ฟู่ ฟู่ จิ้ว จิ้ว
เด็กสาวตัวน้อยต่อยลมด้านหน้าด้วยหมัดที่กำพอหลวมๆเลียนแบบพี่สาวตัวเล็กที่กำลังต่อสู้กับพี่ชายตัวโต แม้ร่างกายจะเล็กกว่ากลับมีความคล่องแคล่วว่องไว ถึงแม้จะดูเก้กังเพราะขาดประสบการณ์ต่อสู้ระยะประชิดเธอกลับมีความสามารถที่จะปรับตัวเพื่อให้ตัวเองคุ้นชินกับรูปแบบการต่อสู้ใหม่จนการหลบหลีกเริ่มเข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้น
“ เป่าเป้ยอย่าไปต่อยใครนะ เว้นแต่คนไม่ดีที่ต้องถูกต่อย ”
“ เป่าเป้ยจาลาวังค่ะ ”
เด็กสาวพยักหน้าให้คุณพ่อแล้วมองดูการต่อสู้ต่อไป เธอพึ่งเคยเห็นแสงวิบวับมากมายจึงตื่นตาไม่น้อย
เฉินห่าวนั่งมองอยู่ข้างสนามเฝ้ารอให้ผลแพ้ชนะเกิดขึ้น ถึงแม้เขาจะทำตัวสบายๆรอบสนามที่กำลังมีการต่อสู้กลับมีเส้นด้ายของเขาวางเอาไว้ พวกมันพร้อมจะพุ่งเข้าไปหยุดการต่อสู้ที่อาจจะเลยเถิดถึงขั้นฆ่าแกงกัน
ปัง!
เด็กสาวตัวเล็กเบิกตาโตเมื่อเห็นว่าหมัดเมื่อครู่ที่กระแทกเข้าไปใต้คางศัตรูส่งร่างอีกฝ่ายลอยกระเด็นไปไกล ร่างที่ควรจะลุกขึ้นยืนกลับแน่นิ่งไปไม่มีการลุกขึ้นยืนอีกเลยแม้แต่น้อย
“ เรียนรู้ได้เร็วเหมือนกันนะเนี่ย ”
เฉินห่าวเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อตรวจสอบเด็กชายที่สลบไปเพราะโดนหมัด
“ อาจารย์เขาเป็นอะไรมากไหมคะ ”
“ ไม่ต้องตกใจหรอก เธอต่อยเข้าใต้กรามอีกเดี๋ยวเขาก็ลุกขึ้นมาเองแหละ ต่อยได้ดีเลยทีเดียว ”
เด็กสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อรู้ว่าตัวเองเอาชนะชายกล้ามโตได้ในการต่อสู้ระยะประชิด ถึงแม้ร่างกายของเธอจะอ่อนแอกว่าอีกฝ่าย ค่าสถานะความแข็งแกร่งกลับเท่ากัน เธอจึงใช้วิธีการดึงมานามาคลุมร่างเพื่อเสริมพลังให้สามารถต่อยหมัดได้หนักๆเหมือนฝ่ายตรงข้าม ผลที่ออกมาจึงเป็นเหมือนที่เห็น คู่ต่อสู้ของเธอสลบหลังจากถูกต่อยไปเพียงแค่หมัดเดียว ซึ่งหมัดนี้ต่อยเข้าที่จุดอ่อนตามที่อาจารย์เหวินแนะนำ
“ มีใครอยากจะลองอีกไหม ขอคนที่เลเวลใกล้เคียงกันนะ อย่าห่างกันมาก ”
“ อาจารย์หนูขอลองได้ไหม ”
“ เชิญๆ ยังมีเวลาอยู่ลงมาเลย ”
เฉินห่าวกวักมือเรียกนักศึกษาหญิงให้ลงมาทดลองด้วยตนเอง ไม่นานการต่อสู้ก็เกิดขึ้น โดยที่เธอทั้งสองเป็นนักเวท อย่างไรก็ตามผู้ท้าประลองในครั้งนี้เป็นนักเวทสายความเร็วที่ใช้งานธาตุลมเป็นหลัก เธอสามารถวิ่งไปรอบๆได้รวดเร็วมากจนทำให้เด็กสาวกอดหนังสือกังวล
ถึงอย่างนั้นต่อให้เธอจะไม่สามารถวิ่งได้เร็วก็ตาม การหลบหลีกในพื้นที่แคบๆกลับทำได้ดีจนการโจมตีของคู่ต่อสู้ส่งมาไม่ถึง
พรึ่บ!
