ทุกคนตกใจกับสิ่งที่เห็นบางคนรู้ว่าจวินเยี่ยนมีรากวิญญาณธาตุ แต่ก็ไม่ค่อยเห็นเขาใช้บ่อยนักแต่คนที่อยู่ที่นี่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่ไม่รู้ พวกเขาจึงตกใจรู้สึกใจคอไม่ดีเพราะเหมือนกับว่าตอนนี้พวกเขาดันรู้ความลับอีกอย่างของนายท่านแล้ว
จริงๆแล้วจวินเยี่ยนไม่ได้กลัวว่าใครจะรู้ว่าเขามีพลังธาตุเพราะเขาค่อนข้างจะมั่นใจในพลังของตัวเองอยู่แล้วเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องกลัวว่าใครจะคิดไม่ดีต่อรากวิญญาณธาตุของเขาเพียงแต่ว่าปกติแล้วที่เขาไม่ค่อยใช้พลังธาตุ เพราะเขาคิดว่ามันไม่จำเป็นเนื่องจากคู่ต่อสู้ส่วนใหญ่อ่อนแอเกินไป แค่พลังยุทธ์ธรรมดาๆของเขาก็เกินพอแล้ว
จากนั้นกลุ่มของจวินเยี่ยนก็เดินออกจากที่นั่นแล้วฆ่าผู้ฝึกตนนอกรีตทุกคนที่พวกเขาพบ ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ทำกันเงียบๆเลยมีการต่อสู้เข่นฆ่ากันเสียงดังเอิกเกริกไม่เกรงใจใครเกิดขึ้นไปทั่วในทันที
และเสียงจากด้านของจวินเยี่ยนก็ทำให้ผู้ฝึกตนนอกรีตที่อยู่รอบๆได้ยินเสียง แล้วรีบวิ่งไปยังจุดที่มาของเสียงเป็นผลให้เส้นทางของโอวหยางเฟยหลิงและกลุ่มทหารรับจ้างเหยี่ยวแดงโล่งขึ้นมาก
กลุ่มของจวินเยี่ยนต่อสู้ไปตลอดทางเรื่อยๆ สู้ไปถามถึงเจ้านายผู้อยู่เบื้องหลังไปด้วย โดยที่ยังไม่สูญเสียสมาชิกสักคนอย่างมากก็แค่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงกับสาหัส
พวกเขาต่อสู้กันจนไปถึงสถานที่พักของนายใหญ่ของกลุ่มนอกรีตที่นี่มันเป็นบ้านหลังขนาดกลาง ตั้งอยู่บนยอดเขาอีกลูกหนึ่งซึ่งเป็นยอดเขาที่อยู่ติดกันซึ่งเขากำลังแช่ตัวอยู่ในถังเลือด
เสียงเอะอะจากด้านนอก ทำให้เขาเกิดความสงสัยขณะที่เขากำลังอ้าปากจะถาม ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นทันใดนั้นเสียงร้อนรนของชายคนหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เฝ้าประตูห้องก็ดังขึ้น
“นายท่าน นายท่าน แย่แล้ว! มีผู้บุกรุกขอรับตอนนี้คนของเรากำลังรับมืออยู่ จะต้านไม่อยู่แล้วขอรับ”
ชายร่างสูงใหญ่ที่นั่งแช่ถังเลือดแบบสบายๆก็ลุกขึ้นทันที ทั่วร่างของเขาแผ่กลิ่นอายพลังวิญญาณเข้มข้นรุนแรงออร่าแสงสีแดงส้มแผ่กระจายจนทำให้เลือดในถังเดือดพล่านและเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเกือบดำกลายเป็นเลือดสุกใช้ไม่ได้ไปเสียแล้ว
ยิ่งเห็นแบบนั้น ชายร่างใหญ่ถึงกับหงุดหงิดโมโหที่เลือดสำหรับบำรุงพลังวิญญาณของเขาสูญเสียคุณค่าไปเสียแล้ว
เขาก้าวออกมาจากถังเลือด แล้วเปิดประตูออกมาใช้เวทชำระล้าง สวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น
ฉับพลันเขาก็ต้องหรี่ตาเมื่อเห็นหน้าของคนคุ้นเคย
“จวินเยี่ยน!”
