บทที่ 1 สำนึกผิดแทบไม่ทัน
“คนดีดันตายตก คนชั่วดันลอยนวล โลกนี้มันบ้าบิ่นเกินไปแล้ว แม้แต่์ยังไร้ความเที่ยงธรรม แล้วนับประสาอะไรกับตำรวจอย่างพวกเรา”
เสียงกระแสความคิดไหลเวียนอยู่ในร่างกายของสาวน้อยวัยยี่สิบปีบริบูรณ์ นางถอนหายใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่จะทำอะไรได้เล่า คนที่ไม่สมควรตายเช่นนางก็ได้ตายไปแล้ว ความอาลัยอาวรณ์นี้พูดไปก็เหนื่อยเปล่า ใครบ้างจะรับรู้ความอัดอั้นในใจนาง
จางมู่เหยียน ตำรวจหญิงแห่งโลกไซเบอร์ ตายในหน้าที่ขณะตามจับคนร้าย แม้กระทั่งตายเป็ผีเธอยังเอาแต่พูดว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเธอก็จะได้ย้ายสังกัดและเลื่อนยศ แต่ต้องมาตายลงในวัยสามสิบปี ไม่เสียดายก็ให้มันรู้ไป
ตำรวจหญิงตายเพราะโดนยิงสวนเข้าที่ขมับ แต่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนี้ถึงปวดบริเวณแผ่นหลังมากกว่าส่วนอื่น ใบหน้าก็รู้สึกเจ็บระบมอยู่หลายแห่ง ราวกับไปฟัดกับหมูป่ามาอย่างไรอย่างนั้น แต่พอครุ่นคิดก็ยิ่งแปลกใจ ตรงที่ิญญาที่เพิ่งตายหมาด ๆ เช่นเธอ จำเป็ต้องรับรู้ความเ็ปของกายหยาบเหล่านี้ด้วยหรือ ตามหลักแล้วิญญาก็ควรจะเป็แค่ิญญาที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร...ถึงจะถูก
“นี่มันไม่ถูกต้อง!”
ใบหูที่ไวต่อสิ่งเร้ากำลังตอบสนองต่ออะไรบางอย่าง จนมู่เหยียนต้องตะเบ็งเสียงคุยกับตัวเองในใจ ตำรวจที่ตายในหน้าที่อย่างเธอััได้ถึงความผิดปกติรอบกาย เสียงเท้าแปดข้างกำลังก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอ
แล้วทำไมต้องมีแปดขา หรือว่าสิ่งนี้จะเป็ฝีเท้าของภูตผีปีศาจในนรก หรือไม่ก็สัตว์เลี้ยงของเ้าิญญาผู้ปกครองปรโลก แม้จิตใต้สำนึกเธอจะพูดเช่นนี้ แต่ด้านหนึ่งก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่า เหตุไฉนภูตผีปีศาจถึงนินทาคนอื่นได้เล่า แล้วเื่ที่ว่ามาก็เป็เื่ฉาวโฉ่ทั้งนั้น
ขนาดเธอเป็ผียังนึกสมเพชบุคคลที่กำลังถูกกล่าวถึงอย่างสนุกปากผู้นั้น ไม่รู้ว่าไปจองล้างจองผลาญผู้ใดไว้บ้าง ถึงถูกดูแคลนสารพัด และถูกผู้คนจงเกลียดจงชังขนาดนั้น แม้แต่อยู่ในนรกยังได้ยินคำสาปส่งชัดเจน ราวกับมีคนคอยพูดกรอกหูอยู่ข้าง ๆ
.
.
“โอ๊ย!”
หนึ่งในผู้แบกศพขาพลิกจนล้มแผละทำให้ชายอีกสามคนก็ล้มระเนระนาด ร่างของมารดาใจทรามอย่างมู่เหยียนที่เพิ่งตายลงหมาด ๆ กลิ้งลงไปหมกอยู่ในโพรงหญ้าข้างป่า นั่นเป็ตัวกระตุ้นให้ิญญาที่สวมอยู่ในร่างนี้เริ่มตื่นตัวและมีปฏิกิริยาตอบสนอง
บัดนี้ดวงตาที่ปูดโปนลืมขึ้นอย่างยากเย็น เนื้อตัวก็ตึงคัดชาหนึบจนไม่อยากขยับเขยื้อน พอเริ่มตั้งตัวได้ สติสัมปชัญญะที่มีอยู่เพียงหยิบมือ ก็โสตประสาทตำรวจหญิงจนล้นเหลือ ความทรงจำที่ปริ่มไปด้วยเื่ชั่วช้าผิดศีลธรรม ผุดขึ้นมาในหัวเธอราวธารน้ำไหล
ไม่สิ...ต้องเริ่มแทนตัวเองว่า 'นาง' ได้แล้ว สถานที่แบบนี้เหมือนโลกย้อนยุค จะต้องทำตัวให้กลมกลืนให้ได้มากที่สุด
ไม่นานนักจางมู่เหยียนที่เป็ตำรวจจากโลกสิวิไล จึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ตนได้เกิดใหม่ในร่างของสตรีวัยขบเผาะ อายุราวยี่สิบปีที่มีชื่อเดียวกันกับนาง ที่สำคัญยังมีใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงราวกับแกะ เสียอย่างก็ตรงที่แม่นางแซ่จางคนนี้ อวบอึ๋มกว่า และสูงกว่าราวหนึ่งฝ่ามือ
อืม…ทรวดทรงของนางนับว่าดีทีเดียว เสียอย่างก็ตรงที่นิสัยร้ายกาจเกินเยียวยา!
เกิดใหม่ทั้งทีดันมาเกิดในร่างของมารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่งนะหรือ ทวยเทพชักจะดูถูกอาชีพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เกินไปแล้ว มีอย่างที่ไหนให้เข้ามาอยู่ในร่างคนชั่ว ที่กล้าขายได้แม้กระทั่งลูกของตัวเอง
อ้อ! ไม่สิ ไม่ใช่ลูกของนางจริง ๆ เสียหน่อย เด็กสองคนนั้น เป็ลูกของพี่สาวนางนามว่า จางชุยหรัน ที่ตายหลังให้กำเนิดบุตรสาวคนเล็กั้แ่สามสี่ปีก่อน ดังนั้นหน้าที่แม่เลี้ยงจำเป็จึงตกมาอยู่ในมือจางมู่เหยียนไปโดยปริยาย
จะว่าไปก็น่าสงสารเด็กทั้งสองอยู่มาก พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบิดาของเขาเป็ใคร โดยเฉพาะเสี่ยวอู่น้อย เกิดมามารดาก็ตายเสียแล้ว ต้องมาอยู่กับมารดาเลี้ยงที่ไม่เอาไหนอย่างจางมู่เหยียน ส่วนเจี้ยนซื่อก็นับว่าโตแล้ว แต่เด็กชายมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อน้อยมาก
เพราะตอนที่แม่ตั้งท้อง และคลอดเจี้ยนซื่อออกมา ทั้งสองก็จะอยู่ลำพังสองแม่ลูกในกระท่อมเล็ก ๆ แถบชานเมือง นานทีปีหนที่ท่านพ่อจะแวะมาหาท่านแม่บ้าง น่าแปลกอยู่อย่างหนึ่งก็ตรงที่ เวลาเจี้ยนซื่อถามถึงบิดา จางชุยหรันผู้เป็มารดามักสั่งห้ามมิให้เอ่ย
ทำเช่นนี้ราวกับกำลังคบหากันอย่างผิดศีลธรรมอย่างไรอย่างนั้น แม้เจี้ยนซื่อจะไม่ค่อยเข้าใจเื่ของผู้ใหญ่ แต่ก็ฉลาดพอที่จะตีความอะไรได้บ้าง พอหลังจากท่านแม่ตั้งท้อง จู่ ๆ ท่านแม่ก็พาเจี้ยนซื่อออกจากบ้านหลังเล็กเท่ารูหนูกลางดึกโดยไม่บอกเหตุผล
เจี้ยนซื่อเห็นมารดาทุกข์ใจ จึงไม่กล้าเอ่ยถามอะไรมากนัก สองแม่ลูกเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งคืน ครั้นอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก ก็มาถึงบ้านเดิมสกุลจางที่มีแค่ท่านน้ามู่เหยียนอาศัยอยู่ลำพัง ทันทีที่ไปถึงก็ไม่มีการต้อนรับขับสู้ใด ๆ เป็พิเศษ ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะที่นี่เต็มไปด้วยความยากจนข้นแค้น
แต่ท่านน้ามู่เหยียนในตอนนั้นไม่ได้ติดสุรา ถือได้ว่าเป็คนที่ดีมากคนหนึ่ง หากจะให้เทียบก็คงกล้าพูดได้เต็มปากว่าต่างจากตอนนี้ราวพลิกฝ่าเท้า พอได้มาอยู่รวมกัน...ท่านน้าก็ทำงานหนักขึ้น ทั้งหมักสุราขายและเก็บสมุนไพรขาย หาเงินมาจุนเจือพี่สาวกับหลานชายไม่เคยขาด
ด้วยเหตุนี้เจี้ยนซื่อจึงนับถือท่านน้ามู่เหยียนเป็เหมือนมารดาอีกคน แต่พอเวลาผ่านไปไม่กี่ปี ฝันร้ายของจางเจี้ยนซื่อก็มาถึง เมื่อมารดาบังเกิดกร้าวตายลง เจี้ยนซื่อก็เรียกมู่เหยียนว่า “ท่านแม่ได้เต็มปาก”
สองคนแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างปกติสุข มีชีวิตที่แสนเรียบง่าย ช่วยกันเลี้ยงดูเ้าก้อนแป้งเสี่ยวอู่อย่างขัดสน กระทั่งวันหนึ่งพวกแม่สื่อมาเยี่ยมบ้าน และทาบทามให้มารดาเลี้ยงแต่งกับชายคนหนึ่ง นามว่า ม้งอวิ๋นเซียง เขาคนนี้พอมีฐานะทางการเงินอยู่บ้าง รับรองว่าทั้งเจี้ยนซื่อกับเสี่ยวอู่จะต้องไม่ลำบากอดมื้อกินมื้อแน่นอน เพราะไม่ใช่ว่า บุรุษส่วนใหญ่จะยอมแต่งกับแม่เลี้ยงลูกติดสองคนง่าย ๆ
ต่อให้เด็กเหล่านี้ไม่ใช่บุตรที่นางคลอดเอง แต่ตอนนี้ก็เหลือแค่นางแล้ว นั่นไม่ได้ต่างอะไรกับการเป็แม่เสียเอง ด้วยถือคติที่ว่าบุตรของพี่สาวก็เหมือนบุตรของนางเอง ทั้งเสี่ยวอู่เพิ่งตัวแดง ๆ เลี้ยงดูั้แ่แบเบาะ เด็กอ่อนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
แบบนี้ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ เพราะคนหาเงินก็คือมู่เหยียน ขาดนางไปสักคนก็คงอดตายกันพอดี
แรงกดดันของปากท้องบีบให้นางต้องแต่งกับชายที่ไม่ได้รัก นางทำทั้งหมดนี้ก็เพื่อเด็กสองชีวิต ที่ในภายภาคหน้าต้องอ้าปากเรียกนางว่าแม่ ด้านแม่สื่อก็คุยโวไว้เสียดิบดี แต่พอเดินทางเข้าเมืองต้าซ่ง กลับไม่เป็อย่างที่คิด ชายที่กำลังจะเป็สามีนาง ไม่ได้ดูรักใคร่นางเลยสักนิด ทั้งยังดูไม่เต็มใจที่ได้แต่งกับนาง
พวกแม่สื่อตัวดีคงโฆษณาไว้มากว่านางดีเด่นไร้มลทิน นึกไว้อยู่แล้วเชียวว่าบุรุษที่ไหนจะเปิดใจรับสตรีที่กระเตงบุตรมาด้วยตั้งสองคน แต่เอาเถอะ เื่มาถึงขั้นนี้แล้ว จะก้าวก็ไม่ได้ จะถอยก็ไม่ดี ขอเพียงลูกนางได้อยู่ดีกินดี ไม่ว่าต้องเผชิญกับความโเี้ทารุณอะไร นางล้วนสมยอมทั้งสิ้น
คืนแรกที่เข้าหอ ก็ไม่ได้เข้าห้องหอด้วยกันจริง ๆ เพราะม้งอวิ๋นเซียงรังเกียจที่นางเป็สตรีมือสอง มู่เหยียนยังไม่ทันได้เอ่ยปากอธิบายสิ่งใด เขาก็ทำร้ายร่างกายนางไม่ยั้งมือ ราวกับเห็นนางเป็แค่ที่ระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง วินาทีนี้คงได้แต่โอดครวญในใจว่า คนผู้นี้ใจดำเหลือเกิน
ถูกทำร้ายร่างกายนานเข้า สติดี ๆ ของคนหนึ่งคนก็เริ่มฟั่นเฟือนวิปริต จากที่ไม่เคยร้าย ก็จะร้าย จากที่เคยดี ก็ไม่ดี มู่เหยียนเริ่มมีอารมณ์แปรปรวนคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างยากควบคุม เด็กทั้งสองเห็นมารดาถูกทำร้ายก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพราะพวกเขานั้นเล็กเกินไปและสู้แรงสารเลวอวิ๋นเซียงไม่ไหว
ด้วยเหตุนี้สองพี่น้อง จึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจมารดาทุกครั้ง และยินยอมที่จะอยู่ข้างกายมารดาอย่างอดทน แม้หลายครั้งถูกมารดาเลี้ยงอย่างมู่เหยียนสาดเสียอารมณ์รุนแรงใส่ แต่จะว่าก็ว่าเถอะ นางยังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง แม้ร้ายกาจขนาดไหนแต่นางไม่เคยลงมือกับเด็ก ๆ เลย
และแล้ว่เวลาที่แสนทรหดของสามชีวิตก็ผ่านพ้นไป เมื่ออวิ๋นเซียงที่เคยเป็ทหารในกองทัพ ถูกเรียกตัวกลับไปรบที่ชายแดนต้าไห่ หลังออกรบเพียงหนึ่งวัน จดหมายแจ้งข่าวการตายก็ส่งมาถึงเรือน
ในที่สุดชีวิตที่หดหู่และน่าสงสารของท่านแม่ก็ถูกปลดแอกเสียที!
ระหว่างนี้สองพี่น้องไม่ได้นิ่งนอนใจ หนึ่งพี่หนึ่งน้องแอบประชุมลับกันอยู่บ่อยครั้ง การรักษาท่านแม่อาศัยแค่ยาดีไม่ได้ จะต้องหาบุรุษดี ๆ สักคนมาดูแล
เสี่ยวอู่ลูบคางครุ่นคิด “แล้วพวกเราจะไปหาบุรุษดี ๆ มาจากที่ไหนกันเ้าคะ แล้วจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าพ่อใหม่จะไม่ใจร้ายกับพวกเราแล้วก็ท่านแม่เหมือนม้งอวิ๋นเซียง”
เจี้ยนซื่อเริ่มหนึบชาบนขมับ แล้วตอบผู้น้องอย่างเลื่อนลอยแต่แววตาเปี่ยมหวัง
“_” "นั่นนะสิ พวกเราจะหาสามีใหม่ให้ท่านแม่ได้จากที่ไหน? ข้าไม่เชื่อหรอกว่า์จะใจร้ายกับท่านแม่ ไม่หลงเหลือบุรุษดี ๆ ไว้ให้นางเลยสักคน ม้งอวิ๋นเซียงพวกเราไม่ได้เลือก แต่แม่สื่อเป็คนเลือก พลาดแล้วก็ปล่อยผ่าน อดีตก็เหมือนน้ำในชาม สาดออกไปแล้วหวนคืนไม่ได้ ต่อไปนี้ทั้งเ้าและข้าจะต้องทำหน้าที่ลูกที่ดี เลือกบุรุษดี ๆ ให้ท่านแม่สักคน"
นิยายเื่ : เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง (มีหนังสือเสียงแล้ว)
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ (มีหนังสือเสียงแล้ว)
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน (มีหนังสือเสียงแล้ว)
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้ (มีหนังสือเสียงแล้ว)
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย (มีหนังสือเสียงแล้ว)
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก (มีหนังสือเสียงแล้ว)
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1 (มีหนังสือเสียงแล้ว)
10.ย้อนเวลามามีครอบครัวอบอุ่น เพื่อเ้าสองวายร้าย