ผมเป็นสมาชิกเว็บเทพบรรพกาล

    EP-62 แข็งแกร่งขึ้น

    เนื่องจากในหนังสือชีวิตต้นไม้ดึกดำบรรพ์มีคำกล่าวอธิบายว่า บางเผ่าพันธุ์ที่อยู่มาช้านานอาจมีความสามารถในการแปลงกาย ยากที่จะแยกแยะว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด มองด้วยตาเปล่าแทบไม่อาจหาจุดแตกต่างของเผ่าพันธุ์เจอ นอกจากจะใช้วิธีพิเศษในการพิสูจน์

    หลินอู๋เฉินกดค้นหากระทู้เกี่ยวกับการมอง หรือก็คือทักษะเนตร

    ไม่นานเขาก็พบกระทู้ซื้อขาย

    'ทักษะเนตรสีเพลิงระดับสูง ราคา 1 ล้านเหรียญ ควบคุมเพลิงด้วยการมอง แต่ไม่สามารถสร้างเพลิงจากความว่างเปล่า'

    'ทักษะเนตรพฤกษาก่อเกิดระดับสูง ราคา 1 ล้านเหรียญ ควบคุมต้นไม้ให้เจริญเติบโตด้วยการมอง'

    'ทักษะเนตรดาราสวรรค์ระดับต่ำ ราคา 1 ล้านเหรียญ ควบคุมแรงโน้มถ่วงรอบกาย'

    'ทักษะเนตรหมื่นอาณาจักรระดับสูง ราคา 10 ล้านเหรียญ ควบคุมแรงโน้มถ่วงด้วยการจ้องมอง'

    ทักษะเนตรล้านวิถีระดับสูง ราคา 10 ล้านเหรียญ เลียนแบบกระบวนท่าทุกอย่างได้ด้วยการมอง'

    'ทักษะเนตรอัตตาระดับสูง ราคา 10 ล้านเหรียญ มองเห็นแก่นแท้ของสรรพชีวิต'

    'ทักษะเนตรสวรรค์ลงทัณฑ์ระดับต่ำ ราคา 10 ล้านเหรียญ ควบคุมสายฟ้าด้วยการมอง แต่ไม่สามารถสร้างสายฟ้าได้'

    'ทักษะเนตรเนรมิตระดับต่ำ ราคา 10 ล้านเหรียญ สร้างสิ่งที่เห็นด้วยการมองหรือสัมผัสให้เป็นจริง'

    ทักษะเนตร....ฯลฯ

    หลินอู๋เฉินอ่านจนตาลาย

    ทักษะเกี่ยวกับดวงตาทุกอย่างมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ราคาแพงสุดพอๆ กับเทคนิคบ่มเพาะเซียนเทียนของเขา

    ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็กดซื้อไปสองทักษะที่คิดว่าจะมีประโยชน์

    ทางเว็บบอกว่าจะใช้เวลาราว 1 นาทีในการจัดส่ง

    หลินอู๋เฉินบิดกายลุกขึ้นยืน เดินไปรอรับพัสดุหน้าบ้าน

    ไม่นานจึงกลับเข้ามาที่สระน้ำ พร้อมกับกล่องสีดำทะมึนที่ลอยตามหลัง

    หลินอู๋เฉินหยดเลือดลงไปยังตำรากาย 'เพลิงดับสูญ 'ทักษะเนตรอัตตา'ทักษะเนตรหมื่นอาณาจักร' ความรู้มหาศาลเข้าสู่สมองอีกครั้ง คราวนี้เขาค่อนข้างใช้เวลานานในการย่อยข้อมูล เมื่อลืมตาขึ้นมาดวงตาคู่นั้นมีความลึกล้ำสุดประมาณ

    ระดับการบ่มเพาะยังเท่าเดิม แต่เขาดูต่างไปจากเดิมเยอะมาก

    หลินอู๋เฉินใช้'เนตรอัตตา'มองดูผืนน้ำในสระ มันค่อนข้างไร้สีสัน พลังวิญญาณน้อยนิด หันศีรษะไปทางทะเลกว้างใหญ่ ค่อยพบว่าพลังวิญญาณที่นั่นหนานแน่นกว่า หันศีรษะไปบนท้องฟ้าพบกับพลังวิญญาณค่อนข้างเบาบาง พัดผ่านไปเหมือนก้อนเมฆลอยตามลม

    ก้มศีรษะลงมองนิ้วมือและตันเถียนตัวเอง เห็นแสงระยิบระยับที่อยู่ในนั้น โดยเฉพาะตันเถียน มองเห็นเป็นทะเลขนาดเล็กที่สงบนิ่งไร้การเคลื่อนไหว

    หลินอู๋เฉินหลับตาลง ปิดการใช้งาน'เนตรอัตตา'

    “การใช้ทักษะนี้ค่อนข้างเปลืองพลังวิญญาณ โดยเฉพาะเวลาที่เพ่งมองนานๆ เอาเรื่องเลยแฮะ”

    เขานวดขมับตัวเอง แล้วหันมาใช้อีกทักษะที่เพิ่งซื้อ

    'เนตรหมื่นอาณาจักร'

    พลังวิญญาณถูกกระตุ้นเข้าไปอยู่ในกระจกตา เขาจ้องมองเก้าอี้ตัวสีขาวที่อยู่อีกฝั่งของสระน้ำ ทันใดนั้นเก้าอี้พลันแหลกละเอียด กลายเป็นผงด้วยการจ้องมอง

    หลินอู๋เฉินปิดตาลง มุมปากปรากฎรอยยิ้มพึงพอใจ

    “ไม่เลว ในฐานะเทพ การจัดการ'มด'ด้วยการมองคือดีที่สุด”

    ในมุมมองของเทพจอมปลอม หลินอู๋เฉินในฐานะสูงส่งไม่ควรลงไปยุ่งกับ'มด'ด้วยการสัมผัสตัว นอกจากใช้พลังจัดการด้วยระยะไกล ให้อีกฝ่ายตายกลายเป็นเถ้าธุลี

    ถัดมาเขามีใบหน้าเคร่งขรึม พลันหลับตาลงตันเถียนที่อยู่ในท้องน้อยถูกโคจรด้วยตำรายกาย'เพลิงดับสูญ'

    พริบตานั้นร่างของหลินอู๋เฉินมีประกายไฟแผ่พุ่งออกมา

    ประกายไฟสายนี้เหมือนกับดอกไม้ไฟ ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนกับมนุษย์เพลิง มันค่อนข้างเล็กจนดูเหมือนร่างกายเขาเปล่งแสงสีส้มจากๆ ออกมาเท่านั้น

    พลังวิญญาณในตันเถียนเริ่มถูกเผาผลาญ ทำให้ร่างกายของเขามีแสงสีส้มส่องสว่าง ดูไปก็คล้ายกับมนุษย์หลอดไฟ แผ่พุ่งความร้อนออกจากร่างทุกรูขุมขน เสื้อผ้าบนร่างกายของเขาไหม้เกียม เนื้อตัวล่อนจ้อนและเก้าอี้ที่นั่งอยู่ก็ถูกทำลายลง

    เมื่อไม่มีเก้าอี้หลินอู๋เฉินก็กลิ้งลงไปที่พื้น ในสภาพนอนแผ่หลา

    เขามองร่างกายตัวเองที่ไฟค่อยๆ ดับลง พึมพำกับตัวเองว่า “บ้าจริง เสื้อผ้าธรรมดาไม่สามารถทนความร้อนได้ สงสัยเวลาใช้ทักษะเพลิงดับสูญ คงต้องใช้ชุดที่ซื้อจากเว็บเป็นการเฉพาะ”

    นอกจากอาวุธ เม็ดยาวิเศษแล้ว ยังมีเสื้อผ้าวิเศษไม่ก็ชุดเกราะ แต่ราคาของมันค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับเสื้อผ้าแบรนด์ดังบนโลกมนุษย์

    หลินอู๋เฉินยันกายนั่งลงบนพื้น ทันใดนั้นร่างของเขาก็กลับมาติดไฟอีกครั้ง ไม่นานไฟจึงมอดลง พร้อมกับมุมปากที่ขดเป็นริ้ว

    “นอกจากทะเลวิญาณยังเล็กแล้ว เพลิงยังไม่บริสุทธิ์จึงไม่สามารถสร้างเพลิงทั่วร่างกายได้อย่างคำอธิบาย จำเป็นต้องซื้อหินเพลิงเพื่อมาขัดเกลาเพลิงดับสูญสินะ”

