แววตาของเทียนซิงจื่อที่ยืนบนยอดหลังคาตำหนักหลักดูใสสะอาดรูปร่างท่าทางสง่างามมีภูมิ สายตาที่ทอดมองท้องฟ้าฉายแววแห่งความหลักแหลมและวิสัยทัศน์อันล้ำลึกหลินโม่รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกที่มิอาจมองตัวตนของเทียนซิงจื่อได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
สายลมบางเบาพัดผ่านผมยาวสีดอกเลาค่อยๆ สะบัดพริ้วในความเงียบ คาดไม่ถึงว่าจะเต็มไปด้วยความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติชั่ววินาทีนั้นหลินโม่พลันสัมผัสได้ว่ากำลังถูกความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างกีดกันเขาออกจากเทียนซิงจื่อความรู้สึกดั่งถูกผลักไสและแปลกแยกไปจากโลกที่เห็นเบื้องหน้าหากแต่เทียนซิงจื่อกลับผสานเข้ากับธรรมชาติรอบกายอย่างลงตัวโดยสิ้นเชิงกลายเป็นส่วนหนึ่งของฟ้าดิน ประสานกับสายลมที่พัดไหวผสานกันกลายเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่งรอบกาย
ฟ้าดินคือข้า ตัวข้าก็คือฟ้าดิน
จู่ๆ ความรู้สึกนี้พลันมลายไปหลินโม่หันมองเทียนซิงจื่ออีกครา เขายังคงยืนอยู่บนยอดตำหนักสายลมบางเบายังคงพัดผ่านชุดคลุมทว่าความรู้สึกกลับแตกต่างกับเมื่อครู่ไปโดยสิ้นเชิงเทียนซิงจื่อยังเป็นเทียนซิงจื่อ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆยังคงเป็นชายชราธรรมดาผู้อ่อนโยนคนนั้น
“เจ้ามาแล้ว” เทียนซิงจื่อก้มมองหลินโม่ เผยยิ้มบางเบาแล้วเอ่ยขึ้น
“ท่านเจ้าสาขา!” หลินโม่คำนับทักทายด้วยความเคารพ พลันรู้สึกทึ่งขึ้นในใจอย่างอดไม่ได้ราวกับเทียนซิงจื่อรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องมาอย่างไรอย่างนั้น
“ขึ้นมาเถิด” เทียนซิงจื่อกวักมือเรียก
หลินโม่ทะยานขึ้นมายังด้านบนตำหนักหลักแล้วเดินไปข้างกายของเทียนซิงจื่อ
“เจ้าคือศิษย์หนึ่งเดียวผู้บรรลุ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ ในรอบห้าร้อยปีของสาขาเทียนซิงของเรา”เทียนซิงจื่อมองหลินโม่พลางเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “และเป็นคนที่สามในประวัติศาสตร์ของนิกายเทียนซิง”
หลินโม่หันมองเทียนซิงจื่อด้วยแววตาเต็มไปด้วยความฉงนใจ
เรื่องการบรรลุร่างนริศเก้าสวรรค์และศาสตร์ดารานี้หลินโม่ยังไม่เคยบอกผู้ใดสักคนคาดไม่ถึงว่าเพียงปราดเดียวเทียนซิงจื่อก็มองออกและสิ่งที่ทำให้หลินโม่ตะลึงมากที่สุดก็คือในประวัติศาสตร์ของนิกายเทียนซิงแท้จริงแล้วมีเพียงสามคนเท่านั้นที่บรรลุ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’และ ‘ศาสตร์ดารา’ ได้ในเวลาเดียวกัน
เดิมทีในสายตาของหลินโม่แม้ว่าความยากในการฝึก ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’และ ‘ศาสตร์ดารา’ นั้นจะสูงมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ใดบรรลุได้ อย่างไรเสียในหลายปีที่แล้วมานิกายเทียนซิงก็เป็นนิกายชั้นนำแห่งดินแดนใต้ ทว่าหลังจากเกิดภัยพิบัติล้างโลกสำนักเทียนซิงในยามแรกนั้นตั้งอยู่ภายในอาณาบริเวณถึงหมื่นลี้และมีอิทธิพลสูงสุดอีกด้วยผ่านมาตั้งหลายปีเพียงนี้ไม่รู้ว่ามีศิษย์อื่นอีกเท่าใด แต่ต่อให้ศิษย์ที่บรรลุวรยุทธ์ทั้งสองจะมีไม่มากทว่าก็ควรจะมีบ้างสักเล็กน้อยสิถึงจะถูก
หลินโม่คาดเดาไว้ในใจทั้งสองวรยุทธ์นี้คงไม่ได้มีความลับอื่นใดอีกใช่ไหม?
