ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 35 แผนตัวแทนของซังชิงหง (2)

             

            ตามเหตุผลแล้วคนของเขาต้องพังประตูบุกเข้ามาเพื่อจัดการกับผมชายชุดยาวสีเทาและซังชิงหง

            “อย่าหนี ตายซะ!” ชายสูงใหญ่ไม่ใส่ใจผมเขาย่อตัวลงแล้วตามชายชุดยาวสีเทาเข้าไปในค่ายกล

            เขาหวังสร้างผลงานมากเกินไปคิดว่าหลังจากชายชุดยาวสีเทาบาดเจ็บสาหัสแล้วจะไร้พลังต่อสู้อย่างสิ้นเชิงสามารถจับตัวได้ง่าย แต่น่าเสียดาย เขาคำนวณพลาดไปเรื่องหนึ่ง ชายชุดยาวสีเทาเข้ามาสร้างค่ายกลตามหลักวิชาเสวียนเสวก่อนแล้วทั้งยังใช้เวลาในการคิดตรองปรับแก้นานมาก ย่อมไม่ไร้ความหมายในทันที

            จู่ๆ ก็มีลมหมุนเกิดขึ้นระหว่างกองดินพัดเอาดินละเอียดปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ แล้วร่วงกระจายไปทั่วพื้น

            ผมยังมองเห็นแผ่นหลังของชายสูงใหญ่ได้แต่ชายชุดยาวสีเทาเข้าไปลึกในค่ายกลจนไม่เห็นร่องรอยแล้ว

            ถึงตอนนี้ถ้าเปลี่ยนเป็นยอดฝีมือคนอื่นอาจจะยึดหลัก “โจรจนตรอก ห้ามไล่ตาม” ละทิ้งการตามไป เดินช้าๆ ออกจากค่ายกลปล่อยให้ชายชุดยาวสีเทาล่าถอยแต่สถานการณ์เฉพาะหน้านี้ชายสูงใหญ่ทำร้ายฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัสก่อนแล้วทั้งข้างนอกยังจะมีกำลังเสริมมาถึงในไม่ช้า เขาอยู่ในฐานะได้เปรียบดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร สามารถไล่ตามได้อย่างวางใจ จนกว่าจะสังหารได้

            “ปัง ปัง ปัง” ดังขึ้นสามครั้งเสียงมาจากทางซ้ายของผม ซึ่งก็คือทิศทางของประตูศาลเจ้า

            ผมมองไปบนกำแพงไม่รู้ว่ากำแพงด้านนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เมื่อไหร่ กลายเป็นกำแพงล้อมรอบสูงสามเมตรที่มั่นคงแข็งแรงไม่เห็นร่องรอยของประตูศาลเจ้าแล้ว

            เสียงปังๆ ยังดังไม่หยุดคนข้างนอกยังคงพยายามกระแทกประตู

            ผมคลายความวิตกถ้าคนของชายสูงใหญ่บุกเข้ามาไม่ได้ สถานการณ์ที่นี่ก็จะไม่เลวร้ายนัก

            กองดินยังคงถูกลมหมุนพัดหอบขึ้นไป ระดับการมองเห็นในศาลเจ้าใหญ่แย่ลงทุกทีที่ตามองเห็นล้วนเป็นฝุ่นดินที่ปลิวว่อนขึ้น

            ผมมองขึ้นไปข้างบนชายเสื้อของซังชิงหงยังอยู่ ไม่ได้ย้ายตำแหน่ง

            “อ๊าก...” จู่ๆ ชายร่างใหญ่ก็ร้องโอดครวญพลางถอยออกมาร่างเขาหมุนทวนเข็มนาฬิกาห้ารอบ แล้วโอนเอนล้มลงกับพื้นร่างหงายขึ้น

            มองไปที่กองดินอีกครั้ง กลายเป็นค่ายกลธงที่ผืนธงโบกสะบัดบดบังสายตาแล้วชายชุดยาวสีเทาซ่อนตัวอยู่ในค่ายกล ปลอดภัยชั่วคราวแล้ว

