มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 117 แดนศักดิ์สิทธิ์

    บทที่117แดนศักดิ์สิทธิ์


            ที่แคว้นเว่ย พรรคเอกยาจกที่พึ่งผลัดเปลี่ยนผู้นำแลฟื้นฟูกองกำลังขึ้นใหม่พวกมันได้ชิงโอกาสระดมพลขึ้นเหนือ บุกยึดสำนักกระบี่ไร้เงาอย่างเหนือความคาดหมาย สำนักกระบี่ไร้เงาต้องรับทั้งศึกนอกจากเหล่าผู้ฝึกญาณเดนตายไหนจะมีศึกในที่ลอบกัดหวังชิงขึ้นครองอำนาจกันเองอีก ความอ่อนแอเช่นนี้ปู้ชิงเถาจึงฉกฉวยประกอบกับผู้ฝึกญาณเดนตายมิได้บาดหมางกับพรรคเอกยาจก เมื่อเห็นพรรคเอกยาจกเข้ายึดครองสำนักกระบี่ไร้เงาพวกมันกลับแอบร่วมมือส่งเสริมอย่างลับๆ ยิ่งระดับพลังฝีมือของปู้ชิงเถาที่ฝึกฝนอยู่ตลอดจนพัฒนาขึ้นมิน้อยแล้วขั้วอำนาจใดในสำนักกระบี่ไร้เงาจึงมิอาจต่อต้านมันได้

             

            พรรคเอกยาจกยึดครองสำนักกระบี่ไร้เงาได้สำเร็จ!

             

            ข่าวคราวการยึดครองสำนักกระบี่ไร้เงานี้กลับมิได้สร้างชื่อให้กับพรรคเอกยาจกเท่าไรนักเพราะปู้ชิงเถาได้ประกาศก้องอย่างชัดเจนว่า ผู้นำที่แท้จริงของการครอบครองสำนักในครั้งนี้ก็คือแพทย์ไร้นามชื่อเสียงของแพทย์ไร้นามจึงเป็นที่โจษขานขจรขจายทั่วแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกยิ่งขึ้นและข่าวคราวนี้ยังเผยแพร่ไปสู่แคว้นหลุนเพียงชั่วข้ามคืน

             

            ตึง!

             

            เสียงฝ่ามือฟาดลงยังโต๊ะไม้จนดังสนั่นพร้อมกับเสียงที่รอดผ่านไรฟันออกมาด้วยความตึงเครียด

            “แพทย์ไร้นามผู้นี้มันเป็นใครกัน”

             

            บุรุษหนุ่มวัยสามสิบเศษผู้กล่าววาจามีสีหน้าที่ไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัดเหล่าผู้อาวุโสที่นั่งร่วมโต๊ะกับมันจึงแสดงความคิดเห็น

             

            “ไม่มีผู้ใดรู้ที่มาที่ไปของมันรู้เพียงแต่ว่ามันมีวิชาแพทย์ลึกล้ำ แลมีคุณธรรมสูงส่ง ผู้คนยากไร้ทางฝั่งแคว้นซานและเว่ยล้วนสรรเสริญเยินยอมัน"

             

            “เฮอะ มากด้วยคุณธรรมแต่เหตุใดจึงช่วงชิงอำนาจของผู้อื่น"

             

            “เรื่องนั้นไม่สำคัญตอนนี้พรรคภูษาทมิฬ และสำนักกระบี่ไรเงาล้วนอยู่ภายใต้อาณัติของมัน ซ้ำยังมีพรรคเอกยาจกเป็นพันธมิตรที่ตัดมิขาดอีกหากมันเบนเป้ามาที่พรรคเราเล่า"

             

            ตึง!

             

            บุรุษหนุ่มตบลงบนโต๊ะอีกคราก่อนกล่าวเสียงรอดผ่านไรฟัน

            “พรรคภูษิตฟ้าต้องเป็นของข้าผู้ใดก็อย่าฝัน ข้าคือบุตรที่ชอบธรรมของบิดา ของอดีตประมุขพรรค กว่าที่ข้าจะกำราบเจ้าพวกเหิมเกริมแลชิงอำนาจมาได้ต้องผ่านความลำบากจนเลือดตาแทบกระเด็นมันเป็นใครจากที่ไหนถึงคิดจะชุบมือเปิบ"

             

            “ท่านประมุขมิต้องกังวลสองพรรคใหญ่ก่อนนั้นอยู่ในช่วงแย่งชิงภายในจึงถูกยึดอำนาจได้ง่าย ทว่าสำหรับท่านที่วางแผนยึดครองอำนาจไว้ก่อนตั้งแต่ที่บิดาไปยังบึงลี้ลับพวกเราจึงมีขุมกำลังที่พร้อมกว่าสองพรรคเป็นไหนๆ อีกทั้งยังมีแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับปู่ของท่านอยู่”

             

            อาวุโสผู้หนึ่งปรบมือจนดังฉาด

            “ถูกต้องพวกเรายังมีแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ว่าอย่างไรต้องช่วยเหลือแน่”

             

            บุรุษหนุ่มวัยสามสิบที่ถูกเรียกขานว่าประมุขผู้นั้นลูบคางหนึ่งคราพร้อมด้วยรอยยิ้มมุมปากราวกับคิดสิ่งใดขึ้นมาได้ก่อนที่มันจะกล่าวออกมา

            “กล่าวถึงแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ข้ากลับนึกถึงเรื่องประเสริฐประการหนึ่งขึ้นมา"

             

            “ท่านประมุขปราดเปรื่องย่อมเป็นเรื่องที่สามารถจัดการแพทย์ไร้นามผู้นั้นใช่หรือไม่"

             

            บุรุษหนุ่มผู้เป็นประมุขลุกยืนอย่างผ่าเผยก่อนที่มันจะกล่าวสั่งคนที่เฝ้าประตูซึ่งอยู่ด้านนอก

            “นำกระดาษและพู่กันมาให้ข้า"

            .

            .

            .

            แคว้นหลุนเป็นแคว้นที่อยู่เหนือสุดของแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกเป็นดินแดนที่มีหน้าหนาวเกือบตลอดทั้งปี อารยธรรมและความเจริญก้าวหน้าจึงมิได้รุ่งเรืองดั่งเช่นแคว้นที่อยู่ทางตอนกลางและแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันออกนัก

             

            ด้วยเป็นเมืองหนาวพืชพรรณส่วนใหญ่จึงเป็นป่ายืนต้นเดี่ยว ดินแห้งแข็ง ผู้คนแห่งแคว้นนี้จึงมิได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลักอาชีพล่าสัตว์ป่า หาสินแร่จึงขึ้นชื่อเป็นที่สุด

             

            แคว้นหลุนมีราชวงศ์ขนาดเล็กปกครองไม่มีกำลังทหารและเหล่าขุนนางหรือคนของทางการเทียบเท่ากับแคว้นอื่น เป็นราชวงศ์ที่เล็กมากจนแทบจะไม่มีตัวตนในปฐพีแห่งนี้ทว่าราชวงศ์ของพวกมันที่ยังอยู่ปกครองแคว้นหลุนได้ นั่นเพราะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งให้ความคุ้มครองอยู่

             

            สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าก็คือแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์กลุ่มคนเร้นลับที่ไม่ค่อยข้องเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพเท่าใดนัก ว่ากันว่าพวกมันแรกเริ่มเดิมทีสืบทอดมาจากดินแดนแแห่งผู้ฝึกญาณในช่วงพันกว่าปีแต่เมื่อผ่านพ้นยุคของผู้ฝึกญาณ พ้นผ่านยุคที่ธรรมชาติหนุนเสริม และเป็นยุคที่คนรุ่นใหม่เกิดมามีจุดชีพจรลมปราณพิเศษอันเป็นสิ่งที่เปรียบดั่งสวรรค์ประทานพวกมันจึงเป็นดินแดนที่เดินอยู่ในเส้นทางแห่งเทวะวจนะ เป็นดินแดนผู้ให้กำเนิดบุคคลอันยิ่งใหญ่อย่างธรรมบาลปัญญาและเป็นดินแดนที่นิกายเทวะวจนะให้การยกเว้นไม่ก้าวก่าย มันจึงนับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ภายใต้แสงแห่งเทวะวจนะแต่มิถูกบังคับกดข่มด้วยเทวะวจนะ

