หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 166 ต่างก็นัดแนะกันมาแล้ว

            เหล่าผู้ปกครองที่ยังทำใจไม่ได้ พากันรั้งอยู่หน้าประตูสำนักเชิน

            หยินหัวก็เป็นเช่นนั้น

            ดูหลานชายของตนเดินเข้าสำนักไป ไม่แม้จะหันกลับมา เขาเองก็ได้แต่ยืนอึ้ง

            ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ข้างกายของเขามีองค์หญิงน้อยเพิ่มขึ้นมา 

            ทำเอาหยินหัวที่กำลังอึ้งตื่นตกใจขึ้นมา

            จากนั้นจึงรีบร้อนทำความเคารพองค์หญิง

            เขาแต่งกายแบบบัณฑิต ทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายของบัณฑิต แน่นอนว่าจะต้องทำความเคารพแบบบัณฑิต

            หยินหัวยังไม่ถึงขั้นที่เห็นองค์หญิงแล้วลนลาน เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าองค์หญิงที่เป็นจุดสนใจของคนทั้งสำนัก อยู่ดีๆ จะมายืนข้างกายเขาแบบไร้สุ้มเสียง ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้ตกใจขึ้นมา

            ยามที่เขาทำความเคารพก็มององค์หญิงคราหนึ่ง สิริโฉมหมดจด มารยาทเพียบพร้อม รอยยิ้มบนใบหน้าหวานปานน้ำผึ้ง นับเป็นใบหน้าที่งดงามเกินใคร เมื่อผนวกกับความสามารถด้านการประพันธ์ และความฉลาดหลักแหลมก็ยิ่งทำให้นางโดดเด่นเหนือสามัญ

            หยินหัวยามอยู่ต่อหน้าสตรีก็ทำตัวราวกับนกยูงรำแพน ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าหรือความรู้ล้วนแต่เกินจะบรรยาย

            อีกทั้งราชวงศ์แคว้นซีอ่อนแอนัก สถานะของตระกูลหยินในแคว้นซีจึงค่อนข้างสูง ธิดาขององค์ชายหรือธิดาของขุนนาง เขาก็เคยเห็นมาไม่น้อย ดังนั้นจึงคุ้นเคยกับความชอบของสตรีดี ดังนั้นจึงไม่ได้ปฏิบัติกับองค์หญิงอย่างนอบน้อมเช่นคนอื่นๆ 

            องค์หญิงยังเยาว์นัก อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับหลานชายของเขา ทว่ากลับเฉลียวฉลาดไม่เบา เมื่อเทียบกับหลานชายของเขาแล้ว หลานชายของเขากลับเป็นเพียงนายน้อยเสเพลคนหนึ่ง

            เด็กอายุไล่เลี่ยกัน เหตุใดจึงได้ต่างกันถึงเพียงนี้

            ผู้คนต่างก็พูดกันว่าเด็กสาวจะเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่า ทว่าก็ไม่รู้ว่าต่อไปหยินสงจะเลือกสตรีอย่างไร แค่คิดก็ชวนกลุ้มใจแล้ว…

            องค์หญิงมองบุรุษตรงหน้าตน ดวงตากระจ่างใสมีแววลังเล แสงตะวันสาดลงมาบนใบหน้านั้น ทำให้ใบหน้ายิ่งดูคมสัน เส้นผมสีนิลสยายยาว บนร่างยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นนั้นช่างเจือจาง ไม่ใช่กลิ่นหอมเอียนเช่นบุรุษในแคว้นเชิน กลับเป็นกลิ่นหอมจากหมึกที่เจือมาด้วยความหวานบางๆ

            เขาปฏิบัติต่อหลานชายเป็นอย่างดี ดูแลเด็กก็ดูแลได้ดีเยี่ยม

            ภาพบุรุษดูแลเด็กเช่นนี้ช่างชวนให้ตื่นตาตื่นใจ

            นางรู้สึกเพียงว่าหัวใจของตนเต้นดัง “ตึกตักๆๆ” เร็วขึ้นเรื่อยๆ

            องค์หญิงน้อยไม่ใช่คนเขินอายเก็บตัว จึงได้ถามบุรุษข้างกายขึ้นมา “ใกล้ๆนี้ มีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ธูปหอมที่นั่นลุกโชนดีนัก พี่หยินยินดีจะไปด้วยกันหรือไม่”