เสียงนั้นทำให้จวินเยี่ยนหันไปมองแล้วเขาก็ต้องขมวดคิ้วแม้จะเดาเอาไว้บ้างแล้วว่าเรื่องนี้อาจจจะเกี่ยวข้องชายผู้นี้แต่ก็ยังไม่แน่ใจเท่าใดนักเพราะผู้ฝึกตนนอกรีตในแดนพรางซ่อนไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว
“หลิวหยิง”
ชายผู้นี้ก็คือผู้ที่เคยฝากฝ่ามือไว้จนทำให้เขากลายเป็นเด็กจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปอยู่ในโลกมนุษย์นั่นเอง
ตอนนั้นชายผู้นี้ยังมีระดับพลังเท่ากันกับเขาคือระดับหกแต่ตอนนี้เขาอยู่ในระดับแปดแล้ว
จวินเยี่ยนยอมรับเลยว่าระดับพลังของหลิวหยิงพัฒนาขึ้นเร็วมากการที่จวินเยี่ยนก้าวเข้าสู่ระดับแปดได้นั่นเป็นเพราะน้ำยาวิวัฒนาการพันธุกรรมของซินหยางเฟิ่งหากไม่ได้น้ำยานั่น อย่างมากเขาก็คงมาได้เพียงระดับเจ็ดเท่านั้น
แต่ในกรณีของหลิวหยิงตอนนี้เขาไม่ต้องเดาแล้วว่าเพราะเหตุใดระดับของเขาจึงเข้าสู่ระดับแปดได้ในระยะเวลาอันสั้นนั่นต้องเป็นเพราะการบ่มเพาะด้วยวิธีการนอกรีตอย่างแน่นอนซึ่งนั่นก็หมายความว่าวิธีการบ่มเพาะที่เลวร้ายนี้ใช้ได้ผลแต่ก็แลกมาด้วยชีวิตของผู้ฝึกตนจำนวนมาก
“เป็นเจ้าจริงๆด้วย” จวินเยี่ยนพึมพำเบาๆจากนั้นเขาก็เดินไปหาชายผู้นั้นปล่อยให้กลุ่มลูกน้องของเขาต่อสู้กับผู้ฝึกตนนอกรีตเหล่านั้น
เพราะการปลดปล่อยพลังขณะต่อสู้ของจวินเยี่ยนทำให้หลิวหยิงรู้ถึงระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงของจวินเยี่ยนเขาก็นึกแปลกใจเช่นกันที่จวินเยี่ยนสามารถเลื่อนระดับพลังได้รวดเร็วจนอยู่ในระดับเดียวกันกับตนเอง
‘หรือว่าเจ้านี่จะใช้วิธีการเดียวกับข้า...แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะเท่าที่รู้ เจ้านี่ไม่ใช่ผู้บ่มเพาะแบบข้า’ หลิวหยิงได้แต่คิดในใจ
หลิวหยิงรู้สึกเสียดายมากทั้งที่เขาใช้วิธีการบ่มเพาะนี้มาได้ถึงสองเดือนแล้ว อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเขาก็จะเข้าสู่ระดับเก้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดแล้วไม่รู้ว่าพวกลูกน้องของเขาทำงานผิดพลาดตรงไหนจนทำให้ตัวยุ่งยากเหล่านี้ตามมาจนถึงที่นี่แต่ในเมื่อศัตรูมาหาเขาถึงที่ เขาก็ไม่นึกหวั่นแม้แต่น้อย
“เป็นเจ้านั่นเองที่มาขัดจังหวะเรื่องดีๆของข้าเช่นนั้นก็จงรับโทษจากข้าไปเสีย” หลิวหยิงกล่าวด้วยสีหน้าเย่อหยิ่ง
พวกเขาเคยปะทะกันสองสามครั้งแล้ว ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะครั้งล่าสุดเขาถึงกับผนึกพลังวิญญาณของจวินเยี่ยนได้ครั้งนี้เขาก็จะต้องทำได้อีกครั้ง และจะไม่ปล่อยโอกาสให้จวินเยี่ยนหนีไปได้อีกหลิวหยิงคิดด้วยความมั่นใจ
และโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงทั้งสองคนก็ตรงเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันซึ่งหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายต่างคนต่างก็คิดว่าจะไม่ปล่อยอีกฝ่ายไป
จวินเยี่ยนมีรากวิญญาณธาตุมืดสามารถดูดกลืนและปัดป้องพลังวิญญาณอื่นได้แต่หลิวหยิงก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถต่อต้านคู่ต่อสู้ที่มีรากวิญญาณธาตุได้เพราะเขาก็มีรากวิญญาณธาตุเช่นกัน นั่นคือธาตุไฟ
หลังการต่อสู้อันดุเดือดจนถึงขั้นบ้านบนเขาหลังนั้นของหลิวหยิงพังทลายป่าไม้บนเขาลูกนั้นถูกทำลายทั้งจากฝีมือของจวินเยี่ยนและหลิวหยิง
ส่วนลูกน้องคนอื่นๆ ของทั้งสองฝ่ายก็ไม่ปล่อยเวลาต่างก็ต่อสู้เช่นกัน
ในที่สุดการต่อสู้ก็จบลงด้วยความเสียหายอย่างหนักของผู้บ่มเพาะนอกรีตแต่ก็ใช่ว่าคนกลุ่มนั้นจะล้มหายตายจากทั้งหมด ยังมีบางคนที่เล็ดลอดหนีไปได้แต่ก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
ส่วนหลิวหยิงก็เสียหายยับเยินหนักจนถึงกับต้องงัดไม้ตายออกมาด้วยอุปกรณ์เวทหลบหนีแต่สภาพก่อนจากไปก็ย่ำแย่สะบักสะบอมหนักมาก ถึงกับตันเถียนเสียหายและได้ทิ้งประโยคสุดคลาสสิคฝากไว้ก่อนที่เขาจะหายตัวไปด้วยอุปกรณ์เวท
“ฝากไว้ก่อนเถอะ แค้นนี้ข้าจะกลับมาเอาคืนแน่”
อีกด้านหนึ่งผู้ฝึกตนนอกรีตที่ถูกโจมตีจากกลุ่มโอวหยางเฟยหลิง และกลุ่มทหารรับจ้างเหยี่ยวแดงมีบางคนที่หลบหนีและคิดจะพาหญิงสาวที่ถูกลักพาตัวมาหนีไปด้วยเพื่อใช้วิธีของหลิวหยิงเพิ่มระดับการบ่มเพาะให้กับตนเองบ้างแต่กลับถูกองครักษ์ของจวินเยี่ยนที่คอยดูแลสตรีเหล่านั้นฆ่าตาย
ทางด้านของโอวหยางเฟยหลิงหลังจากช่วยเพื่อนของเขาได้แล้วก็พากันไปยังสถานที่คุมขังบรรดาสตรีที่ถูกลักพาตัวมาเพราะนอกจากจะต้องไปช่วยเหลือคนรักของเพื่อนแล้วเขายังเพิ่งรู้ด้วยว่าหนึ่งในบรรดาคนที่ถูกลักพาตัวมาคือญาติผู้น้องของเขาทำให้เขาไม่อาจละเลยได้ แม้องครักษ์ของจวินเยี่ยนจะบอกว่าได้ให้ความช่วยเหลือและควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็ตาม
เมื่อไปถึงสถานที่คุมขังโอวหยางเฟยหลิงก็เห็นว่าเหล่าสตรีกำลังเดินออกมาจากห้องใต้ดินทีละคน
“ญาติผู้พี่ ญาติผู้พี่ ไม่ต้องเข้าไปแล้วเจ้าค่ะข้าอยู่ที่นี่”อู๋ลู่ซือเห็นหลังโอวหยางเฟยหลิงที่กำลังเดินเข้าไปใกล้ทางเข้าชั้นใต้ดินจึงร้องตะโกนด้วยความดีใจ เพราะคิดว่าเขามาช่วยนาง
โอวหยางเฟยหลิงหยุดเดินหันไปตามเสียงก็เห็นอู๋ลู่ซือกำลังวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้มกว้างที่ด้านหลังของนางมีองครักษ์สามคนกับผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่เพราะคนของจวินเยี่ยนบางคนและกลุ่มทหารรับจ้างเหยี่ยวแดงมาถึงก่อนแล้ว
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว จากนั้นก็หันกลับไปแล้วสอดส่ายสายตาหาคนรักของเพื่อนเขา อู๋ลู่ซือรีบวิ่งไปยืนข้างๆเขา
“เจ้าหยุดทำตัววุ่นวายเสียทีได้หรือไม่”โอวหยางเฟยหลิงดุญาติผู้น้องของเขา
“ข้า ข้าไม่ได้วุ่นวายเสียหน่อยที่ญาติผู้พี่มาที่นี่ก็เพื่อมาช่วยข้าไม่ใช่หรือ ข้าก็แค่อยากบอกว่าข้าออกมาแล้วญาติผู้พี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงข้า” อู๋ลู่ซือมีสีหน้าสับสนระคนน้อยใจ
โอวหยางเฟยหลิงขมวดคิ้ว “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าปลอดภัยและข้าก็ไม่ได้มาเพราะเจ้า”
เมื่ออู๋ลู่ซือได้ยินว่าที่โอวหยางเฟยหลิงมาถึงที่นี่จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือนางสีหน้าของนางจึงเปลี่ยนเป็นความโมโหและอับอายขึ้นมาทันที
“อะไรนะ ญาติผู้พี่ไม่ได้มาเพื่อช่วยข้าหรือแล้วท่านมาเพื่อช่วยใคร”หญิงสาวรีบถามทันทีด้วยน้ำเสียงแทบจะเป็นการตะโกนด้วยความลืมตัว
โอวหยางเฟยหลิงมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยไม่พอใจ“ข้าจะมาช่วยใครแล้วมันเกี่ยวอันใดกับเจ้า”
อู๋ลู่ซือถึงกับสะอึกกับคำตอบของบุรุษที่นางแอบชอบขณะที่นางกำลังจะต่อว่าโอวหยางเฟยหลิง ทันใดนั้น สตรีนางหนึ่งก็เดินออกมาจากประตูนางมองเขาด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าโอวหยางเฟยหลิงจะมาปรากฏตัวที่นี่นางส่งเสียงเรียกเขา
“คุณชายโอวหยาง”
ชายหนุ่มหันไปมองนาง “แม่นางเฉา”
แท้ที่จริงแล้วสตรีนางนี้ก็คือหญิงสาวที่เพื่อนของเขาแอบชอบมานานนั่นเอง
อู๋ลู่ซือขมวดคิ้วดวงตาขมึงทึงเพ่งมองหญิงสาวที่เพิ่งปรากฏตัวเมื่อเห็นทั้งสองคนทักทายกันเพราะมันหมายความว่าญาติผู้พี่ของนางไม่ได้ตั้งใจมาช่วยนางแต่ตั้งใจมาช่วยสตรีนางนี้ใช่หรือไม่
เมื่อคิดได้เช่นนั้นนางก็มองสตรีตรงหน้าด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ออกไปข้างนอกก่อนเถอะ อย่าขวางทางคนอื่นเลย”โอวหยางเฟยหลิงกล่าวชวน
“ดี” สตรีนางนั้นพยักหน้าเห็นด้วยแล้วก้าวเท้าเดินตามโอวหยางเฟยหลิงออกมา
อู๋ลู่ซือเห็นดังนั้น ก็รีบเดินตามมาด้วยทันทีนางจะไม่ปล่อยให้ทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากกว่านี้แน่นอนนางไม่รู้ว่าสตรีผู้นี้เป็นใคร แต่ไม่ว่านางจะเป็นใครก็ตามแต่ถึงกับทำให้โอวหยางเฟยหลิงมาช่วยได้สองคนนี้อาจจะมีความสัมพันธ์พิเศษบางอย่างก็ได้
‘ไม่! มันต้องไม่ใช่แบบนั้นพวกเขาอาจจะแค่รู้จักกันก็ได้’ อู๋ลู่ซือรีบปฏิเสธความคิดของตนเองทันที
แม้จะปฏิเสธความคิดนั้นแล้ว แต่นางก็มองหญิงสาวนางนั้นด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร
ขณะที่สตรีนางนั้นยังมีสีหน้าไม่เข้าใจว่าทำไมอู๋ลู่ซือถึงได้มองนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อทันใดนั้นก็มีเสียงทักทายของสตรีอีกนางดังขึ้น
“อ๊ะ คุณชายโอวหยาง...เป็นคุณชายโอวหยางจริงๆ ด้วย”
ซูเข่อซิง ซึ่งยืนรออยู่กับคนกลุ่มใหญ่เห็นบุรุษชุดแดงใบหน้าคุ้นๆ เดินมากับสตรีสองคนด้านหลังของเขายังมีองครักษ์อีกสามคนที่เดินตามมา นางจำเขาได้ทันทีเพราะโอวหยางเฟยหลิงรูปงามเกินใครในหมู่คน หล่อจนตาลายยิ่งเมื่อนางนึกเปรียบเทียบกับฉู่โม่โฉวอดีตสามีของนาง นางก็ยิ่งเจ็บใจนางรีบเดินเข้าไปใกล้เขา
นางเคยคิดจะอ่อยจวินเยี่ยนครั้งหนึ่งแล้วแต่ไม่สำเร็จเพราะจวินเยี่ยนดันรู้ประวัติความหลังที่ไม่ค่อยงามของนาง นางจึงหมดโอกาสแต่โอวหยางเฟยหลิงอาจจะไม่รู้ก็ได้ ดังนั้นนางจะต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองไม่แน่ว่าเขาอาจจะหลงเสน่ห์นางก็ได้ เพราะนางก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่งดงามคนหนึ่งหากหว่านเสน่ห์ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่หากสำเร็จก็ถือว่านางได้กำไรแล้ว
ซูเข่อซิงคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง
หญิงสาวแอบตั้งความหวังเพราะอย่างน้อยภูมิหลังของนางก็ไม่ได้เลวร้ายเกินไป นางเองก็เป็นคนแดนพรางซ่อนเป็นคนตระกูลปรุงยา อีกทั้งนางกำลังจะได้ผูกญาติกับคุณชายปิงดังนั้นคุณค่าของนางต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน คิดดังนั้นแล้วนางก็เดินเข้าใกล้โอวหยางเฟยหลิงมากขึ้น แล้วกะพริบตาถี่ๆ ทำหน้าไร้เดียงสาเอียงหน้าในมุมที่คิดว่าสวยที่สุด เพราะบุรุษหลายคนที่เห็นใบหน้าของนางในมุมนี้ต่างก็ระทวยต่อความงดงามของนางทั้งสิ้นโดยลืมไปว่าตอนนี้ผมเผ้าของนางกระเซอะกระเซิงเพียงไหนใบหน้าที่ถูกตบจนบวมช้ำก็ยังไม่หายดี โอวหยางเฟยหลิงที่ชินต่อใบหน้าของตนเองและมารดาจะเห็นความงามของนางได้อย่างไร
ซูเข่อซิงเดินเฉียดไปทางโอวหยางเฟยหลิงทันใดนั้นนางก็สะดุดหลุมอากาศจนล้มไปทางเขา
อู๋ลู่ซือเห็นดังนั้น ด้วยความหึงโหดนางจึงยกเท้าขึ้นถีบที่ต้นขาของซูเข่อซิงที่กำลังทำท่าจะผวาเข้าสู่อ้อมอกของโอวหยางเฟยหลิงอย่างแรง
อ๊าย~
ซูเข่อซิงอุทานด้วยความเจ็บระคนตกใจ
“เจ้าอย่ามาทำมารยาแถวนี้คิดว่าข้าจะไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าหรือไร”อู๋ลู่ซือที่เหมือนจงอางหวงไข่ตวาดแหวใส่ซูเข่อซิง
“เจ้าว่าใครมารยา แล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรมาทำร้ายข้า”
จากนั้นทั้งสองก็ทะเลาะตบตีกัน
โอวหยางเฟยหลิงหันไปมองทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชาและเหนื่อยหน่ายเขาไม่ได้ห้ามปรามการทะเลาะทั้งคู่
“คุณชายไม่ห้ามพวกนางหรือ ปล่อยเอาไว้เช่นนั้นจะดีหรือ”คนรักของเพื่อนของโอวหยางเฟยหลิงกล่าวขณะที่สายตาของนางมองสตรีทั้งสองตบตีกัน
“ช่างพวกนางเถอะ ไม่ต้องไปสนใจ”
โอวหยางเฟยหลิงไม่สนใจมองสตรีสองคนนั้นเลยสักนิดสายตาของเขากลับมองไปยังชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึง เป็นจวินเยี่ยนนั่นเองเขามาพร้อมกับองครักษ์และทหารรับจ้างของเขา
หลังจากพูดคุยสอบถามถึงกลุ่มผู้ฝึกตนนอกรีตและหัวหน้ากลุ่มคนร้ายเหล่านั้นอีกครู่หนึ่งโอวหยางเฟยหลิงก็เปลี่ยนไปถามจวินเยี่ยนถึงซินหยางเฟิ่ง แล้วกล่าวในตอนท้าย
“เจ้าบอกนางด้วยว่าอีกสองเดือนหอประมูลเจิ่งเหนียนจะจัดให้มีการประมูลครั้งใหญ่หากสนใจส่งของเข้าประมูลก็ขอเชิญ”
“ได้”
จวินเยี่ยนตอบแบบผ่านๆ เหมือนไม่ใส่ใจจากนั้นก็แยกย้ายกันเดินทางกลับบ้านโดยที่จวินเยี่ยนและโอวหยางเฟยหลิงล่วงหน้ากลับไปก่อนและทั้งสองคนได้สั่งคนของพวกเขาให้คอยคุ้มกันความปลอดภัยให้สตรีที่ถูกลักพาตัวเหล่านั้นไปส่งในเมืองเขตกลาง