            “ฆ่ามันซะ” ซังชิงหงออกคำสั่งอีกครั้ง

            ผมเหมือนถูกสะกดจิต ทำตามคำสั่งหล่อนทันทีเดินตรงไปหาชายสูงใหญ่

            “เจ้า...เจ้าอย่าฟังคำสั่งคนอื่น สถานการณ์นี้เราต่างถูกหลอกต่อให้ฆ่าข้าตาย เจ้าก็ไม่ใช่ฝ่ายชนะ...” ชายสูงใหญ่หายใจหอบ ใต้ร่างเขามีแต่รอยเลือดริมฝีปากขาวซีด ร่างสั่นเทาขณะที่พูด

            แน่นอนว่าผมไม่เชื่อเขาเพราะตามความเชื่อของชาวจีนนั้น ในการสู้รบใดๆ ก็ตาม การฆ่าผีญี่ปุ่นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้องป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายมีโอกาสผ่อนลมหายใจ สุดท้ายโจมตีกลับอย่างบ้าคลั่ง

            “แกร๊ง”มีมีดปลายแหลมยาวครึ่งศอกถูกโยนลงมาจากบนขื่อ ตกลงที่ข้างเท้าชายสูงใหญ่ ผมกำลังวิตกที่ไม่มีอาวุธการที่ซังชิงหงโยนมีดลงมาจึงช่วยแก้ปัญหาให้ผม

            “ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครอย่า...ยุ่งกับเรื่องในวันนี้ จะเกิดเรื่องใหญ่!” ชายสูงใหญ่พูดติดๆ ขัดๆพูดพลางร้องครางเสียงดังไปด้วย

            ผมก้มลงหยิบมีดปลายแหลมขึ้นมาใช้นิ้วโป้งมือซ้ายลูบคมมีดเบาๆ พอแตะถูกมีดก็รู้สึกถึงไอสังหารที่น่ากลัวเห็นได้ชัดว่าเป็นมีดที่คมกริบ

            “ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”ชายร่างสูงยืดตัวขึ้น ตะโกนไปทางประตูศาลเจ้า

            เสียง “ปัง ปัง” ยังคงดังอยู่คนของเขายังพังประตูเข้ามาไม่ได้ แต่การต่อสู้ที่นี่กำลังจะยุติแล้ว

            “ตายซะ จำไว้ว่าข้าแซ่เซี่ย” ผมย่อตัวลงปลายมีดแตะที่ขมับของอีกฝ่าย

            “เจ้าจะเสียใจภายหลัง...”ชายสูงใหญ่พูดอย่างอ่อนแรง

            ชั่วพริบตาผมลังเลเล็กน้อย

            ตามทฤษฎีรูหนอนของฮอว์กิงนั้นถ้าคนคนหนึ่งข้ามกาล-อวกาศไปถึงช่วงก่อนหน้าในประวัติศาสตร์ ถ้าหากเขาทำเรื่องใดๆก็จะอาจทำให้อนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลง

            ผมหลงเข้ามาที่นี่โดยบังเอิญถ้าใช้มีดสังหารศัตรูกล้าแข็งชาวญี่ปุ่นตรงหน้าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่ ใครจะตัดสินได้

             

            “ลงมือซะ!” ซังชิงหงออกคำสั่งอีก

            ผมรู้ดีว่าแค่มือขวาออกแรงเบาๆ คมมีดจะจมลึกเข้าไปในขมับของศัตรูจากนั้นหมุนบิดไปมา ผีญี่ปุ่นผู้นี้ต้องตายแน่นอน

            ในสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ชายชาตรีชาวซานตงสังหารข้าศึกนับไม่ถ้วนศึกใหญ่ที่ไถเอ๋อจวงซึ่งเกิดในซานตงเช่นกันได้ทำให้นายทหารระดับสูงของกองทัพญี่ปุ่นอกสั่นขวัญแขวนขณะนั้นทหารจีนใช้ร่างที่มีเลือดเนื้อสร้างกำแพงยักษ์ที่แข็งแกร่งดุจเหล็กขัดขวางโจรญี่ปุ่นบุกลงใต้ ซากศพกองเป็นภูเขา ต่อสู้จนคนสุดท้ายเหลือปืนกระบอกเดียว กระสุนนัดเดียว สภาพการสู้รบโหดร้ายอำมหิต

            เช่นเดียวกันกองจรยุทธ์เส้นทางรถไฟสายซานตง-ซีหนานที่เคลื่อนไหวสู้รบซ่อนเร้นราวกับปีศาจลงมือโจมตีแบบฉาบฉวย สร้างความเสียหายอย่างหนักแก่โจรญี่ปุ่น

            อาจกล่าวได้ว่าในช่วงเวลานั้นชาวบ้านทุกคนในซานตงล้วนเป็นทหารในระยะเวลาที่ยาวนานได้กลายเป็นแนวหน้าสุดของการต่อต้านญี่ปุ่นทุกคนต่างภาคภูมิใจที่สามารถฆ่าผีญี่ปุ่นได้

            แน่นอนว่าผมสามารถทำตามคำสั่งของซังชิงหงใช้มีดสังหารโจรญี่ปุ่นแต่ผมยังต้องการประโยชน์ที่แท้จริงเพื่อพูดเกลี้ยกล่อมตัวเอง ไม่ใช่เพียงแต่มองดูสภาพการณ์ที่วุ่นวายตรงหน้าแล้วลงมือปักมีดลงไปในสภาพที่ใครพูดอะไรก็ทำตาม

            ชายชุดยาวสีเทาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งท่ามกลางฝุ่นดินปลิวว่อนและผืนธงสะบัดไหว

            เขาใช้ไสยเวทล่อศัตรูเข้าสู่ค่ายกลแต่ทำได้เพียงเล่นงานอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส ไม่ถึงกับเสียชีวิต นี่ก็เป็นเรื่องแปลกเช่นกัน

            “เธอยังรออะไรอยู่” เสียงซังชิงหงดังมาอีก

            ผมมองขึ้นข้างบน มองที่ชายเสื้อของหล่อนแล้วถาม “ผู้อาวุโส คนผู้นี้เป็นใคร”

            “ฆ่าเขาซะ ไม่ต้องถาม...” เสียงซังชิงหงแฝงด้วยความไม่พอใจแล้ว

            ไม่รู้ว่าเพราอะไร ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกปั่นหัว

            ความรู้สึกเช่นนี้ติดตามผมมานานมากแล้วน่าจะเริ่มตั้งแต่หลังจากที่พี่ใหญ่ถูกฆ่าตาย ผมรู้สึกชัดเจนว่าหลายเรื่องรอบตัวผมไม่โปร่งใสโดยภายนอกเหมือนผมใช้ชีวิตตามที่ตนเองต้องการอย่างอิสระแต่ในบ้านเก่าและบนถนนชวีสุ่ยถิงกลับซ่อนความลับไว้มากมายความลับเหล่านี้คนรอบข้างรู้ แต่ผมไม่รู้อะไรเลย เมื่อผมเดินผ่านหน้าคนเหล่านี้ไปมักจะรู้สึกว่าพวกเขามองตามหลังผมไปด้วยสายตาประหลาด

            พวกเขาคงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวผมเกี่ยวกับความลับของสกุลเซี่ย แต่ผมซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้ความลับของสกุลเซี่ยที่สุดกลับไม่รู้อะไรเลย

            ก็เหมือนขณะนี้ผมบุกผ่านม่านประตูเข้ามาตามคำสั่งของซังชิงหง เริ่มด้วยการขัดขวางศัตรูไล่ตามชายชุดยาวสีเทาตามด้วยการหยิบมีดขึ้นมาเตรียมฆ่าคน แต่ละห่วงโซ่ล้วนเป็นซังชิงหงกำหนดไว้ทำตามที่หล่อนสั่ง แต่หล่อนไม่เคยเผยโฉมหน้าออกมา ให้ผมเห็นเพียงชายเสื้อเท่านั้น

