ฝ่ามิติมาเลี้ยงทายาทอ๋อง

    33 ข้าอ่านเอง

             ซุนมามาได้ฟังหลี่หยวนหยวนวิเคราะห์เช่นนี้ก็ถึงกับตะลึง นางคาดไม่ถึงว่าสตรีที่ไม่เคยสนใจอ่านเขียนตำราเพียงเฉียดกรายความตายครั้งหนึ่ง จะกลายเป็นคนชาญฉลาดเช่นนี้  

            “อันที่จริงก็นับว่าเขาเลือกสตรีได้อย่างเหมาะสม” หลี่หยวนหยวนยิ้ม “ดีแล้ว มีสตรีล้อมหน้าล้อมหลังเช่นนี้ต่อไปจะได้ไม่มาวุ่นวายกับข้า”

            ซุนมามาทำตาเหลือก “ดูท่านพูดเข้า”

             “เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ มากินมื้อเช้ากันดีกว่า”

             ไป๋เยว่กับไป๋ซวงรีบนั่งลงบนเก้าอี้ทันที “เจ้าค่ะ”

            หลี่หยวนหยวนได้แต่ส่ายหน้า ชะตากรรมของสตรียุคโบราณช่างน่าสงสารยิ่ง แต่จะว่าไป นางที่หลุดเข้ามาในยุคนี้นับว่าน่าสงสารยิ่งกว่า

             

            หยางหลีเหว่ยเดินทางไปถึงเขตเกิดภัยพิบัติก็นำเอาเสบียงที่รวบรวมมาออกแจกจ่ายชาวบ้าน ก่อนหน้านี้เขาปล่อยให้เป็นภาระของหนานกงโจวรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบ

            คนผู้นั้นรูปร่างสูงไล่เลี่ยกันกับเขา ใบหน้าแม้จะไม่ถึงถึงกับคมสันแต่ก็ดูนุ่มนวลน่ามอง คุณชายหนานกงผู้นี้ สตรีทั่วเมืองเฉินม่ายต่างใฝ่ฝันจะได้เป็นฮูหยินเอก แต่เขากลับไม่ไยดีผู้ใด

            “ว่าที่พี่ภรรยาของท่าน ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียว ข้าไปสอบถามพวกทหารกับชาวบ้านละแวกนี้มาหมดแล้ว พวกเขาต่างพากันชมรองผู้บัญชาการหนานกงเป็นเสียงเดียวกัน” เฉาเฟิงยืนกระซิบอยู่ใกล้ๆ

            หนิงเฉิงอ๋องยิ้มด้วยความพึงพอใจ “ดีแล้ว หากว่าเขาทำงานไม่ดี ข้าก็คงต้องกลับไปทบทวนการรับน้องสาวเข้าจวนเสียใหม่”

            กุนซือหนุ่มชะงัก “ท่านจะรับชายารองหรือ”

            “ทำไม” หยางหลีเหว่ยเลิกคิ้วถาม

            “ท่านเคยบอกข้าว่าท่านไม่อยากรับชายารองมิใช่หรือ” เฉาเฟิงเอียงหน้าเล็กน้อยขณะเอ่ยถาม

            “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ข้ารับปากท่านแม่แล้วว่าจะรับชายารองสองคน”

            “สองคน!” คราวนี้เฉาเฟิงร้องออกมาอย่างลืมตัว พอนึกขึ้นได้ เขาก็ลดเสียงลง “ท่านคิดจะแต่งสตรีตั้งสองคน ทั้งๆ ที่เพิ่งแต่งพระชายาได้แค่เดือนเดียวนี่นะ”

            “เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ข้าเขียนหนังสือหย่าเอาไว้แล้ว กลับจากช่วยผู้ประสบภัยครานี้ ข้าจะหย่ากับหลี่หยวนหยวน”

            “หย่า!” กุนซือหนุ่มผงะ “ท่านเพิ่งแต่งกับนาง ไม่กลัวว่าท่านป๋อหลี่จะมาเอาความหรือ ไหนท่านว่าเบื้องหลังสกุลหลี่เป็นเสนาบดีชุยกับฮองไทเฮา เช่นนี้แล้วพวกเขาจะยอมให้ท่านหย่าง่ายๆ หรือ”