            เดิมทีนางจะชวนเข้าสำนักเชินด้วยกัน ทว่าบัณฑิตที่ชื่นชอบนางในสำนักเชินมีมากเกินไป หากนางเข้าไปย่อมไม่สะดวกนัก

            หยินหัวพลันทึ่มทื่อขึ้นมาบ้าง สตรีที่เคยเชิญเขาไปเที่ยวเล่นก็มีไม่น้อย ทว่าเขากลับไม่เคยคิดว่าองค์หญิงแคว้นเชิญจะออกปากเชิญเขา

            เขาจึงพยักหน้าตกลง ทั้งยังแสดงท่าทียินดีเป็นอย่างยิ่ง

            แดดจ้าอาบลงบนขั้นบันได เสียงสูงต่ำของระฆังดังแว่วมาเป็นระยะ

            องค์หญิงแม้จะยังชันษาไม่มาก ทว่ากลับไม่มีปัญหาเช่นสตรีทั่วไป ร่างกายนางไม่เลว ด้วยเพราะออกกำลังกายทุกวัน ยามเดินขึ้นบันไดจึงไม่เหนื่อยหอบ กลับกันนางยังสามารถสนทนากับหยินหัวได้อย่างฉะฉาน

            หยินหัวเกิดในตระกูลวาณิช คำพูดคำจาเมื่อเทียบกับคนแคว้นเชินแล้วนับว่าเปิดกว้างกว่ามาก ทว่ากลับถูกใจองค์หญิงนัก จึงทำให้สนทนากันได้ถูกคอ

            หยินหัวเองก็ตกใจ องค์หญิงช่างคงแก่เรียนจริงๆ ทว่ากลับไม่ค่อยคุ้นชินกับตำนานเรื่องเล่าเท่าใดนัก ไม่เหมือนกับสตรีนางนั้น หยินหัวคิดถึงสตรีสวมหน้ากากในทุ่งหญ้าห่างไกลคนนั้น ไม่ว่าเขาจะเล่าเรื่องใดไปก็ล้วนแต่ถูกนางเปิดโปงจนหมดสิ้น 

            องค์หญิงคงแก่เรียน ทว่ายามที่เขาไม่ทันระวังเผลอเล่าตำนานผิด องค์หญิงก็ไม่ได้โต้แย้งอันใดขึ้นมา ไม่ก็กล่าวได้ว่านางอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ 

            ทว่าองค์หญิงกลับมีความคิดเห็นมากมาย ช่างชวนให้เขาได้เปิดหูเปิดตานัก อย่างเช่นเรื่องหวย เป็นวิธีการที่สามารถรวบรวมเงินของราษฎรมารวมกันได้ 

            กระทั่งเขาที่เป็นคนในตระกูลวาณิช ก็ยังไม่เคยคิดถึงจุดนี้ 

            “พระอัจฉริยภาพขององค์หญิงช่างทำให้หยินหัวเลื่อมใสจริงๆ” หยินหัวคารวะองค์หญิงน้อยด้วยท่าทีสง่างาม 

            ชายแขนเสื้อยาว ใบหน้าขาวเนียน ท่าทางภูมิฐาน ยามที่หยินหัวคารวะจึงดูน่ามองเหลือเกิน

            “ท่านพี่จื่อเยว่ ท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์หญิงก็ได้ เรียกข้าว่าอีเหรินก็พอแล้ว” องค์หญิงน้อยยิ้มกว้าง

            จื่อเยว่คือฉายานามของหยินหัว การเรียกนามกันและกันเช่นนี้ เป็นการแสดงออกถึงความสนิทสนมที่มากขึ้น 

            ความจริงแล้วหยินหัวก็ไม่ได้พอใจเท่าไรนัก ทว่าก็มีสตรีสูงศักดิ์บางคนที่ชอบเรียกนามเช่นนี้ ด้วยในชีวิตจริงฉายานามของเขามีคนเรียกน้อยนัก เพราะเขาไม่ได้เข้าเรียนในสำนัก ทั้งยังไม่ใช่ขุนนาง

            “ท่านพี่จื่อเยว่ ทำไมท่านถึงไม่เข้าเรียนที่สำนักเชินเล่า ท่านช่างมีความรู้กว้างขวาง” องค์หญิงน้อยถามขึ้นด้วยความสงสัย

            หยินหัวส่ายหน้าไปมาแล้วจึงตอบขึ้น “ปณิธานของกระหม่อมไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป้าหมายของกระหม่อมคือทำการค้ากับทั้งใต้หล้า ไม่ว่าจะกับแคว้นอื่นๆ หรือกระทั่งชนเผ่า”

            องค์หญิงอีเหรินเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตามด้วยท่าทีจริงจัง ทั้งยังไม่ได้หัวเราะเยาะเขาแม้แต่น้อย

            ราวกับกำลังจะบอกว่าเป้าหมายของเขาก็ไม่เลวอะไรนี่ 

            ท่าทีเช่นนี้ทำให้หยินหัวประหลาดใจนัก องค์หญิงแคว้นเชินพระองค์นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ

            ช่างแตกต่างกับที่เขาคิดไว้มากนัก

            “ท่านพี่จื่อเยว่ ไม่ทราบว่าท่านแต่งงานหรือยัง” องค์หญิงน้อยแม้จะรู้อยู่แล้วว่าเขายังไม่มีครอบครัว แต่ก็ยังอยากถามด้วยตนเองสักคราหนึ่ง

            “ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมรักอิสระ ชอบเดินทางไปทั่วหุบเขาห่างไกล กระหม่อมอยากได้สตรีที่มีเส้นทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่ากระหม่อมไม่รับผิดชอบต่อผู้อื่น” หยินหัวรู้ดีว่ายามที่สตรีถามคำถามเช่นนี้มีความหมายว่าอะไร

            แน่นอนว่าต้องมีใจให้เขา คำถามเช่นนี้เขาถูกถามมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คำถามนี้จึงมีคำตอบอยู่แล้วตั้งแต่แรก 

            สตรีล้วนแต่ชอบคำตอบที่จริงจังมุ่งมั่น

            เพียงแค่องค์หญิงยังเด็กเกินไป จึงทำให้หยินหัวรู้สึกอึดอัดขึ้นมา

            ทว่าเขาก็ลอบดีใจเล็กน้อย เสน่ห์ของเขาไม่เป็นสองรองใคร สามารถดึงดูดได้กระทั่งองค์หญิงแคว้นเชิน

            คราที่แล้วยามอยู่ในหอบัณฑิต เขาเพียงอยากจะสอนเจ้าหลานชายสมองทึบของตน ไม่คาดคิดว่าจะได้รับผลเช่นนี้

            องค์หญิงอีเห็นได้ชัดว่าพอใจกับคำตอบนี้

            องค์หญิงน้อยพลันรู้สึกว่าความมีชีวิตชีวาของตนกำลังจะจบลง แม้ว่าแคว้นเชินจะเปิดกว้างแล้ว ทว่าก็ยังไม่เหมาะสมที่จะนัดพบกันอีกครา

            ทั้งสองที่เดินชมวัดกันอยู่ตลอดทั้งบ่าย ก็นับว่าไม่อยู่ในกรอบเท่าไรแล้ว

            หากว่าเสด็จแม่รู้เข้า ก็ไม่รู้ว่าจะตำหนินางอีกเท่าไร

            ใบหน้าเล็กๆ ขององค์หญิงแดงระเรื่อ ยามนั่งอยู่บนรถม้า ใบหน้าดูเต็มอิ่มไปด้วยความสุข

            จากนั้นก็รู้สึกเครียดขึ้นมา นางรู้สึกว่านิสัยของเสด็จแม่เปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมลง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บางทีสตรีในวังก็คงจะเป็นเช่นนี้ 