            “บอกเหตุผลสักข้อที่ผมต้องฆ่าคน”ผมหายใจเข้าลึกๆ ปลายมีดออกห่างจากขมับศัตรูแล้ว

            คนตายแล้วฟื้นไม่ได้ เวลานี้ผมควรต้องรอบคอบให้พอ

            “เขาเป็นหัวหน้ากองสอดแนมของโจรญี่ปุ่นปลอมเป็นนายทหารระดับสูงของทัพจีน หวังจะได้กระจกวารีโหรเทพแค่นี้ยังไม่ควรฆ่าเขาหรือไง” ซังชิงหงถาม

            ผมเก็บมีดปลายแหลม แล้วถามอย่างสงบนิ่ง"กระจกวารีโหรเทพอยู่ไหน”

            ในเมื่อเข้ามาอยู่ในเหตุการณ์แล้ว ผมจำเป็นต้องสติแจ่มใสพูดในสิ่งที่ควรพูด ทำในเรื่องที่ควรทำ รู้ปัญหาที่ควรรู้

            ซังชิงหงยิ้มเยาะ “เรื่องนี้เธอไม่จำเป็นต้องรู้”

            จากคำพูดนี้ผมแน่ใจว่าตัวเองเป็นหุ่นที่ถูกเชิด

            มีเสียงดัง “แกร๊ง” มีดปลายแหลมตกลงบนพื้นผมลุกขึ้นก้าวถอยหลัง ปัดมือแรงๆ ปัดเอาความอัปมงคลบนมือออกไป

            ในเมื่อข้าศึกล้มลงบนพื้นแล้ว ถ้าเช่นนั้นไม่ว่าซังชิงหงหรือชายชุดยาวสีเทาล้วนเดินมาใช้มีดสังหารเขาได้อย่างง่ายดายทำไมต้องยืมมือคนอื่นฆ่าคนล่ะ

            “เธอทำอะไร คนขี้ขลาด คนขี้ขลาด!” ซังชิงหงโกรธมาก

            ผมยิ้มหยัน ไม่อยากตอบ ไม่อยากตอแย

            เสียงพังประตูยังดังอยู่แต่ขณะนี้ผมเลิกห่วงข้าศึกข้างนอกแล้ว

            นี่เป็นแผนที่ซังชิงหงวางไว้หล่อนย่อมมีวิธีขัดขวางไม่ให้ข้าศึกบุกเข้ามา จนกว่าละครทางนี้จะแสดงจบ

             

            “ดี เธอทำดีมาก ถ้าปล่อยฉันไปฉันรับประกันว่าเมื่อทัพหน้าเข้าเมืองจี่หนานคนในครอบครัวเธอจะปลอดภัย”คนบนพื้นยื่นมือขวามาให้ผม พูดด้วยท่าทีจริงใจ “ฉันชื่อจินซู มาจากเขาฟูจิของญี่ปุ่นพบกันครั้งแรก วันหลัง...เราคงได้เจอกันอีก”

            ผ่านการต่อสู้อย่างดุเดือดใบหน้าเขาเต็มไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นดิน ท่าทางย่ำแย่มาก ที่สำคัญกว่าก็คือใบหน้าเขามีผิวหนังโป่งออกมาอย่างประหลาดหลายจุดเป็นตุ่มขนาดเท่าท้องนิ้วมือเจ็ดแปดจุด ยอดฝีมือที่ใช้วิชาแปลงโฉมสันทัดในการใช้หน้ากากหนังคนคนคนนี้ปลอมตัวเป็นนายทหารระดับสูงที่มีชื่อเสียงของกองทัพจีนดังนั้นบนใบหน้าต้องมีหน้ากากหนังคนอย่างน้อยสามชั้นจึงจะทำได้ถึงขั้นที่เหมือนได้ เวลานี้หน้ากากหนังคนหลวมออกมาทำให้ใบหน้าเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง ต่างจากคนที่เขาต้องการปลอมแล้ว

            ผมไม่ได้จับมือกับเขาแต่ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “บางทีคุณอาจจะบอกผมได้ฉากที่ถูกจัดขึ้นวันนี้ทั้งหมดเป็นเรื่องอะไรกันแน่”

             

            ไม่มีใครยินดีตกอยู่ในสภาพที่ถูกหลอกลวงโดยเฉพาะผมที่เป็นเด็กหนุ่มที่จิตใจกำลังห้าวผมรู้สึกว่าเลือดที่ร้อนระอุของตนเองกำลังถูกคนอื่นใช้เป็นประโยชน์

            ภายใต้สภาพแวดล้อมของไสยเวทที่แปลกพิสดารสุดคาดเดาอย่างไรเสียผมก็เป็นมือใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วม ไม่สามารถอาศัยฝีมือเพื่อพิสูจน์แพ้ชนะกับใครผมรู้ตัวเองดี ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือจึงต้องสุขุมรอบคอบไม่กล้าทำอะไรเกินตัวเด็ดขาด

            ในสถานการณ์ที่ถูกจัดฉากตรงหน้า ซังชิงหงใช้จุดนี้ของผมอย่างชาญฉลาดชักนำผมเข้ามาตามเส้นทางที่หล่อนวาดไว้ทีละก้าว

            ชั่วคราวนี้ผมไม่สนใจว่าหล่อนจะมีจุดมุ่งหมายอะไรแต่ที่หล่อนทำแบบนี้เท่ากับดึงให้ผมเข้ามาในจุดอันตรายที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

            “นี่เป็นเพียงก้าวเล็กๆของการบุกลงใต้ของกองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นที่ยิ่งใหญ่ ข้ามแม่น้ำเหลืองพุ่งเป้าไปที่นานกิง นี่แหละจึงจะเป็นเป้าหมาย” จินซูตอบอย่างขึงขัง

            ในซีรีส์ทางทีวีและในนิยายนั้นคนญี่ปุ่นเป็นปีศาจที่ชั่วร้าย อยู่ดีๆ ก็ชักดาบออกมาฆ่าคนตามถนน ไร้มนุษยธรรมไร้แบบแผน แต่ผมเชื่อว่านั่นเป็นพฤติกรรมบ้าคลั่งในสถานการณ์ที่สุดขั้วเท่านั้น

            ครั้งนี้ผมยอมเลือกที่จะเชื่อคนญี่ปุ่นเลิกฟังคำสั่งของซังชิงหงแล้ว

            “สุดท้าย พวกคุณยังคงข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว...”ผมพึมพำกับตัวเองอย่างขมขื่น

            “อะไรนะ” จินซูงุนงง

            ผมมองไปบนขื่ออีกครั้ง แล้วพูดเสียงดัง“ผู้อาวุโส ทำไมไม่ปรากฏตัวออกมาพบกันเล่า”

            เสียงที่แข็งกร้าวของซังชิงหงดังแหวกอากาศมาเลิกใช้วิชาถ่ายทอดเสียงพันลี้แล้ว ใช้วิธีพูดตามธรรมดา“พบหรือไม่พบจะแตกต่างกันยังไง ที่ให้เธอทำนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากแต่เธอกลับไม่มีแรงแม้จะฆ่าสุนัขงั้นหรือ”

            ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “เห็นชัดๆ ว่าคุณสามารถฆ่าเองได้ทำไมจึงไม่ลงมือเอง กลับวางแผนอย่างแยบยลดึงให้ผมเข้ามาในสถานการณ์นี้ต้องการให้ผมทำอะไรกันแน่ ทำไมไม่พูดให้ชัด เรื่องดีไม่ทำลับหลังทำลับหลังย่อมไม่ใช่เรื่องดี เป็นเหตุผลนี้ใช่หรือไม่”

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน