ท้องอิ่ม เสื้อที่ตากไว้ก็แห้งไม่สนิทนัก ใส่ไปสักพักก็คงแห้งไปเอง นางสวมเสื้อเสร็จ เตรียมเดินทางต่อ เก็บผลไม้ไว้กินระหว่างทาง วักน้ำในลำธารมาดื่มอึกหนึ่ง ร่างน้อยก็ทะยานขึ้นไปบนอากาศสูงกว่ายอดไม้ กำหนดทิศทางดีแล้ว จึงมุ่งตรงไปข้างหน้า นางมุ่งลงใต้ ไม่หยุด ระหว่างทางพบเห็นสัตว์ป่าน้อยใหญ่ พอให้หยุดมองสำราญใจได้บ้าง อย่างน้อยก็มีสิ่งมีชีวิต ให้สบายใจ
จนพระอาทิตย์เจิดจ้าจนแสบตา ร่างน้อยจึงเหาะทะยานลงพื้นเบื้องล่าง
"โง่จริง" ร่างสูงโปร่งยืนกอดอกกลางอากาศ นั่นเป็เขตอสูร
วรกานต์เหยียบเท้าแตะพื้น สิ่งแวดล้อมเหล่านี้แปลกตาออกไป ป่าดูเสื่อมโทรม และเงียบเหงา
นางหาที่เหมาะๆ นั่งกินผลไม้ที่ติดตัวมาด้วย นึกได้ว่าก่อนจะเหาะลงมานางมองเห็นธารน้ำเล็กๆอยู่ จึงลุกขึ้นลองเดินค้นหา "กี้ดๆ " เสียงประหลาด
"เฮือก!" ตัวประหลาดกระโจนเข้าหาเธอ อยางไม่ทันตั้งตัว วรกานต์ผงะ ถอยหลัง "กรี๊ด" หลับตาปี๋
"ฉึบ!" แสงวาบผ่าร่างบิดเบี้ยวน่าเกลียดน่ากลัว ออกเป็สองซีก นำ้สีแดงพุ่งออกจากลอยแยก สลายไปชั่วพริบตา
"...." วรกานต์ลืมตาขึ้น เกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้ ตัวประหลาดนั่นไปไหนแล้ว หญิงสาวหวาดกลัว ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีเทา มืดเร็วเกินไป ม้วนสีดำขยายวงกว้างขึ้น มีแสงฟ้าแลบแปลบปลาบ
“กี้! กี้ดๆ” เหล่าอสูร เริ่มปรากฏกายขึ้นจำนวนมาก แต่ละตัวล้วนจับจ้องไปที่ร่างหญิงสาว วรกานต์ บินขึ้นกลางอากาศ เพื่อจะหนีพวกมัน แต่เมื่อบินสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าร่างของนางก็ปะทะกับตาข่ายอาคม ไม่อาจพุ่งทะลุออกไปได้ อสูรตัวหนึ่งพุ่งทะยานเข้าหานาง นาคน้อยเหินหลบ มันแยกเขี้ยวคำราม นางทำได้เพียงบินหลบหนี อสูรอีกหลายตัวพุ่งเข้าหานางโจมตี ไม่ให้หญิงสาวหนีรอด วรกานต์ตาโต หน้าซีดเผือด เห็นอสูรอ้าปากแยกเขี้ยวยาวโง้ง แหลมคม นางจะตกเป็อาหารของพวกมัน
“ตูม!” เสียงดังกึกก้อง แสงสีขาววาบตัดคออสูรขาดกระเด็น น้ำสีแดงสาดกระจาย ร่างอสูรสลายไปทันที วารกานต์เงยหน้ามองร่างสูงโปร่งที่ลอยลงมาจากฝากฟ้าตื่นตลึง ใบหน้าสง่างาม ดวงเนตรสีเทาลึกล้ำ เข้ามาใกล้ “อะ..”
“พรึ่บ!” นิ้วเรียวยาวตวัดเอวคอดกิ่วเข้าสู้อ้อมแขน พาเหาะทะยานขึ้นไปบนฟ้า ดาบยาวฟาดตัดม่านตาข่ายอาคมถูกทำลาย พลันเมฆหมอกสีดำเมื่อครู่ก็สลาย แสงสว่างสีทองอร่ามของพระอาทิตย์สาดเข้าั์ตา วรกานต์กะพริบตาเงยขึ้นมองคนที่กอดเธอแน่น พุ่งทะยานออกจากบริเวณนั้นห่างออกไปจนพ้นเขตอสูร
ร่างสูงโปร่งหยุดลงที่แท่นหินขนาดใหญ่กลางหุบเขา ที่มีไอหมอกสีขาวปกคลุม คลายอ้อมแขนลง ปล่อยร่างหญิงสาว
เมื่อเท้าน้อยๆ ของวรกานต์แตะถึงพื้น “ขอบคุณท่านเทพ” ปากน้อยสีชมพูขยับ ช้อนตากลมโตมองคนตัวสูงที่ยืนอย่างมั่นคง รู้สึกประหม่ากับความใกล้ชิดเมื่อสักครู่ กลิ่นไม้หอมเย็นจากร่างกายสูงโปร่งยังติดจมูก รวมถึงความอบอุ่นจากร่างกายที่แข็งแกร่ง แก้มขาวลออพลันเรื่อขึ้น
“…..” วรกานต์กะพริบตามองสบั์ตาสีเทาลึกล้ำ ที่จ้องลงมาดูสงบนิ่งราวแผ่นน้ำ เขาสูงกว่าราว่หนึ่งศีรษะสาวน้อยกัดริมฝีปาก ถอยออกไปด้านข้าง ใบหน้าสง่างามละจากหญิงสาวหลับตาลง ใช้จิตว่างสำรวจ รอบๆ ป่าอันสงบเงียบ ไร้วี่แววของอสูร
“ปลอดภัยแล้ว อสูรพวกนั้นไม่ได้ตามมา” เสียงกังวานกล่าวขึ้นในที่สุด
“อย่างนั้นข้าขอลาท่านเทพผู้มีพระคุณ หากพบกันอีกข้าต้องตอบแทนคืนท่านแน่” พอพูดจบเธอก็จะบินเหาะจากไป
ศาสวัต คว้าข้อมือเล็กบอบบางของนางเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “เ้าต้องไปกับข้า”
“ห๋า?” วรกานต์ขมวดคิ้วบาง หน้าตื่น เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นที่หน้าผากมน
ศาสวัต สูดลมหายใจเข้าลึกๆ จ้องหน้านวลเล็กจ้อยที่เริ่มขาวซีด “ข้าคือผู้คุมกฎ” กล่าวตอบเสียงเย็น
วรกานต์สะบัดมือของเขาออก เผยสีหน้าใสุดขีด ร่างบอบบางผงะแทบจะหงายหลัง เขาคือเทพผู้คุมกฎ ก็หมายความว่าเขากำลังตามจับตัวนางไปลงโทษน่ะสิ “หว๋า!” นางผวา เพ่งพิศใบหน้าสง่างาม เขาอาจไม่รู้ก็ได้
“ฮ่าๆ ท่านล้อเล่นใช่ไหม บังเอิญจังนะ” หญิงสาวหัวเราะกลบเกลื่อน ขยับถอยห่างทีละก้าว
“หึ” ศาสวัตกอดอกสายตาคมกริบดุจเหยี่ยวตวัดจ้องใบหน้าน้อย ราวกับกำลังจะตะครุบเหยื่อ ย่างสามขุมเข้ามาใกล้
วรกานต์ไม่คิดอะไรแล้ว นางทิ้งตัวลงจากโขดหินอย่างคนไร้น้ำหนัก แล้วพลิกตัวพุ่งออกจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วด้วยอานุภาพของรองเท้ากินรี นางน่าจะหนีพ้น… “…”
“ควับ” เรียวนิ้วแข็งแกร่งตวัดแส้จากฝ่ามือไปที่เอวคอดกิ่ว
“ว๊าย! ปล่อยข้า” เสียงเล็กกังวานใส ร้องลั่นเมื่อร่างถูกแรงดึงเหินกลับ นางพยายามใช้เวทมนตร์แกะแส้ออกแต่ไม่เป็ผล ความรู้ในเื่เวทมนตร์ของนางเล็กน้อยเท่าขี้มด ฮือๆ น่าเจ็บใจนัก นางกัดฟัน ร่างร่วงตุ้บลงที่พื้นแทบเท้าร่างสูงโปร่ง แหงนหน้าขึ้นมองใบหน้าสง่างามอย่างคนสิ้นหวัง
ร่างสูงโปร่งย่อตัวลงมา “หึ นอกจากรองเท้าวิเศษคู่นี้แล้ว เ้ามีดีอะไรบ้าง” เสียงไร้น้ำใจเอ่ยอย่างราบเรียบ
สาวน้อยหดเท้าซ่อนจากสายตาคม รองเท้ากินรีตอนนี้มีรูปลักษณ์เป็เพียงรองเท้าหุ้มข้อสีขาวสะอาดคู่หนึ่งเท่านั้น เขาดูออกได้อย่างไรว่ามันคือรองเท้ากินรี
นิ้วเรียวยาวตวัดวาดผ่านข้อเท้าของนาง เปลี่ยนจากรองเท้ากินรีสีขาวสะอาดกลับกลายเป็รองเท้าหุ้มข้อสีดำธรรมดา แสงสีเงินยวงลอยเข้าหาฝ่ามือของเขา และดับวูบลงในกำมือ
“รองเท้านั่น ของข้า..” วรกานต์ประท้วง
“เ้าไม่จำเป็ต้องใช้มันแล้ว” ใบหน้าสง่างามเชิดขึ้น ลุกยืนเต็มความสูง ร่างบางเม้มริมฝีปาก พยุงตัวลุกขึ้นบ้าง คราวนี้ใบหน้าเล็กจ้อยงอง้ำไม่สบอารมณ์
“แล้วข้าจะเดินไปยังไง ในเมื่อ…” นางยังพูดไม่ทันจบ ร่างสูงโปร่งก็เข้ามาใกล้ วงแขนของเขาสอดรอบเอวอ้อนแอ้นของนางไว้ ยกเข้ามาแนบชิดลำตัว พานางเหาะไปในอากาศ
วรกานต์จำต้องกอดอีกฝ่ายไว้แน่น กลิ่นไม้หอมเย็นอบอวน ในใจพลันอบอุ่นแผ่ซ่าน นางสงบปากสงบคำอย่างยอมจำนน เขาพานางออกจากโขดหินสูง เหาะทยานออกจากป่า จวบจนเวลาพระอาทิตย์ตกดิน จึงเหาะลงสู่พื้น วางร่างบอบบางลงแ่เบา
*ไม้หอม (ไม้กฤษณา)