            “หึ! ข้าจะหย่าเสียอย่าง ก็แค่ขังนางเอาไว้ที่เฉินม่ายสักสองสามปีก่อน ค่อยปล่อยนางกลับเมืองหลวง ถึงวันนั้นไม่แน่ว่าอาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวง จนพวกเขาไม่อาจจะบีบบังคับข้าได้”

            เฉาเฟิงอึ้งไปครู่ “ที่แท้ ท่านอ๋องก็คิดเอาไว้แล้ว”

            หนางกงโจวรีบเข้ามารายงานเหตุการณ์ เขาถูกส่งมาตามจดหมายสั่งการที่หนิงเฉิงอ๋องส่งมาก่อนเดินทางมาถึงเฉินม่าย

            ใบหน้าหล่อเหลาของรองผู้บัญชาการสำนักมือปราบดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เฉาเฟิงบอกกับอ๋องหยางว่าคนผู้นี้ต้องลำบากควบคุมงานทั้งวันทั้งคืนมาสามวันแล้วเพราะรองผู้บัญชาการอีกผู้หนึ่งที่มาด้วยล้มป่วยลง

            ในพื้นที่ประสบภัยดินถล่ม ก่อนหน้านี้เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ทำให้เกิดน้ำหลากเซาะดินบนภูเขา เกิดดินถล่มกลายเป็นโคลนจำนวนมหาศาลไหลลงท่วมทับบ้านเรือนและราษฎรจนได้รับอันตราย

            “ใต้เท้าหนานกง ข้าได้ยินว่าเจ้าทำงานได้ดีมาก ขอบใจที่มาดูแลราษฎรที่นี่รอข้า ดูท่าเจ้าคงจะเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย” หยางหลีเหว่ยมองบุรุษตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ “รีบเรียกคนมาประชุมเถิด ข้าจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระ”

            ขุนนางคนสำคัญในระดับสั่งการเร่งมาเข้าพบหนิงเฉิงอ๋องเพื่อรายงานผลงานที่แต่ละคนทำ

            “ข้าจะทำงานส่วนของรองผู้บัญชาการหนานกงทั้งหมด เพื่อให้เขาได้พักสักหนึ่งวัน จากนั้นจะผลัดเวรกันเข้าช่วยราษฎรทั้งวันทั้งคืน”

            “ดีขอรับ หมู่บ้านที่ติดเชิงเขายังมีโคลนอยู่หนามาก ต้องส่งทหารเข้าไปช่วยขุดดินออกจากบ้านเรือนราษฎรและถนนหนทาง” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น

            อ๋องหยางหันไปดูหนานกงโจว ชายหนุ่มในชุดเกราะผู้นั้นนั่งฟังอยู่พักหนึ่งเริ่มสัปหงกด้วยความอ่อนเพลียบวกกับความง่วงที่สะสมเอาไว้หลายวัน

            “ใต้เท้าหนานกง เจ้าไปนอนพักเถิด ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง”

            “ขอรับ ท่านอ๋อง” หนานกงโจวลุกขึ้นยืนโงนเงน

            เฉาเฟิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบเข้าไปดันแผ่นหลังเขาไว้ “ท่านไม่ได้หลับนอนดีๆ หลายวัน ร่างกายคงทนไม่ไหว ให้ข้าพยุงไปส่งเถิด”

            “อืม ขอบคุณกุนซือเฉา”

            เฉาเฟิงประคองหนานกงโจวออกไปส่งที่หน้าประตู พอก้าวข้ามธรณีประตู หนานกงโจวก็สิ้นสติล้มลง

            มือปราบที่ติดตามหนานกงโจวรีบเข้ามาช่วยประคอง “กุนซือเฉา ท่านปล่อยใต้เท้าหนานกงให้ข้าเถิด ข้ากับสหายจะพาเขาไปส่งที่ห้องนอนเองขอรับ”

            “ถ้าเช่นนั้น ต้องรบกวนพวกเจ้าแล้ว”

             มือปราบสี่คนเข้าหามหนานกงโจวช่วยกัน

             เวลาล่วงเลยไปถึงสิบวัน หยางหลีเหว่ยจึงกลับจากการช่วยเหลือราษฎร ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและอ่อนเพลีย ชายหนุ่มจึงนอนหลับไปถึงหนึ่งวันหนึ่งคืน

             หยางไท่เฟยร้อนใจยิ่ง นางเรียกให้หมอคนแล้วคนเล่ามาตรวจอาการบุตรชาย

             หลี่หยวนหยวนเข้าไปยืนดูอาการเขาอยู่ห่างๆ ครั้งหนึ่ง ชายหนุ่มนอนหลับอยู่บนเตียงนิ่ง มีเพียงลมหายใจเบาๆ ที่ทำให้รู้ว่ายังมีชีวิต ใบหน้าของเขาเผือดสีดูอิดโรย รอยคล้ำใต้ตาที่มองเห็นได้ชัดเจน

            แม้จะให้หมอฝีมือดีในเมืองสามคนมาตรวจอาการและทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอ๋องหยางไม่มีอันตราย แต่หยางไท่เฟยก็ไม่วางใจ ให้รองแม่ทัพผู้หนึ่งขึ้นเขาไปเชิญตัวหมอเทวดาอู๋ลงจากเขา

             “ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง”

             หมออู๋เบือนหน้ามามองหยางไท่เฟย “แค่อ่อนเพลียมากขอรับ ไท่เฟยไม่ต้องกังวล ท่านอ๋องอาจจะนอนหลับนานไปสักหน่อย พอตื่นขึ้นมาก็ให้ดื่มยาบำรุงตามเทียบที่ข้าจัดให้ สองวันก็จะแข็งแรงเป็นปกติ

             “อืม...หากท่านอู๋บอกเช่นนี้ ข้าก็จะวางใจ”

             หลี่หยวนหยวนเห็นว่าหยางไท่เฟยให้ความเชื่อถือในตัวของหมอแซ่อู๋ผู้นี้ยิ่งนัก พอท่านหมอผู้นี้วินิจฉัยโรคแล้วก็ไม่ร้อนรนเร่งตามหาคนมาดูตรวจอาการบุตรชายอีก

     

             สองวันต่อมา หยางหลีเหว่ยก็ลุกขึ้นรำกระบี่ในตอนเช้าตรู่ได้ พอยามสาย เขาอาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้วตรงไปยังเรือนพักของหลี่หยวนหยวน

             “ท่านอ๋องมาพอดี ข้ากำลังว่าจะไปหาอยู่เชียว”

             หยางหลีเหว่ยมองหน้าภรรยาที่ตนไม่ชอบใจเพียงแวบเดียวก่อนจะหันไปมองฉากที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ “เจ้าคงเห็นแล้วว่าข้าจะรับชายารองเข้าจวน”

             “เห็นแล้ว ข้าจะพูดกับท่านเรื่องนี้พอดี”

             ชายหนุ่มหันมาทำหน้าบึ้ง “หากเจ้าคิดจะห้ามข้า คงเป็นไปไม่ได้”

             หลี่หยวนหยวนแย้มยิ้ม “ข้าไม่ได้คิดจะห้ามท่าน ในเมื่อท่านไม่อยากจะอยู่กับข้า จะบังคับจิตใจกันไปทำไม ท่านจงรับสิ่งนี้ไปเถอะ”

             หยางหลีเหว่ยมองดูซองสีน้ำตาลในมือของหลี่หยวนหยวนด้วยความประหลาดใจ ด้านหน้าซองนั้นมีรอยหมึกปาดไปมาคล้ายตัวหนังสือแต่เขากลับอ่านไม่ออก

             ชายหนุ่มรับมาดูด้วยความมึนงง “นี่คือสิ่งใด”

             หลี่หยวนหยวนเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับเอามือไพล่หลัง “ท่านอ่านอักษรไม่ออกหรือ”

             ชายหนุ่มคลี่กระดาษแผ่นใหญ่ออกอ่าน เขามองดูลายมือที่โยกโย้เขียนตัวอักษรที่ดูคล้ายตัวอักษรแต่ทำอย่างไรก็อ่านไม่ออก

             “อือ ที่เจ้าเขียนมา ข้าอ่านไม่ออกจริงๆ”

             หลี่หยวนหยวนชะงัก หันกลับมามองเขา เมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่มมิได้เสแสร้งก็พลันนึกขึ้นได้

             “เอาคืนข้ามาเถอะ ข้าจะอ่านให้ท่านฟังเอง”

     

    ****************


    คล้ายกับเรื่องฝ่ามิติมาเลี้ยงทายาทอ๋อง ที่คุณอ่าน