    ด้วยความที่ทักษะถูกสลักไว้ในใจ หลินอู๋เฉินจึงมองเห็นปัญหาได้ไม่ยาก

    เขาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แต่ต้องคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

    “เดี๋ยวนะ...โทรศัพท์เองก็ไหม้พร้อมกับเสื้อผ้าไปแล้วเหรอ เหลือแต่ถุงต่างมิติที่พอทนความร้อนได้...” หลินอู๋เฉินอยากจะร้องไห้ คราวนี้เขารู้สึกว่าเสื้อผ้าวิเศษสำหรับทนต่อเพลิงดับสูญนั้นมีความสำคัญยิ่งยวด

    เขาลุกขึ้นยืนเพราะไม่มีกระจิตกระใจมาฝึกต่อ ไม่สิความจริงต้องใช้หินเพลิงมาขัดเกลา แต่เมื่อไม่มีโทรศัพท์จึงสั่งซื้อไม่ได้

    เดินเข้ามาในบ้านหยิบโทรศัพท์ติดกับผนังขึ้นมา กดไปยังหมายเลขของสำนักงาน ดูแลบ้านพักบริเวณทะเลสาบหงถิง

    ไม่นานปลายสายก็กดรับ เป็นเสียงผู้หญิงมีมารยาท

    “สวัสดีค่ะ ฉันเส้าฉีไม่ทราบว่ามีอะไรให้รับใช้คะ”

    เนื่องจากหมายเลขเครื่องโทรศัพท์เชื่อมต่อกับสำนักงานโดยตรง เธอจึงรู้ว่าคนที่โทรมาพักในบ้านหลังใหญ่ที่มีเพียงหลังเดียวในหงถิง คนที่รับสายเลยพลอยตื่นเต้นพิเศษ

    “บอกให้ผู้จัดการไป๋มาหาฉันที่บ้านเร็วที่สุด อ้อ...บอกให้เธอหยิบเสื้อผ้ามาด้วยหนึ่งชุด เป็นชุดผู้ชายนะ”

    “เอ่อ...ทราบแล้วค่ะ จะรีบบอกผู้จัดการไป๋เดี๋ยวนี้” โทรศัพท์ถูกวางสาย เส้าฉีก่อนหน้านี้ดูร่าเริงพลันห่อเหี่ยว

    “เกิดอะไรขึ้น ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ” เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ ถาม

    เส้าฉีถอนหายใจ “จะอะไรซะอีก เมื่อกี้คนที่บ้านหลังใหญ่ราคา 50 ล้านหยวนโทรมาน่ะสิ”

    “อะไรนะ เธอพูดจริงเหรอ!”

    “ฉันจะโกหกเธอไปทำไม”

    “เส้าฉี แล้วเขาว่ายังไงต่อ หรือว่าต้องการให้เธอไปหาที่นั่น...นี่ๆ ขอฉันตามไปด้วยคนสิ”

    มีใครบ้างไม่อยากไปที่บ้านหลังใหญ่ที่สุด คนร่ำรวยมากด้วยอำนาจ มีครบทุกอย่างอยู่บนกองเงินกองทอง ถ้าหากได้เป็นแฟนแล้วเสวยสุขที่นั่น ก็คงเหมือนขึ้นสวรรค์ด้วยการก้าวขาเพียงก้าวเดียว

    “ไม่ได้”

    “ทำไมถึงไม่ได้ หรือเธอกลัวว่าฉันจะแย่งเจ้าของบ้านไปจากเธอ?”

    “ไม่ใช่อย่างนั้น เขาไม่ได้บอกให้ฉันไปหาที่บ้านแต่ฝากให้บอกผู้จัดการไป๋ต่างหากล่ะ”

    “ผู้จัดการไป๋...ไป๋จิงถิงคนนั้นน่ะเหรอ เห็นว่าตอนนี้เธอเข้าไปอยู่ในบ้านราคา 20 ล้านหยวนด้วยนี่นา ทำได้ยังไงกันนะ”

    “ก็คงเอาตัวเข้าแลกนั่นแหละ เดี๋ยวฉันไปบอกเธอก่อนนะ” เส้าฉีลุกขึ้นยืนหน้ามุ่ย กระทืบเท้าด้วยความไม่พอใจไปหาผู้จัดการไป๋

    ทันทีที่ไป๋จิงถิงรู้ก็รีบหยิบกระเป๋าขึ้นมา แล้วเปิดประตูสำนักงานเดินออกไป

    เธอซื้อเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายที่คิดว่าดีที่สุดเท่าที่พอจะซื้อได้ จากนั้นขับรถไปหาหลินอู๋เฉิน

    เมื่อรถขับเข้ามาจอดหล่อนก็รีบเปิดประตู คว้ำถุงกระดาษที่ใส่เสื้อผ้าผู้ชายเข้าไปในบ้าน

    กล่าวสำหรับเธอแล้วเวลานี้มุ่งมั่นกว่าดูแลแม่หรือพ่อที่บ้านเสียอีก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ใครใช้ให้เขาเป็นคนร่ำรวยกันล่ะ

    “คุณหลิน มาแล้วค่ะ...”

    ไป๋จิงถิงเปิดประตูเข้ามาในบ้าน ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเบิกโพลงเมื่อเห็นร่างเปลือยเปล่าของเขา

    “มาแล้วเหรอ”

    หลินอู๋เฉินนั่งอยู่บนเก้าอี้ เปิดทีวีดูช่องไร้สาระระหว่างรอเสื้อผ้า พอเห็นเธอเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหาทั้งอย่างนั้น

    อวัยวะเพศสีดำใต้หว่างขามีขนาดใหญ่แกว่งไปแกว่งมา สำหรับไป๋จิงถิงแม้จะเคยเห็นแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็อดใจสั่นไหวไม่ได้เมื่อเห็นอีกครั้ง

    “มองดูอะไรของเธอ?”

    เขายืนอยู่ตรงหน้าแต่หล่อนกลับเอาแต่หลุบตาลง ใบหน้าขึ้นสีเสียอย่างนั้น

    “มองของคุณหลินนั่นแหละค่ะ...” ไป๋จิงถิงตอบเถรตรงด้วยความขวยเขิน

    หลินอู๋เฉินเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังโป๊ล้อนจ้อน

    ก็ไม่แปลกหากหล่อนจะมองตาเป็นมันส์

    “ลองจับมันดูไหมละ”

    “เอ๋....จับได้เหรอคะ”

    ไป๋จิงถิงกลืนน้ำลายอย่างช่วยไม่ได้

    “แน่นอน ยังไงซะเธอก็เป็นผู้หญิงของฉันนี่นา”

    “งั้น...ขอรบกวนด้วยนะคะ”

    ไป๋จิงถิงวางถุงกระดาษใส่เสื้อผ้าลง นั่งคุกเข่าบนพื้น ในสภาพสวมชุดทางการ กระโปรงสีดำยาวเสื้อสูทสีครีม

    สองมือขาวนวลเริ่มจับเอ็นอุ่นร้อนที่อยู่ใต้หว่างขาชายหนุ่มผู้ร่ำรวย ถึงแม้มันจะไม่แข็งตัวดีแต่ความร้อนดังไฟเผาก็ทำให้เธอเสียวซ่านเพียงแค่สัมผัสเบาๆ ด้วยปลายนิ้วมือ

    อวัยวะเพศสีดำเริ่มชูชันแข็งขึ้นด้วยมือของเธอ เส้นเลือดโป่งพองยุบยับใต้ผิวหนัง วงหน้าเธอร้อนผะผ่าว แนบหน้าเข้าหาอวัยวะเพศใต้หว่างขาเขาแล้วเป่าลมร้อนๆ ลดราดตั้งแต่ยอดหัวบานสีแดงเถือก ไล่ต่ำลงมาถึงโคนแข็ง

    มือข้างหนึ่งจับคว้าลูกขนุนห้อยโตงเตงใต้หว่างขาเขา มันค่อนข้างหนักและใหญ่ ใช้มือข้างเดียวจับแทบไม่มิด

    ปลายหัวหยักเริ่มมีน้ำสีใสไหลเยิ้มออกมา กลิ่นรัญจวนใจมอบความแผดเผาจากน้ำและเอ็นอุ่นร้อนทำให้เธอแทบคลั่ง

    ไป๋จิงถิงอ้าปากแล้วอมแท่งอุ่นร้อนเข้าไปถึงลำคอ ดวงตาคู่นั้นมองหน้าชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม ลิ้นเริ่มเคลื่อนไหว เลียดูดเม้มยอดหัวบานเพื่อทำให้เขาพึงพอใจ