ครั้นเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยส่งมาราวกับว่าเทียนซิงจื่อมองความคิดของเขาออกจึงค่อยๆ เอ่ยต่อ “ประมุขรุ่นที่หนึ่งแห่งนิกายเทียนซิงได้เรียนรู้สังเกตความเป็นไปของจักรวาลโดยใช้ดวงดาวมากมายเป็นพื้นฐานและสร้างขึ้นเป็น ‘ศาสตร์ดารา’ ทว่า ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ นั้นว่ากันว่าเกิดจากการเรียนรู้และสังเกตสิ่งมีชีวิตโบราณด้วยเหตุนี้จึงสร้างวรยุทธ์ออกมาได้ หากแต่หลังจากสร้างวรยุทธ์ทั้งสองขึ้นมานอกเหนือจากประมุขรุ่นที่หนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่สามารถบรรลุได้ในเวลาเดียวกันแล้วผู้อื่นในประวัติศาสตร์แห่งนิกายเทียนซิงก็บรรลุได้เพียงหนึ่งในสองวรยุทธ์นี้เท่านั้น”
เมื่อฟังถึงตรงนี้จิตใจของหลินโม่ก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง
การสังเกตความเป็นไปของจักรวาลได้สร้าง‘ศาสตร์ดารา’ ขึ้น...
ผู้ที่สามารถสร้างวรยุทธ์ขึ้นมาได้ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนที่มีการบำเพ็ญอันน่าทึ่งหลินโม่ยากที่จะจินตนาการได้ว่า การบำเพ็ญของประมุขรุ่นที่หนึ่งแห่งนิกายเทียนซิงนั้นบรรลุไปถึงระดับใดแล้วอีกทั้งตัวหลินโม่เองก็เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของ ‘ศาสตร์ดารา’ แล้วเช่นกัน
การดูดซับพลังแห่งฟ้าดินนั้นเสริมพลังได้มากกว่าวรยุทธ์เสริมใดๆ
สิ่งสำคัญคือ ‘ศาสตร์ดารา’ มีดวงดาวโคจรมากกว่าหมื่นดวง ในการสาธยายวรยุทธ์ บอกเอาไว้ว่าดวงดาวนั้นเยอะจนไม่มีที่สิ้นสุดซึ่งกล่าวได้เช่นกันว่า ‘ศาสตร์ดารา’ จะสามารถเลื่อนระดับขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัดซึ่งพลังในการดูดกลืนก็จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนดวงดาวนั่นเอง
สำหรับ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ หลินโม่เองก็สัมผัสมาอย่างลึกซึ้งแล้ว หลังจากริเริ่มวรยุทธ์นี้ พลังกายของร่างเขานั้นก็พุ่งทะลุไปในระดับที่น่าตกใจเกือบเทียบเท่ากับอสูรระดับต่ำไปแล้วอีกทั้งวรยุทธ์นี้ยังคุณสมบัติพิเศษในการทำลายพลังเจินหยวนสำหรับด้านการต่อสู้ของผู้ฝึกตนการมีวรยุทธ์นี้ถือว่าได้เปรียบเหนือกว่าเป็นที่สุด
“เดิมทีข้าคิดว่าจะไม่มีผู้สามารถบรรลุวรยุทธ์ทั้งสองในเวลาเดียวกันได้อีกแล้วทว่าท้ายที่สุดหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติล้างโลกประมุขรุ่นที่หนึ่งผู้สร้างนิกายเทียนซิงกลับบรรลุวรยุทธ์ทั้งสองนี้ได้ภายในเวลาเดียวกัน”
เทียนซิงจื่อเอ่ยขึ้นช้าๆ “ยามนั้นสำนักเทียนซิงเพิ่งก่อตั้งขึ้นเมืองหลินโจวนั้นยังอยู่ในสภาพภายในปั่นป่วน ภายนอกถูกรุกรานมีความขัดแย้งทางอิทธิพลภายในมากมายและภายนอกก็เต็มไปด้วยเหล่าอสูรแห่งเทือกเขาซวนโยวที่คอยจ้องจะเขมือบต่อมาจึงถูกคลื่นขบวนทัพอสูรมหาศาลบุกโจมตีเมืองหลินโจวและสำนักเทียนซิงที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นนั้นถูกทำลายแทบสิ้นเจ้าสาขารุ่นแรกจึงก้าวเข้าสู่คลื่นขบวนทัพอสูรกระบี่หนึ่งเชือดเฉือนหัวของอสูรยักษ์สีครามตัวแรกที่อยู่ใต้อาณัติของราชันย์อสูรซวนโยวในยามนั้นลงในที่สุดจึงรักษาเมืองและสำนักเทียนซิงเอาไว้ได้”
บุกเข้ากองทัพอสูรด้วยตัวคนเดียว หนึ่งกระบี่เฉือนฟันลงหัวอสูรยักษ์...
หลินโม่สูดหายใจลึกเข้าปอดแม้จะฟังเพียงคำบรรยายจากปากของเทียนซิงจื่อไม่ได้เห็นกับตาตัวเองทว่ากลับรู้สึกได้ว่าพลังของเจ้าสาขารุ่นที่หนึ่งนั้นน่าเกรงขามถึงเพียงใด
นั่นเป็นถึงกองกำลังกระบวนทัพอสูรเชียวนะจำนวนของอสูรอย่างน้อยต้องมีไม่น้อยกว่าล้านตนเป็นแน่ถึงได้เรียกว่าคลื่นขบวนทัพอสูรต่อให้เป็นคลื่นขบวนทัพอสูรที่รวมตัวกันจากอสูรระดับต่ำนั้นก็สามารถทำลายล้างเมืองหลินโจวลงได้ภายในพริบตา
“หลังจากผ่านคลื่นขบวนทัพอสูรแล้วเจ้าสาขารุ่นที่หนึ่งก็เร้นจากเมืองหลินโจวไปและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาต่อมา”ครั้นเทียนซิงจื่อเอ่ยถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ทว่าเจ้าสาขารุ่นที่หนึ่งกลับทิ้งของบางสิ่งเอาไว้พร้อมทั้งฝากฝังและสืบทอดถ้อยคำบางอย่างแก่เจ้าสาขาในอดีตไว้ว่า หากในภายภาคหน้ามีศิษย์ที่สามารถบรรลุวรยุทธ์ทั้งสองได้ในเวลาเดียวกันจึงจะสามารถนำสิ่งที่เจ้าสาขารุ่นแรกทิ้งเอาไว้ออกไปได้”
“หรือว่าของที่ประมุขรุ่นที่หนึ่งทิ้งเอาไว้จะมีความเกี่ยวข้องกับ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ ทั้งสองวรยุทธ์นี้กัน?”หลินโม่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“คงเป็นเช่นนั้นซึ่งแท้จริงแล้วของนั้นคืออะไร ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”
เทียนซิงจื่อพยักหน้าพลางเอ่ย “วรยุทธ์ย่อยของนิกายเทียนซิงมีทั้งหมดสามส่วนแบ่งเป็น ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ทั้งสามส่วนนี้ล้วนเป็นวรยุทธ์อันมหัศจรรย์ที่แฝงไว้ด้วยความลับมากมายสุดพรรณนา‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ มีเพียงประมุขแห่งนิกายเทียนซิงและเจ้าสาขาของสาขาเทียนซิงในอดีตกาลเท่านั้นที่ฝึกได้ข้าก็ฝึกวรยุทธ์นี้มากว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ทว่าตลอดมาข้าก็ยังมิอาจเข้าใจหลักหัวใจสำคัญของมันได้บางทีคงเป็นเพราะนิสัยขี้เบื่อของข้าเองล่ะ”
หลินโม่จ้องเทียนซิงจื่อด้วยความสงสัยเจ็ดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเชี่ยวชาญเพียงแค่ ‘ศาสตร์วิชาโหรดารานิจนิรันดร์’ เท่านั้นเพียงจิตใจอันแน่วแน่นี้ก็ทำให้คนต่างตกตะลึงไปมากแล้ว และยังได้รู้ว่าวรยุทธ์นี้ช่างแปลกประหลาดเกินกว่าใครไม่เพียงจะมิอาจเสริมการบำเพ็ญได้ หากแต่ยังทำลายการบำเพ็ญให้ถดถอยลงอีกด้วย
หากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นต้องมาทนเห็นการบำเพ็ญของตนถดถอยลงทีละขั้นเกรงว่าคงจะถอดใจไปตั้งแต่แรกแล้ว จะให้ฝึกต่อไปได้อย่างไรกันล่ะ
“วันนี้เจ้าทำการประเมินเข้าสาขาเสียเถิด” จู่ๆเทียนซิงจื่อก็เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
“วันนี้?” หลินโม่แปลกใจเกินคาด
“อืมจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วยามจากนี้”
เทียนซิงจื่อพยักหน้าพลางเอ่ยต่อ “การประเมินขั้นที่สามของนิกายเทียนซิงนั้นเป้าหมายหลักของการประเมินขั้นแรกมีไว้สำหรับศิษย์ธรรมดาการประเมินขั้นที่สองมีไว้สำหรับศิษย์หลักของสาขาและการประเมินขั้นที่สามนั้นทำการเปิดประเมินน้อยครั้งซึ่งมีเพียงผู้ที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขได้เท่านั้นถึงจะสามารถเปิดทำการประเมินขั้นที่สามได้และตัวเจ้าก็ได้บรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ แล้วเช่นนั้นการประเมินสองขั้นแรกก็ไม่จำเป็นอีกต่อไปข้าจะเป็นผู้เปิดทำการการประเมินขั้นที่สามให้เจ้าเอง”
“ให้ข้าทำการประเมินเข้าสาขาขั้นที่สามเลยเนี่ยน่ะหรือ?”หลินโม่ตกตะลึงยิ่งขึ้น
“ไม่ผิด”
เทียนซิงจื่อฉีกยิ้มพลางพยักหน้า “ศิษย์ผู้บรรลุ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ต้องประเมินเข้าสาขาด้วยขั้นที่สามโดยตรงนี่คือคำประกาศิตที่เจ้าสำนักเทียนซิงรุ่นที่หนึ่งทิ้งไว้ซึ่งเป็นเรื่องที่กำชับสั่งการเอาไว้โดยเฉพาะอย่างไรล่ะ”
“ท่านเจ้าสาขาความหมายของท่านคือ สิ่งที่เจ้าสาขาเทียนซิงรุ่นที่หนึ่งทิ้งเอาไว้นั้นอยู่ภายในการประเมินขั้นที่สามนี้อย่างนั้นหรือ?”หลินโม่ตอบกลับในทันที
เทียนซิงจื่อยกยิ้มแทนคำตอบนี่ทำให้หลินโม่มั่นใจในการคาดเดายิ่งขึ้น
การประเมินขั้นที่สามหลินโม่เคยได้ยินจินเฉียนหยินบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วเรียบร้อยการประเมินขั้นที่หนึ่งในช่วงแรกมีไว้ใช้เพื่อประกาศรับศิษย์ธรรมดาของนิกายเทียนซิงเท่านั้นทว่าเมื่ออยู่ในยุคสมัยนี้ผู้ฝึกตนที่สามารถผ่านการประเมินขั้นที่หนึ่งไปได้นั้นภายในสำนักเทียนซิงกลับมีเพียงแค่หยิบมือ
แต่การประเมินขั้นที่สองมีไว้ให้กับศิษย์หลักซึ่งแน่นอนว่าความยากนั้นจะเหนือชั้นกว่าขั้นแรกเป็นอย่างมากหากความยากเพิ่มขึ้นตามระดับขั้นล่ะก็จะสามารถผ่านการประเมินขั้นที่สามไปได้หรือไม่นั้น หลินโม่ไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด
ทว่าหลินโม่ยังอยากจะลองก่อนสักครั้งเขาประหลาดใจมาก เจ้าสำนักเทียนซิงรุ่นที่หนึ่งทิ้งอันใดเอาไว้กันแน่อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกับ ‘ร่างนริศเก้าสวรรค์’ และ ‘ศาสตร์ดารา’ ทั้งสองวรยุทธ์นี้อีกด้วย