            เมื่อคิดถึงความฝันของหยินหัวที่อยากจะค้าขายไปทั้งใต้หล้า พร้อมออกท่องเที่ยวไปยังภูเขาหุบเหวทั้งใต้หล้า นางพลันรู้สึกเบิกบานใจ เรื่องนี้ก็เป็นความฝันของนางเช่นกัน นางไม่ยอมที่จะขังตัวเองไว้ในวังหลวง วังหลวงต่อให้หรูหรางดงามเพียงใด ก็เป็นเพียงแค่กรงสวยๆ เท่านั้น

            อย่างเช่นเสด็จแม่ของนาง สตรีที่เพียบพร้อมถึงเพียงนั้น โดนขังอยู่ในวังหลวงนานเข้าก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดเสียแล้ว

            วิสัยทัศน์ของนางไม่ใช่เพียงแค่หยุดชีวิตอยู่ในเรือนหลังเล็กๆ นางต้องการเดินทางไปให้ไกล เห็นโลกให้กว้างขึ้น ชีวิตนี้จึงจะคุ้มค่า 

            นางกำนัลตงชือที่นั่งอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นแววตาขององค์หญิง จึงเงียบลงแล้วใช้ความคิดเช่นกัน

            มององค์หญิงที่กำลังคลึงไข่มุกเม็ดนั้นอย่างเหม่อลอย ศีรษะของตงชือก็ก้มต่ำยิ่งกว่าเดิม

            ณ สำนักเชิน ฉาวจิ่วได้ย้ายมาอยู่ในหอพักใหม่แล้ว 

            หอพักอยู่ในลำดับอู้หลังที่ห้า เขาเป็นศิษย์เก่าจึงนับว่ามีสิทธิพิเศษสามารถเลือกเตียงได้

            หากเป็นคนปกติก็คงจะเลือกเตียงที่อยู่ติดหน้าต่างเพราะเป็นเตียงที่ทิวทัศน์ดีที่สุด

            ทว่าเขากลับเลือกเตียงที่อยู่ติดกับประตู

            เพราะเขาอยากตั้งใจอ่านตำราจึงมีหลายเรื่องที่ต้องทำ เพื่อจะได้ไม่รบกวนคนอื่น เลือกเตียงที่ติดประตูก็นับว่าสะดวกกว่าสักหน่อย

            ในยามที่เขากำลังก้มหน้าปูเตียงอยู่ ก็มีบัณฑิตกลุ่มหนึ่งกำลังทยอยกันเดินเข้ามา 

            แค่ฟังเสียงก็รู้สึกว่าครึกครื้นไม่เบา

            “โอ้ นี่มันหอพักอะไรกัน ซอมซ่อเหลือเกิน” 

            “ใช่ ที่นี่ยังไม่ยอมปลูกดอกหลานฮวา บุรุษเหมาะกับดอกหลานฮวาที่สุด”

            “ไม่ถูกต้อง ต้องเป็นป่าไผ่จึงจะเหมาะสม”

            “ไม่มีบ่าวรับใช้มาด้วยเช่นนี้ ข้าจะปูเตียงอย่างไร หรือว่าเตียงมีคนปูไว้ให้แล้วกัน”

            “กระทั่งเสื้อผ้าพวกนี้ก็ยังเกินทน ท่านพ่อข้าถึงอย่างไรก็จะให้ข้ามาให้ได้ มิเช่นนั้นก็จะตีข้าให้ขาหัก”

            เมื่อได้ฟังวาจาชั่วร้ายเหล่านี้ ใบหน้าอัปลักษณ์ของฉาวจิ่วก็ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ยามรำลึกถึงความหลัง

            ในปีนั้นยามที่เขาเพิ่งจะเข้ามาในสำนักเชินก็เป็นเช่นนี้

            ทว่ามีเหล่าคุณชายเอาไม่เอาถ่านมากันมากมายเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าจะหาเงินเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อคิดเช่นนั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนเป็นคล่องแคล่วขึ้นมาทันที

            “ก๊อกๆๆ”

            มีเสียงเคาะประตูเบาๆ 

            แม้ประตูจะเปิดอยู่แต่อีกฝ่ายก็ยังมีมารยาทเคาะประตูก่อน

            เมื่อฉาวจิ่วหันไปก็เห็นว่าหน้าประตูมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่

            อาภรณ์สีขาว ใบหน้าเปื้อนยิ้มอบรุ่นราวกับลมวสันต์

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508