เด็กสาวสวมใส่แว่นเริ่มชกหมัดแต่ก็พลาดเพราะอีกฝ่ายมีความเร็วที่สูงกว่า อย่างไรก็ตามความเร็วของเธอกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลังจากคุ้นชินกับความเร็ว จากเดิมเธอดูเหมือนถูกไล่ต้อนเพราะอีกฝ่ายมีความเร็วที่ยากเกินจะตามทัน แต่ตอนนี้การต่อสู้ของทั้งสองดูสูสีกัน หลังจากรออีกสักพักเด็กสาวสวมแว่นที่เริ่มรู้จังหวะการโจมตีเริ่มทำตามที่อาจารย์บอก
ผัวะ!
เด็กสาวนักเวทธาตุลมกระเด็นออกไปไกลพร้อมกับภาพที่หายไปจากการมองเห็นหลังจากที่เธอสลบเพราะถูกต่อยเข้าที่ใต้คาง
เด็กสาวกอดหนังสือรู้สึกตื่นเต้นมาก เธอไม่เคยรู้เลยว่าการได้ชกหน้าใครสักคนในระยะใกล้ๆจะสนุกมากขนาดนี้
“ ฉันอยากจะให้พวกเธอลองเหมือนกันนะ แต่ดูเหมือนว่าเวลาที่เราได้เจอกันจะหมดแล้ว เอาเป็นว่าฉันจะบอกวิธีฝึกทักษะให้ก่อนจากกัน คาบหน้าถ้าใครอยากจะไปต่อฉันก็จะชี้แนะให้จนใช้ทักษะได้ดีกว่าอาสาทั้ง 2 คนที่ฉันแนะนำเล็กๆน้อยๆในวันนี้ ”
เฉินห่าววางลูกบอลเอาไว้บนพื้นทันใดนั้นมันก็ฉายภาพขนาดใหญ่ขึ้นกลางอากาศ เขาลงทุนถึงขั้นซื้ออุปกรณ์ประกอบการสอนใหม่เพื่อมาสอนเด็กๆในวันนี้
“ ทุกคนคงจะรู้แล้วว่านี่คือรูปร่างกายที่ใครๆต่างก็รู้จัก ส่วนพวกนี้คือท่อมานาภายในร่างกายของเราที่ทุกคนคุ้นเคย ”
เฉินห่าวเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการโคจรมานาตามรูปแบบทักษะฝ่าเท้าสายลม
เหล่านักศึกษาที่อยู่บนอัฒจันทร์ล้วนแล้วมองตามหวังจะเก็บความรู้ให้ได้เยอะที่สุด
อย่างไรก็ตามเฉินห่าวเห็นสายตาของนักศึกษาหลายคนที่มองมา พวกเขาไม่ได้สนใจทักษะอย่างที่คิด ดูเหมือนว่าสัปดาห์หน้าคนที่เข้าเรียนกับเขาจะลดน้อยลงกว่านี้อีก เฉินห่าวกลับไม่สนใจเพราะเขาจะทิ้งทุกคนที่พร้อมจะทิ้งเขาเช่นเดียวกัน จะไม่มีการเข้ามาขั้นกลางคลาสในระหว่างที่เขาสอน คนที่หลุดไปแล้วเขาจะไม่สนใจ ถึงอย่างนั้นคนเหล่านี้ยังคงมีประโยชน์เพราะเขาจะล่อซื้อด้วยอุปกรณ์ในฟิตเนส
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ชอบของฟรีเขาจะขูดรีดด้วยระบบฟิตเนสอมตะ
“ วันนี้ไว้พอแค่นี้ ไว้เจอกันอาทิตย์หน้าครับทุกคน ”
เฉินห่าวกระซิบข้างหูเป่าเป้ยให้โบกมือลา เธอจึงยกมือทั้งสองข้างด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจที่ได้มาเห็นพี่พี่มากมาย
