไม่ได้นำอาวุธออกมาใช้แต่อย่างใดระหว่างการต่อสู้ พวกเขาก็มุ่งโจมตีไปที่แขน และเท้าเท่านั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จุดสำคัญ ไม่ได้หวังจะเอาชีวิตซูฉางอัน

            แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของซูฉางอันดีขึ้นเลยองครักษ์ทั้งห้ารู้ใจกัน ต่อสู้ร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาพุ่งโจมตีมาจากทิศทางที่แตกต่างกันออกไปปิดทุกทางหนีของซูฉางอันเอาไว้จนหมดแล้ว

            หากยังไม่ทำอะไรอีกล่ะก็เกรงว่าแค่พวกเขาโจมตีครั้งเดียว ซูฉางอันก็หมดสภาพแล้ว

            แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ? พลังวิญญาณภายในร่างกายอ่อนแอทั้งยังไม่มีดาบอยู่ในมืออีก ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปเลยสักนิด

            เขาชอบอ่านหนังสือแม้จะไม่ใช่หนังสือวิชาการอะไร แต่อย่างไรเสียมันก็ยังถือเป็นหนังสืออยู่

            ในหนังสือกล่าวเอาไว้ว่า ยอดวีรบุรุษต้องต่อสู้เพื่อบ้านเมืองและประชาชน

            ในหนังสือกล่าวเอาไว้ว่าหน้าที่ของจอมยุทธ์ ก็คือการกำจัดคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน

            เขาอยากเป็นเช่นนั้นเพราะจอมยุทธ์ในหนังสือที่อ่าน ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มักจะมีแต่คนรักและมักจะมีหญิงงามเฉกเช่นโม่โม่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ

            ก่อนหน้านี้เขาก็เคยอยากจะทำความดีกำจัดคนชั่ว ผดุงความยุติธรรมเหมือนจอมยุทธ์ในหนังสือมาก่อนแต่สำหรับเขาในตอนนี้แล้วนั่นถือเป็นความคิดที่ทั้งหนักหนาและอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

            สุดท้ายแล้วเขาเพียงต้องการให้โลกใบนี้ไม่ได้เกลียดเขาเฉกเช่นแต่ก่อนและตัวเขาเองก็ไม่เกลียดชังโลกมากจนเกินไปเท่านั้น

            แต่เรื่องราวมากมายในโลกมักไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา

            ในงานหลอมดาว พวกคนที่ไม่เคยรู้จักหรือพบหน้ากันมาก่อนพูดประณามเขา

            ในหอหมู่ตันคนชนชั้นสูงในที่นี้ไม่ต่างไปจากหมาป่าจอมโลภที่คิดแต่จะกัดแทะร่างของหญิงสาววัยแรกรุ่นเข้าไปเป็นอาหาร

            ทำไมโลกใบนี้ต้องเป็นเช่นนี้ด้วย?

            จู่ๆเขาก็คิดถึงดาบของตัวเองเหลือเกินเขาอยากจะใช้ดาบนั้นตัดโลกทั้งใบให้ขาดออกเป็นสองท่อนไปเลย

            ทว่าเพิ่งคิดได้แค่นั้นซูฉางอันก็ต้องสะดุ้งเฮือก พลันเม็ดเหงื่อก็พากันซึมออกมาเต็มหน้าผาก วินาทีนั้นเขารับรู้ได้ว่าโลหิตเทพภายในตัวที่เงียบหายไปนานเริ่มเคลื่อนไหวขึ้นอีกครั้งแล้ว

            เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลันทว่าบัดนั้น ลมที่พุ่งมาพร้อมกับฝ่ามือขององครักษ์ทั้งห้าก็มาประชิดตัวเสียแล้ว

            วินาทีที่โลหิตเทพเกิดการเคลื่อนไหวเพลิงศักดิ์สิทธิ์กับพลังแห่งคมดาบที่ครอบคลุมร่างของเขาอยู่ก็อ่อนกำลังลงไปเช่นกันทำให้ซูฉางอันต้องเผชิญกับองครักษ์ที่หมายจะทำร้ายโดยไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ ทั้งสิ้น

            ฝ่ามือของคนทั้งห้าพุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้วและเพราะการเสียสมาธิเมื่อครู่ ทำให้ซูฉางอันตั้งรับ หรือป้องกันใดๆ ไม่ทันอีกแล้ว

            แสงอันแสนคมเฉียบจากกระบี่ประกายขึ้นแล้วตามมาด้วยลำแสงแห่งพลังอีกหลายระลอก พวกมันพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังขององครักษ์ทั้งห้าอย่างไร้ความปรานีการโจมตีเหล่านั้นไม่คิดจะรามือหรืออ่อนข้อให้เหมือนกับการโจมตีขององครักษ์เหล่านั้นพวกมันพุ่งตรงไปที่หน้าอก ใบหน้า และจุดสำคัญต่างๆ ของศัตรูทันที