             

            เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นที่ยำเกรงของผู้คนทั้งปฐพีและเป็นที่เคารพนับถือราวเทพเจ้าของคนในแคว้นหลุน แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์มิก้าวก่ายทางโลกทว่าเมื่อใดที่โลกแลปฐพีมีภัย เมื่อใดที่มีความวุ่นวาย พวกมันจะออกมาจากดินแดนที่มีแต่ความหนาวเหน็บแลศักดิ์สิทธิ์นั่นทันที

             

            “อาจารย์เรียกข้ามีเรื่องใดหรือ"

            สตรีสะคราญโฉมในอาภรณ์ขาวลวดลายหิมะฟ้าครามนางหนึ่งกล่าวขึ้นทั้งที่ยังก้มหน้าย่อกายอยู่

             

            สตรีชราผมขาวโพลนในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่งนางมองกระดาษแผ่นนี้มาครู่หนึ่งแล้ว ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวผู้หลุดพ้น

            “เห็นทีแผ่นดินจะมีภัย"

             

            สตรีสะคราญโฉมเลิกคิ้วน้อยๆ

            “อาจารย์โปรดให้ความกระจ่าง"

             

            สตรีชราวางกระดาษในมือลง

            “บุตรหลานของอดีตประมุขพรรคภูษิตฟ้าสหายเก่าข้าแจ้งข่าว บัดนี้แผ่นดินกำลังเกิดความวุ่นวาย ผู้ที่เรียกขานตนว่าแพทย์ไร้นามคิดมิดีเข้าแย่งชิงเข่นฆ่าแลยึดครองอำนาจที่มิชอบธรรมจากผู้อื่น ตอนนี้มันได้ชิงเอาสองพรรคใหญ่อย่างพรรคภูษาทมิฬและสำนักกระบี่ไร้เงาไปแล้ว"

             

            สตรีสะคราญโฉมนางนั้นพึมพำขึ้น

            “แพทย์ไร้นามเพียงผู้เดียวก็สามารถสยบพรรคใหญ่ถึงสองได้เลยหรือ"

             

            “ตามสาส์นนี้แจ้งว่ามันมากด้วยเล่ห์เพทุบายจิตใจโหดเหี้ยม สังหารคนอย่างเลือดเย็น เห็นชีวิตผู้อื่นเป็นดั่งผักปลา ทั้งยังได้รับการหนุนเสริมจากเหล่าขอทานจึงมิแปลกที่คนจิตใจเช่นนั้นจะกระทำสำเร็จ"

             

            “การที่บุตรหลานของผู้อาวุโสส่งสาส์นมาถึงท่านย่อมหมายถึงความช่วยเหลือ"

             

            สตรีชราผมขาวผงกศีรษะ

            “แพทย์ไร้นามผู้นี้มันยึดครองมาแล้วสองพรรคในแผ่นดินใหญ่ฝั่งตะวันตกแน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปย่อมเป็นพรรคภูษิตฟ้า นี่จึงเป็นสาส์นขอความช่วยเหลืออย่างแท้จริง”

             

            สตรีสะคราญโฉมมีสีหน้าครุ่นคิด

            “ฟังความข้างเดียวจะมินับเป็นการปิดตาครึ่งหนึ่งส่องโลกหรอกหรืออาจารย์"

             

            สตรีชราผงกศีรษะ

            “อาจารย์จึงได้เรียกเจ้ามาอย่างไรล่ะเจ้าจงออกไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หากเป็นดั่งสาส์นว่าค่อยให้ความช่วยเหลือพวกมัน”

             

            สตรีสะคราญโฉมนางนั้นประสานมือแลย่อกายลงอีกครั้ง

            “ศิษย์เข้าใจแล้ว”

             

            ประตูแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เปิดออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่มีผู้ก้าวเดินออกมาจากสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้ ด้วยเป็นดินแดนที่ปลีกวิเวกข่าวคราวใดบนผืนปฐพีพวกมันจึงไม่รับรู้ การออกสู่โลกภายนอกจึงเป็นการออกมาด้วยความว่างเปล่าไร้ข้อมูลใดการสังเกตุเหล่าคนและอาณาประชาราษฎร์ตาดำๆ ตามรายทางจึงนับเป็นข่าวสารและข้อเท็จจริงที่ดีที่สุด

             

            ตลอดรายทางสตรีสะคราญโฉมในชุดคลุมขาวลวดลายหิมะฟ้าครามได้พบชาวบ้านมากมายบ้างก็ดูลำบากแร้งแค้น บ้างก็ดูบาดเจ็บชีวิตไร้สุข บางคนก็ดูอมทุกข์มีแต่โรครุมเร้าต่างคนต่างที่มา ต่างมีลักษณะและความทุกข์ที่ไม่เหมือนกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันแทบจะทุกผู้ก็คือเสียงก่นด่าสาปแช่งแพทย์ไร้นามนั่นเอง

             

            กลุ่มชายบาดเจ็บก็ต่างพากันกัดฟันด่าทอแพทย์ไร้นามกับพวกว่าจิตใจโหดเหี้ยมนอกจากแย่งพรรคของตนยังไล่ล่าฆ่าฟันจนตนมิอาจอยู่ในแผ่นดินเกิด

             

            สตรีอมโรคกับเด็กตัวผอมก็ตัดพ้อตลอดรายทางว่าแพทย์ไร้นามหน้าเลือดเห็นเงินดีกว่าชีวิตผู้คน ตนและบุตรเป็นโรคใกล้ตายเพียงนี้ก็ไม่แม้แต่จะเหลือบแล

             

            ส่วนชายชรายากไร้ราวขอทานก็สาปแช่งอย่างคลั่งแค้นทั้งยังบ่นพึมพำก่นด่าชะตาชีวิตที่บุตรสาวถูกแพทย์ไร้นามฉุดไป ภรรยาที่เข้าขัดขวางก็ถูกมันฆ่าตายส่งให้ตนต้องทำได้แต่หลบหนีแลระหกระเหเร่ร่อนราวขอทานเช่นนี้

             

            ตลอดรายทาง สตรีสะคราญโฉมกลับได้ยินวีรกรรมอันโฉดชั่วของผู้ที่เรียกตนว่าแพทย์ไร้นามอย่างมากมายถนนเส้นเดียวเพียงทอดผ่านแดนเหนือยังมีเรื่องชั่วช้าของแพทย์ไร้นามมากเพียงนี้ ไม่อยากคิดเลยว่ามันจะกระทำชั่วต่อปฐพีแห่งนี้มากถึงเพียงไหน

             

            สตรีสะคราญโฉมนางนั้นจึงพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา

            “แพทย์ไร้นามตัวตนของเจ้ามิสมควรดำรงอยู่บนผืนปฐพีอย่างแท้จริง!”

            .

            .

            .

             

            “ฮัดชิ้ว!”

            ร่างในชุดแพรเงินที่ยืนอยู่เหนือกำแพงพรรคภูษาทมิฬอย่างฮุ่ยจวินจู่ๆก็จามออกมาอย่างรุนแรง เฉียวฟางหวินที่กำลังรับฟังคำชี้แนะเกี่ยวกับการฝึกกฎเกณฑ์แห่งพลังเป็นต้องเหลียวมอง

             

            “ด้วยอากาศที่อบอ้าวเช่นนี้มิน่าจะทำให้ร่างกายที่แข็งแกร่งของท่านเป็นหวัดได้"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “อาจมีใครคิดถึงข้าอยู่"

             

            “หรือไม่ก็กำลังคิดสังหารท่านก็ได้”

             

            นึกถึงเรื่องสังหารฮุ่ยจวินก็ได้คิดไปถึงการเคลื่อนไหวของพรรคเอกยาจก มันรู้ดีว่าพี่ร่วมสาบานของมันมองสิ่งที่มันจะทำออกหมดแล้วจึงได้ยึดสำนักกระบี่ไร้เงาให้อยู่ใต้อาณัติอย่างเสร็จสรรพ ทั้งยังประกาศสร้างชื่อให้แก่ตนเรื่องนี้ว่าไปก็นับเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ประหยัดเวลาให้แก่มันได้หลายส่วน แต่ในทางกลับกันก็ไม่รู้ว่าได้เพราะบ่มศัตรูที่อยากฆ่าฟันมันเพิ่มขึ้นมากเพียงไหน

             

            เรื่องของพรรคภูษาทมิฬเป็นเพราะแผนแยบคายมันจึงไม่มีเรื่องหมาดหมางกับใครเป็นวงกว้างแต่สำหรับสำนักกระบี่ไร้เงา การถูกบังคับยึดครองจึงอาจมีความไม่พอใจแลศัตรูซุกซ่อนอยู่

            “แม้จะช่วยได้เยอะแต่ก็อาจเพาะบ่มศัตรูที่ต้องการสังหารฆ่าอีกเยอะเช่นเดียวกัน"

             

            ฟางหวินหยุดโคจรมหาวิถีวจนะแล้วหันมากล่าวกับอาจารย์ตน

            “ท่านเป็นกังวลเรื่องของอาจารย์ลุงที่ยึดครองสำนักกระบี่ไร้เงาหรือ"

             

            “ไม่นับว่ากังวลมาก"

             

            “แสดงว่าท่านกังวลถึงแผนที่จะหาทางควบรวมอำนาจของพรรคภูษิตฟ้าด้วยสันติ"

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “คราแรกว่าจะหาทางให้เรื่องราวบาดหมางเกิดน้อยที่สุดแต่พอมีเรื่องนี้ขึ้น แน่นอนว่าพรรคภูศิตฟ้าจักต้องระวังตัวและยากที่จะยอมร่วมมือเป็นแน่…หากประมุขพรรคที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในตอนนี้มากด้วยคุณธรรม การเปิดอกเจรจาย่อมมีความเป็นไปได้แต่หากประมุขคนใหม่มีนิสัยที่กลับกันเล่า”

             

            ฟางหวินกล่าวคำ

            “ความเป็นไปได้ก็จะยากเย็นขึ้น"

             

            ฮุ่ยจวินทอดสายตามองไปยังทิศเหนือ

            “ประมุขคนใหม่ของพวกมันจะเป็นคนเช่นไรกันต้องไปดูด้วยตาของตนแล้ว"

             

            .

            .

            .

             

            เส้นทางที่ทอดสู่แดนเหนือกลุ่มคนที่มีท่าทางบาดเจ็บ สตรีกับเด็กอมโรค รวมถึงบุรุษชราที่ท่าทางราวกับขอทาน หลังจากพวกมันเดินวนเวียนอยู่บนถนนสายนั้นวนเวียนจนพบเห็นคนจากแดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์เยื้อย่างผ่าน หลังจากเอ่ยคำที่ท่องจำมาเป็นอย่างดีจากนั้นพวกมันก็หายหัวมิปรากฏตัวบนเส้นทางเดิมอีก พบเจออีกทีพวกมันทั้งหมดก็ได้รวมตัวที่ป่าใหญ่ราวกับเป็นคนที่รู้จักและมาด้วยกันทั้งยังดูเหมือนว่าพวกมันกำลังรอใครซักคนอยู่

             

            “ในที่สุดก็มาซักที"

             

            “ไหนล่ะค่าจ้างที่ให้พวกเราเดินพ่นคำไร้สาระตลอดทั้งวัน"

             

            “รีบส่งมาเร็วๆเข้า เวลาสำหรับพวกเรานั้นมีค่านัก"

             

            หลังวาจาของพวกมันจบลงบุรุษในชุดคลุมสองผู้ก็ก้าวเดินออกมา มือของพวกมันคว้าจับไปที่หว่างเอว ทว่าสิ่งที่คว้าจับมิใช่เงินค่าจ้างแต่เป็นกระบี่ที่ชักออกและปลิดชีพคนเหล่านั้นทุกคน!

             

            “แผนของท่านประมุขนับว่าแยบคายนัก"

             

            “อย่ากล่าวมากความรีบกำจัดหลักฐานเหล่านี้ให้สิ้นซากเถอะ"