หลังจากปล่อยให้นักศึกษาไปพักเที่ยงเตรียมตัวเรียนคาบบ่าย เฉินห่าวจึงคิดจะออกจากมหาวิทยาลัยเพราะการสอนจบลงแล้ว อย่างไรก็ตามด้านข้างมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ ดูเหมือนว่าผู้อำนวยการจะเรียกเขาไปคุยเป็นการส่วนตัวก่อนจะออกไป
ในจังหวะที่เจ้าหน้าที่กำลังจะเข้ามาใกล้เฉินห่าวพบว่าเด็กสาวสองคนกำลังเดินมุ่งหน้ามาหาเขาด้วยใบหน้าที่ต่างกัน
คนหนึ่งกำลังยิ้มแย้มตื่นเต้นที่ได้เจอกันอีกครั้ง แต่อีกคนทำหน้านิ่งตายด้านราวกับว่าไม่มีความรู้สึก
เฉินห่าวเห็นว่าทั้งสองรู้จักตัวตนของเขาแล้วจึงส่งกระแสจิตห้ามไม่ให้เอ่ยชื่อเพราะเขาต้องการปลอมตัวอยู่ที่นี่อีกสักพัก
เหมยลี่และหลี่อิงเห็นว่าพี่ชายเฉินพยายามปกปิดตัวตนจากใครบางคนพวกเธอจึงเข้ามาทักทายเป่าเป้ยน้อยและทักทายพี่ชายเฉินในชื่ออาจารย์เหวิน
การเดินทางของเหมยลี่และหลี่อิงกลับอยู่ในสายตาของคนจำนวนหนึ่ง พวกเขาต่างก็สงสัยว่าทั้งสองเดินทางเข้าหาอาจารย์เหวินเพราะอะไรจึงรอดู
“ หวัดดีค่าเป่าเป้ยจำพี่สาวคนนี้ได้ไหมเอ่ย ”
“ พี่ฉาวเหม่ยยี่คนฉวยยย ”
เหมยลี่ยิ้มตาแทบปิดหลังจากได้ยินที่เด็กสาวชม
“ นี่ก็พี่ฉาวหลี่อีคนฉวยยย ”
แม้จะเรียกชื่อไม่ชัดทั้งสองกลับรู้ว่าเด็กน้อยจำชื่อได้ พวกเธอจึงทักทายพอเหมาะแล้วขอตัวลาเพราะอาจจะทำให้เถ้าแก่เฉินเกิดปัญหาได้
“ หนูไปก่อนนะคะ ไว้จะโปรโมทร้านให้เยอะๆเลย ”
เหมยลี่กระซิบบอกก่อนจะรีบจากไป หลี่อิงจิ้มแก้มเป่าเป้ยด้วยความหมั่นเขี้ยวแล้วจากไปเช่นเดียวกัน โดยมีเด็กสาวโบกมือลาทั้งสองด้วยความสนิทสนม
“ ผู้อำนวยการอยากจะพบผมเหรอครับ ”
เฉินห่าวเดินตามเจ้าหน้าที่คนเดิมมุ่งหน้าไปยังห้องพักของผู้อำนวยการ เมื่อเข้ามาข้างในเขาพบว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนโต๊ะทำงานให้กลายเป็นโต๊ะอาหารแล้ว โดยมีกับข้าวหลายอย่างวางเอาไว้และดูเหมือนจะมีกับข้าวสำหรับเป่าเป้ยด้วย
“ มาแล้วเหรอนั่งก่อนสิฉันสั่งข้าวมาเยอะเลย ”
เฉินห่าวยิ้มรับเบาๆแล้วเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่เตรียมเอาไว้ให้ ลูกสาวของเขามีเก้าอี้ส่วนตัวเตรียมเอาไว้เช่นเดียวกัน เธอเห็นอาหารจำนวนมากทำตาปริบๆพลางมองระหว่างอาหารและคุณพ่อ
“ เป่าเป้ยยังกินไม่ได้นะ รอให้สามขวบก่อน ”
“ อีกนานไหมเหยอ ”
“ใกล้แล้ว อีกนิดเดียวเอง ”
“ กินก่อนไม่ได้เหยอ ”
“ ถ้าเป่าเป้ยกินก่อนจะป่วยเอาได้ เป่าเป้ยจะไม่สบาย ป๊ะป๋าก็ต้องไปหาหมอ ถ้ามาม้ารู้คงไม่สบายใจ ”
“ งั้นเป่าเป้ยจะไม่กิน ”
เฉินห่าวสงสารลูกสาวเขาอยากให้เธอกินทุกอย่าง แม้อาหารตรงหน้าจะถูกปรุงมาอย่างดีให้เหมาะสำหรับเด็กก็ตาม เขาไม่สามารถป้อนหลายสิ่งหลายอย่างให้เธอได้เพราะมันจะกระทบต่อสุขภาพ ตอนนี้เธอพึ่งกินอาหารบดอีก 5 - 6 เดือนเขาจึงจะให้ลองกินอาหารนิ่มๆเพื่อปรับสภาพกระเพาะ
“ การสอนวันนี้เป็นยังไงบ้าง ”
เฉินห่าวยิ้มรับพลางตักข้าวป้อนลูกสาว เขาไม่อยากอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่ วันนี้เขารู้สึกไม่สบายตัวราวกับว่ามีเรื่องบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“ ผมไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เอาเป็นว่ามีคนที่สนใจแล้วก็มีคนที่ไม่สนใจ แต่มองภาพรวมแล้วสำหรับผมถือว่าดี ”
“ คิดว่ามีโอกาสที่นักศึกษาจะกลับมาเรียนไหม ”
“ คงไม่ครับ จากลักษณะการพูดและท่าทางที่แสดงออกมา ต่อให้คาบเรียนของผมจะดีอีกฝ่ายก็คงไม่กลับมาเพราะมีศักดิ์ศรีค้ำคอ ”
“ น่าเสียดาย ”
ผู้อำนวยการถอนหายใจเบาๆ เขารู้สึกเสียดายแทนเด็กที่เดินจากไป ชายตรงหน้าคือคนที่ทำในสิ่งที่อาจารย์หลายคนทำไม่ได้ อาการเจ็บปวดของเขาที่ตกค้างมาเป็นเวลานานยังไม่กลับคืนมา เพียงเท่านี้ก็บอกได้แล้วว่าเฉินห่าวเป็นของจริง
หากนักศึกษาปี 1 ทนฟังอีกสักนิดพร้อมกับเปิดใจรับ พวกเขาคงก้าวหน้าไม่น้อย
“ แล้วทำไมจึงเลือกที่จะสอนทักษะฝ่าเท้าสายลมให้เด็กล่ะ ”
“ อ๋อ ไม่มีอะไรมากครับ แค่เห็นว่ามันเป็นทักษะที่คนไม่สนใจ ผมก็เลยนำมันมาสอน ผมเห็นแล้วก็อดเสียดายไม่ได้ที่มันถูกทิ้งไว้ในชั้นหนังสือ แค่คนที่เรียบเรียงตีความให้ยากเกินไป แทนที่มันจะเป็นทักษะที่ทุกคนเข้าใจได้ง่ายๆแล้วนำไปฝึก มันกลับกลายเป็นทักษะที่ฝึกได้ยากซะงั้น ”
“ นั่นสินะ ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันเป็นทักษะที่ดี แต่หลายสิบปีมานี้ไม่มีใครใช้มันเลย ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเหมือนที่นายพูด ทักษะดีแต่คนตีความทำให้มันยากเกินจะเข้าใจ ”
“ ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับพอดีผมต้องไปเทรนสมาชิกฟิตเนสต่อ ”
“ โอ้ได้สิ เชิญเลยเชิญ ”
“ว่าแต่ผู้อำนวยการอิ่มหรือยังครับ ”
“ ฉันอิ่มแล้วล่ะ ”
“ งั้นผมขอห่อกลับนะครับพอดีว่าผมกลัวหิวระหว่างทาง ”
เฉินห่าวเก็บจานข้าวที่ยังไม่ได้กินเข้าไปในช่องเก็บของ อาหารจำนวนมากยังไม่ถูกใครแตะเขาจึงเก็บเอาไว้จนเหลือเพียงพะโล้ไข่และข้าวเปล่าให้ผู้อำนวยการที่โกหกเขาว่าอิ่มแล้ว
“ ผมไปก่อนนะครับไว้พบกันใหม่อาทิตย์หน้า ”