            คนทั้งหลายสะดุ้งเฮือกจำต้องเปลี่ยนแปลงความเร็วในการเคลื่อนที่ของตัวเอง เพื่อหลบจากการโจมตีของลำแสงเหล่านั้น

            และในวินาทีที่ร่างทั้งห้าเคลื่อนไหวช้าลงจู่ๆ ร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นที่ข้างกายแล้วดึงซูฉางอันที่กำลังเหม่อลอยให้ถอยกลับไปทางด้านหลังหลายก้าวกระทั่งหลบจากฝ่ามือที่พุ่งฝ่าสายลมเข้ามาได้อย่างหวุดหวิด

            ในตอนนั้นเองที่ซูฉางอันมองเห็นว่าร่างนั้นเป็นของใครกันแน่เป็นร่างของลิ่นหยู หนุ่มวัยรุ่นผู้แสนแข็งแกร่งที่ไม่ชอบพูดคุยนั่นเอง

            ซูฉางอันมองไปยังทิศทางที่ลำแสงแห่งกระบี่พุ่งมาก่อนจะพบกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่กำลังถือดาบ และยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ทางด้านกู่หนิงจี้เต้า กับซูโม่เอง ตอนนี้แสงจากพลังวิญญาณที่ฝ่ามือของพวกเขายังไม่จางหายไปเลย

            ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไรทั้งสี่ก็วิ่งเหยาะๆ มาหยุดอยู่ข้างกายเสียแล้ว

            “เจ้าเนี่ยนะ! ทำไมถึงทำอะไรวู่วามแบบนี้!” เซี่ยโหวฟ่งอวี้หยิกไปที่เอวของซูฉางอันอย่างแรงหลายครั้งขณะที่ปากก็เอาแต่พูดตำหนิไปด้วย

            “นั่นน่ะสิ! ฉางอันทำไมเจ้าถึงออกไปสู้คนเดียวแบบนั้นล่ะ อย่าคิดว่าได้เป็นจอมดาราแล้วจะเก่งจะไร้เทียมทานนะ” ซูโม่เองก็บ่นขึ้นอย่างไม่พอใจด้วยเช่นกัน

            “นั่นน่ะสิ เจ้าบ้านี่ จะต่อยตีทั้งทีทำไมถึงไม่เรียกพี่จี้ของเจ้าไปด้วยเล่า อย่าลืมนะว่าข้าเคยสั่งสอนเจ้ายังไงตอนอยู่ที่เมืองฉางเหมิน!” มีหรือที่จี้เต้าจะพลาดเขาบ่นตามมาติดๆ

            ทางด้านกู่หนิงกับลิ่นหยูเองแม้ทั้งสองจะไม่ได้พูดอะไรแต่รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นขณะมองมายังซูฉางอันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาเลือกอยู่ข้างใด

            ซูฉางอันรู้สึกพูดไม่ออกเขาเกาหัวตัวเองอย่างทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไงดีระลอกแห่งความอบอุ่นปะทุขึ้นในหัวใจ ดูเหมือนความอบอุ่นนั้นจะมีพลังบางอย่างเพราะทันทีที่มันปรากฏขึ้น ความอึดอัดจากโลหิตเทพก็ค่อยๆ สลายหายไป และกลับมาสงบอีกครั้ง

            แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้วิเคราะห์เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนเข้าใจองครักษ์เหล่านั้นก็พุ่งเข้ามาล้อมพวกเขาเอาไว้ด้วยสีหน้าบูดบึ้งเสียแล้วคนเหล่านี้ล้วนเป็นทหารที่ผ่านการรบรามาแล้ว จะพูดว่าคลานออกมาจากกองศพก็ว่าได้ทว่ามาตอนนี้ พวกเขากลับถูกเด็กหนุ่มสาวแค่ไม่กี่คนลอบทำร้ายแล้วเช่นนี้จะไม่ให้โมโหได้ยังไง องครักษ์ทั้งหลายขับเคลื่อนพลังวิญญาณในร่างกายเพื่อจัดการกับกลุ่มเด็กทั้งหลายทันที

            ซูฉางอันกับพวกหน้าถอดสีไปตามๆ กันในกลุ่มของพวกเขา คนที่มีระดับพลังสูงที่สุดก็คือเซี่ยโหวฟ่งอวี้ แต่ถึงกระนั้นนางก็มีพลังเพียงระดับเก้าดาราเท่านั้นเมื่อนับรวมซูฉางอันที่มีปราณดาราพิเศษกว่าคนทั่วไป หากพูดตามความจริงในกลุ่มของพวกเขามีแค่เซี่ยโหวฟ่งอวี้กับซูฉางอันเท่านั้นที่สามารถรับมือกับนักรบระดับเก้าดาราได้

            ส่วนคนอื่นๆ ล้วนเป็นนักรบระดับหลอมจิตด้วยกันทั้งสิ้นยิ่งไปกว่านั้น กู่หนิง ซูโม่ กับจี้เต้ายังเป็นนักพรตอีก ด้วยพลังในระดับนี้ต่อให้ทั้งสามคนร่วมมือกันก็ยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะนักรบระดับเก้าดาราหนึ่งคนไปได้รึเปล่าเลย

            เมื่อวกกลับไปดูองครักษ์ทั้งห้าพวกเขาล้วนมีพลังอยู่ในระดับเก้าดาราขั้นสูงด้วยกันทั้งสิ้นแม้การต่อสู้จะยังไม่ได้เริ่มขึ้น แต่การแพ้ชนะก็ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

            ซูฉางอันมองดูองครักษ์ที่ล้อมเข้ามาจากรอบด้านพลันสีหน้าก็หนักอึ้งขึ้นอย่างฉับพลันหากพลังวิญญาณของเขาได้รับการฟื้นฟูจนสมบูรณ์ และมีดาบติดตัวมาด้วยล่ะก็ไม่แน่พวกเขาอาจยังมีพลังมากพอจะเอาชนะคนเหล่านี้ไปได้ จู่ๆซูฉางอันก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคุณชายตกยากที่ถูกขอทานรังแกอย่างไรอย่างนั้น

            “ศิษย์พี่ ท่านพากู่หนิงกับคนอื่นๆออกไปก่อนเถอะ ข้าจะรั้งคนพวกนั้นให้เอง” ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่นพลางกล่าวกระซิบ

            “ยังไม่ลืมเรื่องของแม่นางฝานหรูเยว่อีกใช่ไหม!” เซี่ยโหวฟ่งอวี้ปรายตามองยอดบุปผาบนเวทีเล็กน้อยบัดนี้ ฝานหรูเยว่กำลังอุ้มผีผาของตัวเองแล้วไปหลบอยู่ที่มุมข้างเวทีอย่างหวาดกลัว เซี่ยโหวฟ่งอวี้เบะปากก่อนหน้านี้นางได้ยินมาว่าพี่ห้าทะเลาะกับเสด็จพ่อเพราะหญิงโคมเขียวคนหนึ่งทำให้ถูกเสด็จพ่อกักบริเวณให้อยู่แต่ในตำหนักมาจนถึงวันนี้เดิมทีนางยังนึกสงสัยว่าต้องเป็นหญิงที่งามถึงเพียงใดถึงได้มีเสน่ห์ล้นเหลือจนทำให้พี่ห้าจอมเสเพลของตนหลงใหลได้ถึงเพียงนี้ มาวันนี้เมื่อได้พบกับนางโดยบังเอิญ แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่เซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่านางคนนี้งดงามมากเหลือเกิน แม้แต่เซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็ยังสู้นางไม่ได้เลยไม่เช่นนั้น ศิษย์น้องจอมทึ่มของตนก็คงไม่ยอมลงไม้ลงมือเพื่อปกป้องนางแบบนี้หรอก

            แน่นอนว่าเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็พลันรู้สึกโมโหขึ้นมาอย่างประหลาดนางพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง “ไม่ดูเลยหรือไง ว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไงพวกเราหนีไปได้เสียที่ไหน?”

            ซูฉางอันชะงักนิ่งไปเขาเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว อย่างไรเสีย หอหมู่ตันก็เป็นถิ่นของคนอื่นต้องมีองครักษ์อยู่อีกมากแน่เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะพายอดบุปผาหนีออกไปจากถิ่นของคนอื่นได้อย่างสบายๆ

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ขณะที่อีกด้านก็นึกโทษตัวเองไม่หยุดซูฉางอันอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กู่หนิงก็พูดขัดขึ้นเสียก่อน

            “สหายซู อย่าโทษตัวเองไปเลย” ดูเหมือนเขาจะอ่านความคิดของซูฉางอันออกเช่นนั้นกู่หนิงกล่าวขึ้นดังนี้ “เจ้ายังจำหนังสือเรื่องนักสยบปีศาจที่เจ้าเล่าให้ข้าฟังระหว่างเดินทางมาที่เมืองฉางอันได้หรือไม่? นักดาบในเรื่องนั้นก็ผดุงความยุติธรรมและชักดาบออกมาช่วยเหลือผู้คนเหมือนที่พวกเรากำลังทำในตอนนี้ไม่ใช่รึ? ที่พวกเราเล่าเรียนและฝึกวรยุทธ์ก็เพื่อการนี้ไม่ใช่รึ? เรื่องนี้ แม้เจ้าจะไม่ลงมือพวกเราก็ทนดูไม่ได้อยู่ดี หากเป็นเช่นนั้นข้าเชื่อว่าสหายซูก็คงจะออกมาช่วยพวกเราเหมือนที่พวกเราทำในตอนนี้เหมือนกันแน่”

            “นั่นน่ะสิ! คุณชายสุนัขอย่าคิดว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษอยู่คนเดียวสิทั้งที่เราก็มาจากเมืองฉางเหมินเหมือนกัน พวกเราไม่ได้ขี้ขลาดไม่ได้กล้าหาญน้อยไปกว่าเจ้าเลย!” จี้เต้าที่อยู่ข้างกันพูดแสดงความเห็นด้วย

            ซูฉางอันชะงักนิ่งไป ในที่สุดความรู้สึกผิดที่รัดแน่นอยู่ในใจก็คลายออกเสียทีดวงตาของเขาก็เริ่มเปล่งแสงสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง วินาทีนั้นความกังวลทั้งหมดที่มีพากันมลายหายไปจนหมดแล้วแม้แต่ปราณดาราในร่างกายก็ขับเคลื่อนพลังได้ราบรื่นขึ้นมากเลย

            “ดี! งั้นพวกเราก็มาเป็นนักดาบในหนังสือนักสยบมารกันสักครั้งเถอะ!”

            เขาคำรามเสียงดังลั่น แล้วจู่ๆพลังแห่งดาบที่ลอยวนเวียนอยู่รอบๆ ก็พุ่งไปรวมกันที่มือขวาที่ยังว่างเปล่าของเขาเพียงไม่กี่อึดใจพลังที่มองเห็นได้อย่างเลือนรางก็หลอมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นรูปดาบยาวในที่สุด

            เขาเชิดหน้า ย่ำเท้าลงบนพื้นดิน แล้วกระโดดขึ้นสูงอย่างทรงพลังราวกับราชันพยัคฆ์วินาทีนั้น จู่ๆดาบในมือของเขาก็คล้ายจะกลายเป็นสิ่งของที่มีตัวตนและจับต้องได้จริงๆ เช่นนั้นพลังวิญญาณภายในร่างกายเริ่มขับเคลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาหัวใจกระตุกวูบก่อนร่างกายจะกลายเป็นลำแสง ขณะที่เพลิงศักดิ์สิทธิ์สำหรับคุ้มกายก็ยังคงขับเคลื่อนต่อไปไม่หยุดเปลวเพลิงที่แสนงดงามลอยวนเวียนอยู่รอบลำแสง หรือก็คือซูฉางอันหลังกลายร่างนั่นเองซูฉางอันในรูปลำแสงพุ่งตรงออกไปแล้ว

            เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มคนก็คำรามเสียงดังลั่น แล้วแสดงกระบวนท่าที่แข็งแกร่งมากที่สุดของตัวเองออกมาพลางพุ่งเข้าไปหาองครักษ์ที่มีพลังสูงส่งกว่าตนมากกว่าหนึ่งเท่าทันที

            ห้องโถงของหอหมู่ตันเงียบสงัดลงไปในพริบตาลูกค้าภายในร้านวางแก้วสุรา เหล่าคุณชายลดพัดลง ฝานหรูเยว่เบิกตากว้างหรูเยี่ยนยกมือขึ้นปิดปาก

            พวกเขามองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามองดูเหล่าหนุ่มสาวที่แสนเด็ดเดี่ยวตรงหน้าอย่างตกตะลึง

            พวกเขาแลดูเล็กจ้อยทว่าก็สว่างไสวมากเสียเหลือเกิน

            ราวกับแมลงเม่าที่บินเข้าไปในกองไฟแต่ก็เหมือนกับสิงโตที่กระโดดเข้าไปตะครุบกระต่าย

            สิ่งที่เหล่าผู้เยาว์วัยกลุ่มนี้แสดงออกมาอย่างอาจหาญและไร้ซึ่งความกลัวเกรง...

            ทำให้ลูกค้าคนอื่นๆภายในร้านรู้สึกว่ามันช่างน่าหลงใหล และน่าตกตะลึงเหลือเกิน

            นี่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันไปทุกอย่างทว่าก็งดงามมากที่สุดในช่วงวัยที่ดีที่สุดของมนุษย์เหมือนกัน

            พวกเขาในตอนนี้ เป็นตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน