จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 201 ความเปลี่ยนแปลงน่าตระหนก!

            ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญถึงปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเปลวไฟก็โหมซัดมาจากทั้งสี่ทิศก่อนจะก่อตัวกลายเป็นลูกไฟนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่รอบกาย

            เพียงแต่ครั้งนี้พลังของพวกมันกลับรุนแรงกว่าที่ผ่านมา

            “บัดซบ อีกแล้วหรือ?!”

            ไป๋หยุนเฟยร่ำร้องด้วยความรันทดก่อนจะเหยียดทวนออก...

            การโจมตีจากพลังธาตุไฟที่หนุนเนื่องกระหน่ำใส่ไม่ปล่อยให้ไป๋หยุนเฟยได้หยุดพักแต่มันยังคงป้องกันตนเองอย่างรัดกุมจากการจู่โจมที่‘กระหน่ำใส่’ด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว

            ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดการจู่โจมจึงหยุดลง

            หลังจากนำเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณออกมาหลายชิ้นไป๋หยุนเฟยก็สวมใส่บนร่างพร้อมกับแยกเขี้ยวยิงฟัน “บัดซบ!ข้ารู้นะว่ายังมีอีก!!”

            ราวกับจะขานรับต่อคำเรียกร้องลูกไฟนับไม่ถ้วนจึงเริ่มปรากฏขึ้นในรัศมีห้าวารอบกาย...

            แล้วจะระดมจู่โจมระลอกที่สามก็เริ่มขึ้น...

            ตามมาด้วยระลอกที่สี่...

            ตามมาด้วยระลอกที่ห้า...

            หากไม่ได้เครื่องประดับเสริมจิตวิญญาณที่ช่วยเร่งการฟื้นฟูพลังวิญญาณผลกระทบการระเบิดจากทวนเปลวอัคคีและผลกระทบเพิ่มเติมของปลอกแขนมีดเพลิงที่ช่วยให้ผ่านไปได้ไป๋หยุนเฟยก็ไม่กล้าจะคาดเดาแล้วว่าตนเองจะเป็นเช่นไร

            มันเสี่ยงทุ่มเททุกสิ่งเพื่อป้องกันตนเองดังนั้นแม้จะต้องเผชิญอันตรายรอบด้าน แต่การจู่โจมทั้งมวลกลับไม่อาจกระทบถูกไป๋หยุนเฟยแม้แต่ครั้งเดียว

            และสุดท้าย การระดมยิงครั้งที่เก้า...

            “ตูม!!”

            เป็นอีกครั้งที่ผลกระทบเพิ่มเติมของทวนเปลวอัคคีถูกกระตุ้นขึ้นแรงระเบิดกวาดซัดลูกไฟที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้าแตกกระจายอกไป

            “ปัง!”

            ขณะหมุนควงด้วยความเร็วดุจสายฟ้าก็บังเกิดคลื่นเปลวเพลิงปะทุออกจากแขนไปเบื้องหน้าด้วยพลังวิญญาณสามร้อยหน่วยที่สะสมเอาไว้ในแหวนจึงช่วยให้ไป๋หยุนเฟยสามารถเรียกมีดปีกเพลิงออกจู่โจมกวาดซัดศรเพลิงที่เหลืออยู่ออกไปได้...

            ยามที่ประกายไฟแตกกระจายและมอดดับไปพื้นที่รอบข้างจึงเริ่มสงบลง

            สองมือไป๋หยุนเฟยยึดกุมทวนประคองร่างพยายามที่จะฟื้นฟูพลังวิญญาณขณะเดียวกันก็ภาวนาในใจด้วยความอับจนปัญญา “ได้โปรดเถอะ... อย่าได้มีอีกเลยต้องผ่านอีกกี่ครั้งท่านจึงจะพอใจ?! ข้าไม่อาจรับไหวอีกแล้ว!”

            “อ๊าก... ใครก็ได้บอกข้าที...นี่มันเรื่องอะไรกัน?!”

            ……

            ยามนั้นเอง ประตูสู่‘ด้านนอก’ก็เปิดออก

            บริเวณรอบประตูถูกฉาบย้อมด้วยแสงสีแดงที่ฉายผ่านช่องประตูออกมาบังเกิดเป็นภาพอันพิสดารยากจะอธิบายเมื่อพลังธาตุที่อยู่รอบประตูคล้ายจะถูกสะกดอยู่กับที่โค่วฉางคงกลับออกไปยืนรวมกลุ่มกับเหล่าผู้อาวุโสซึ่งยืนห่างออกจากประตูไปหลายวา ยามนี้แต่ละคนล้วนยืนอย่างเงียบงันจับจ้องไปที่เบื้องหน้าของประตู

            ซ่งหลินหรี่ตาสังเกตผ่านช่องประตูด้วยสีหน้ากังวลจากนั้นความเคลื่อนไหวจากอีกด้านของประตูก็เข้าสู่สายตา มันอดไม่ได้ต้องร่ำร้องขึ้น“เป็นศิษย์น้องเย่ มันออกมาแล้ว!”

            ที่แท้ก็มีเงาร่างคนผู้หนึ่งเดินผ่านประตูออกมาสู่สายตาเพียงไม่นานก็เห็นชัดตาว่าเป็นเย่จื่อชิว

            ดูจากภายนอกกลับไม่พบความแตกต่างจากเมื่อยามเข้าไปเย่จื่อชิวปราศจากวี่แววของพลังที่เพิ่มพูนขึ้นทั้งยังไร้กลิ่นอายพลังของผู้ที่ทะลวงผ่านด่านแต่ใบหน้าของมันกลับเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

            “อาจารย์ เจ้าสำนัก ผู้อาวุโสศิษย์หลอมวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวสำเร็จแล้ว!”

            น้ำเสียงยินดีดังก้องไปทั่วบริเวณ แต่มันยังคงกล่าวด้วยความนอบน้อมต่อเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย

            หลังจากพยักหน้าด้วยความพอใจหวงฟู่หนานก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง“ฮ่าฮ่า ประเสริฐ! ประเสริฐมาก!ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์ข้า เจ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ!”

            เสียงหัวเราะเปี่ยมด้วยความยินดี แต่ช่างน่าขบขันนักหวงฝู่หนานกลับลืมเลือนไปว่าตั้งแต่เย่จือชิวกลายเป็นศิษย์ของตนมันยังไม่เคยได้ถ่ายทอดวิชาอันใดให้...

            โค่วฉางคงก็มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเช่นกันแต่ทว่ากลับไม่คิดจะเอ่ยถามเรื่องที่เย่จือชิวได้รับวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวเพียงพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มแผ่วจางก่อนจะเอ่ยปากว่า “ประเสริฐมากเป็นความสำเร็จที่โดดเด่นนัก เจ้าไปรอที่ด้านข้างก่อนหยุนเฟยยังไม่ออกมา”

            “ทราบแล้ว!”เย่จือชิวรับคำอย่างนอบน้อมก่อนจะล่าถอยไปอยู่ด้านข้างร่วมกับหลี่เถี่ยชุยแม้จะหันกายออกไปแล้วก็ตามแต่สีหน้ามันกลับฉายแววห่วงกังวล“หยุนเฟยเข้าไปแล้วหรือ?ข้าเข้าใจว่าอยู่ด้านในเพียงลำพัง แต่ว่า... หากข้าออกมาหลังจากมันเข้าไปแล้วไฉนข้าจึงไม่พบเห็น?”

            “ศิษย์น้องเย่ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นยามที่พวกเจ้าทั้งสองเข้าไปในเวลาเดียวกันจุดหมายของพวกเจ้าจะไม่ใช่ที่เดียวกัน...”หลี่เถี่ยชุยเอ่ยปากบอกเย่จือชิวราวกับทราบว่าอีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดเรื่องอันใด

            “เอ๊ะ?” เย่จือชิวสะท้านใจ แต่ขณะเดียวกันก็ใช้ความคิดอย่างเร่งร้อนเชื่อมโยงเรื่องราวได้จึงโพล่งถามต่อศิษย์พี่ของตนว่า “ถ้าเช่นนั้นนี่ต้องเป็น... วิชามิติ?!”

            หลี่เถี่ยชุยเพียงพยักหน้าตอบแต่การพยักหน้านี้ก็เพียงพอจะสร้างความแตกตื่นให้แก่เย่จือชิวได้แล้วมันไม่ถามอันใดอีกเพียงหันกลับไปมองที่ประตู“ถ้าเช่นนั้นนี่ก็เป็นหนึ่งในวิชามิติที่ร่ำลือกัน! สำนักช่างประดิษฐ์นับว่าเหนือธรรมดากว่าที่ข้าคิดไว้อีก...”

            ความเงียบงันกลับมาครอบคลุมภายในถ้ำอีกครั้งเมื่อทุกคนเพ่งความสนใจจับจ้องไปที่ประตูเพื่อรอคอยให้ไป๋หยุนเฟยออกมา...

            ……

            ภายที่มิติสีแดงฉาน

            ไม่ทราบว่าเป็นเพราะที่ไป๋หยุนเฟยภาวนาได้ผลหรือไม่แต่ผ่านไปหลายอึดใจแล้วก็ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก ความเงียบงันไร้การตอบสนองเช่นนี้แทนที่จะทำให้ไป๋หยุนเฟยผ่อนคลายกลับยิ่งทำให้มันหวาดหวั่น

            หลังจากระบายลมออกจากปากออกยาวเหยียดไป๋หยุนเฟยก็ปาดเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก ก่อนจะกล่าวด้วยความโล่งอกว่า “ในที่สุดก็จบลง! หากยังมีอีกข้าคงถูกย่าง---”

            “เอ๊ะ?” ระหว่างที่ไป๋หยุนเฟยกำลังฟื้นฟูพลังวิญญาณอยู่นั้นยามกวาดตามองโดยไม่ตั้งใจก็ถูกบางอย่างดึงดูดความสนใจจนต้องเพ่งตามอง

            รอบด้านยังคงถูกคลอบคลุมด้วยพลังธาตุไฟที่หนาแน่นราวกับหมอกสีแดงมันไม่ได้ผนึกตัวขึ้นเป็นวัตถุเช่นลูกไฟดังที่ผ่านมา แต่ว่า “บัดซบ! ที่แท้ก็ยังมีเรื่องให้ต้องรับมืออีก!”ไป๋หยุนเฟยหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะร้องออกมา ---ในที่สุดมันก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติไปหมอกแดงที่ก่อตัวจากพลังธาตุไฟอันเข้มข้นเริ่มปั่นป่วนขึ้น แต่ทว่า...เพียงปั่นป่วนอยู่ในพื้นที่เล็กๆรอบกายมันเท่านั้น!

            เมื่อสังเกตดูอย่างใกล้ชิดไป๋หยุนเฟยก็พบว่า‘หมอกแดง’ที่อยู่รอบกายกลับแยกตัวอย่างชัดเจนออกจากกลุ่มหมอกรอบนอกเห็นได้ชัดว่าหมอกแดงนี้ก่อตัวขึ้นจากพลังธาตุไฟ แต่ก็คล้ายกับว่ามีพลังงานอื่นแทรกอยู่กับมวลพลังธาตุไฟที่อยู่รอบกาย

            หลังจากใช้เวลาชั่วครู่สังเกตดู สีหน้าไป๋หยุนเฟยยิ่งมาก็ยิ่งเคร่งเครียดในยามนี้ที่มันครุ่นคิดถึงก็คือพลังงานนี้ปรากฏขึ้นเมื่อใดและปรากฏขึ้นได้อย่างไร!

            สุดท้ายไป๋หยุนเฟยจึงตระหนักได้ว่าพวกมันปรากฏขึ้นหลังจากที่ตนเองฟาดทำลายลูกไฟและศรเพลิงจนหมดสิ้นแล้วนั่นเอง!

            ราวกับจะตอบสนองต่อ‘การค้นพบ’ของไป๋หยุนเฟย พลังนั้นเริ่มจึงพลุ่งพล่านไหลเวียนกลายเป็นวังวนขนาดยักษ์ทันที!

            “ข้าทราบแล้ว!ข้าทราบแล้วว่าคงไม่จบลงง่ายดายเช่นนี้!!”

            หัวใจไป๋หยุนเฟยสั่นกระตุกยามนี้มันเพียงคิดจะร่ำไห้ต่อความอยุติธรรมเช่นนี้ แต่ว่าต่อให้ก่นด่าไปก็ไร้ประโยชน์ไป๋หยุนเฟยคำรามก้องพร้อมกับเร่งเร้าพลังวิญญาณที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดเตรียมจะกระโจนหนีให้พ้นจากระยะของ‘วังวน’

            “หา?!”ชั่วพริบตาที่ตัดสินใจได้ สีหน้าของไป๋หยุนเฟยกลับเผยฉายแววงงงันยิ่งเวลาผ่านไปทุกขณะใบหน้ามันก็ยิ่งขาวซีดจนน่าหวาดหวั่นอีกทั้งดวงตาก็ฉายแววประหวั่นพรั่นพรึงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!

            มัน... มันกลับไม่อาจเคลื่อนไหวได้!!

            ความคิดไป๋หยุนเฟยยังคงแจ่มใสทั้งยังรู้สึกได้อย่างแจ่มชัดว่าแขนขายังคงอยู่แต่ทว่ามันกลับไม่อาจขยับเคลื่อนไหวออกจากจุดเดิมได้!แม้จะสมองพยายามสุดชีวิตที่จะสั่งการให้ยกขาขึ้น แต่ทั้งร่างยังคงมั่นคงตั้งตรงราวกับคันทวน--- ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว!

            “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?นี่มันเรื่องบัดซบอะไรกัน?!”ไป๋หยุนเฟยคำรามพร้อมกับพยายามเรียกการควบคุมร่างกายกลับคืนมาแต่แม้จะพยายามเพียงใดก็ยังคงไร้ผล มันกลายเป็นรูปสลักที่แม้แต่นิ้วมือก็ยังไม่อาจขยับได้!

            จากนั้นดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ฉายแววพรั่นพรึงเพราะจู่ๆร่างมันก็ลอยขึ้นสู่อากาศอย่างแช่มช้า!

            สุดท้ายเมื่อลอยขึ้นไปราวห้าวาร่างของไป๋หยุนเฟยจึงหยุดลงแม้ในมือยังคงกุมทวนเปลวอัคคีเอาไว้แต่กลับไม่อาจขยับแม้แต่น้อยนิด หลังจากแขนทั้งสองข้างตกห้อยลงข้างลำตัวโดยไม่อาจควบคุมแล้วร่างไป๋หยุนเฟยก็ถูกพลิกนอนราบอยู่ที่กลางอากาศ

            ด้วยสายตาที่ยังคงจับจ้องไปที่วังวนของพลังสีแดงไป๋หยุนเฟยจึงมองเห็นว่าวังวนนั้นหมุนเร็วขึ้นทุกที ขณะเดียวกันก็เริ่มควบแน่นหดย่อขนาดลงจนสุดท้ายก็กลายเป็นพายุหมุนสีแดงขนาดหนึ่งวาห่อหุ้มไป๋หยุนเฟยไว้ตรงกึ่งกลาง

            “ขยับ! ขยับ!! ขยับบบบ!!!” ไป๋หยุนเฟยแผดร้องในใจขณะเดียวกันก็กัดฟันจนสุดแรง ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำด้วยสายเลือดพลังวิญญาณทั้งมวลที่หลงเหลืออยู่ก็โคจรไปทั่วร่างเพื่อหาทางที่จะหลุดพ้นออกจากการถูกควบคุม

            ในยามนี้ไป๋หยุนเฟยกลับลืมเลือนไปหมดสิ้นถึงความจริงที่ว่าตนเองอยู่ในถ้ำลึกลับของสำนักช่างประดิษฐ์และตนเองก็กำลังได้รับ‘โอกาส’ที่มีเพียงศิษย์สายตรงเท่านั้นจึงจะได้ --- สภาพวิกฤตที่ไป๋หยุนเฟยต้องเผชิญการสูญเสียความควบคุมต่อร่างกายกลับครอบงำจิตใจจนยามนี้ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากความหวาดกลัวเท่านั้น

            ยามนี้พายุหมุนที่ห่อหุ้มไป๋หยุนเฟยเริ่มบีบกระชับ มองดูคล้ายกับว่าถูกแยกออกเป็นสองส่วนบนล่างโดยมีร่างของไป๋หยุนเฟยอยู่กึ่งกลางสุดท้ายฐานพายุหมุนฝั่งบนก็เคลื่อนมาอยู่เหนือหัวใจของไป๋หยุนเฟย!

            ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะทันได้ตอบสนองอันใดพลังธาตุไฟอันเข้มข้นก็แทรกซึมเข้าสู่ทรวงอกในทันที!

            “อ๊ากกกก!!!”

            เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกจากปากไป๋หยุนเฟยยามนี้มันรู้สึกได้ว่าทุกตารางนิ้วในร่างกายกำลัง‘ซึมซับ’พลังธาตุไฟเข้าไป!

            ขณะเดียวกันนั้น วังวนฝั่งเบื้องล่างไป๋หยุนเฟยซึ่งรูปทรงคล้ายกับพายุหมุนกลับด้านก็เคลื่อนเข้าสู่แขนขวาของมันแล้วพลังธาตุไฟปริมาณมหาศาลก็เริ่มแทรกซึมเข้าสู่ทวนเปลวอัคคีที่ถูกกุมไว้ในมือขวาอย่างแนบแน่น!

            นอกจากนี้ยังมีพลังส่วนเกินอีกไม่น้อยที่ล้นทะลักออกจากทวนพวกมันจึงหลั่งไหลเข้าสู่ปลอกแขนมีดเพลิงบนแขนขวาด้วยเช่นกัน!

คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน