ภายในค่ำคืนนั้นหลังจากที่หลายคนกำลังเข้าสู่ห้วงความฝัน นอนหลับอย่างสบาย แต่ว่าได้มีคนผู้หนึ่งที่กำลังจะออกไปจากที่พักของตนเอง ชายคนนั้นก็คืออูหลินเฟิง เขาได้นำยันต์สีขาวใบหนึ่งของตนเองออกมา บนยันต์อาคมใบนั้นนอกจากจะมีอักษรเขียนไว้ แต่ก็ได้มีภาพวาดอยู่บนนั้นด้วย นั่นคือภาพของจิ้งจอกที่มีหางเก้าหาง
“ช่วยซ่อนพลังหน่อยลุค” อูหลินเฟิงกล่าว เขาได้นำดวงจิตวิญญาณของลุคนำเข้ามาใส่กระบี่วิญญาณฟ้าที่มีความสามารถในการขยายพลังวิญญาณ
“ได้ๆ” ลุคตอบรับและใช้พลังจิตซ่อนเร้นของตัวเองซ่อนพลัง โดยรอบทั้งหมด ซ่อนพลังที่กำลังจะเกิดขึ้น
หลังจากที่พลังจิตของลุคได้ทำงาน อูหลินเฟิงเร่งพลังวิญญาณของตนเองนำจิตวิญญาณของลุคประสานเข้าไปในยันต์อาคมที่ดูดกลืนร่างของจิ้งจอกเก้าหางไปเรียบร้อยแล้ว ร่างของลุคค่อยๆ กลายเป็นคนอีกครั้งที่หลังของลุคในครั้งนี้มีเงาของหางทั้งเก้าของจิ้งจอกปรากฏขึ้นมา
“ใช่จริงๆ ด้วย ร่างนี้เหมาะสมแก่การใช้พลังจิตจริงๆ เพียงแค่เข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้วก็ราวกับว่าจะสามารถใช้พลังจิตได้ทุกประเภท แม้ว่าระดับของพลังจิตจะเท่าเดิมแต่ความแข็งแกร่งกับมากกว่าเดิม” ลุครับรู้ได้ทันทีเมื่อตัวเองเข้ามาอย่างร่าง ของชิกิงามิตัวนี้ ช่างเป็นร่างที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้พลังจิตยิ่งนัก เพียงแต่เข้ามาพลังจิตทุกด้านก็มีความชำนาญเข้าสู่ระดับแก่นแท้แล้ว
“พวกเราไปกันเถอะ” อูหลินเฟิงกล่าว ในตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่มากก่อนที่จะประกาศผล เขาจะต้องไปยังที่ที่หนึ่งก่อนเพื่อความแน่ใจของตนเอง
“งั้นก็รีบไปกัน” ลุคกล่าวพร้อมกับเร่งพลังจิตซ่อนเร้นของตัวเองขึ้นสูงสุด ลุคที่กำลังใช้ร่างชิกิงามิ ที่ถูกสร้างโดยการใช้ร่างของจิ้งจอกเก้าหาง ความสามารถในการซ่อนเร้นครั้งนี้สูงส่งเป็นอย่างมาก หากไม่ใช่ชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์มาเองอาจจะไม่สามารถที่จะรับรู้ถึงการซ่อนนี้ก็เป็นได้
ทั้งสองต่างเคลื่อนตัวไปในความมืดโดยไม่มีผู้ใดรับรู้
..
..
เช้าวันประกาศผล หลังจากที่ผู้อำนวยการแต่ละคนวิเคราะห์ความสามารถของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดได้เรียบร้อย และคัดเลือกผู้ที่คิดว่าพร้อมในการเผชิญหน้ากับแดนจันทราโลหิตภายในแดนเทพรกร้าง ก็ได้คัดเลือกคนจำนวนหนึ่งออกมา
จากผู้ที่เข้าร่วมการประลอง
ทวีปเหนือหรือทวีปหมื่นภูผา ผู้เข้าร่วมการประลองสองร้อยคน ผ่านสามสิบคน
ทวีปตะวันออกหรือทวีปไร้ตะวัน ผู้เข้าร่วมการประลองสามร้อยคน ผ่านสี่สิบห้าคน
ทวีปใต้หรือทวีปไร้พิรุณ ผู้เข้าร่วมการประลองสองหนึ่งร้อยคน ผ่านสิบคน
ทวีปตะวันตกหรือทวีปปราณฟ้า ผู้เข้าร่วมการประลองสองหนึ่งร้อยคน ผ่านสิบคน
ลูกศิษย์จากสถาบันเทพราชัน เข้าร่วมการประลองสองร้อยคน ผ่านห้าสิบคน
มหาสมุทรร้อยเกาะ เข้าร่วมหนึ่งร้อยคน ผ่านสิบห้าคน
รวมจำนวนที่ผ่านทั้งสิ้น หนึ่งร้อยหกสิบคน เรียกได้ว่าเป็นกองกำลังกว่าร้อยคน แม้ไม่ถือว่าใหญ่มากแต่ก็เป็นกำลังรบที่ไม่อาจดูถูกได้ เพราะแต่ละคนที่ได้รับคัดเลือกคือผู้ที่มีความสามารถในการต่อสู้ข้ามขั้นได้
“อูหมินจิง ถงต้าเหวย กวนซ่างซี ไม่ผ่านสินะ หือ? แม้แต่ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ มุราคามิ มิซากิ หลางหลินหลิน ตงฟางจิ๋ว ก็ไม่ได้รับเลือก แปลกจริงๆ” อูหลินเฟิงคิด หากว่ามีอูหมินจิง ถงต้าเหวย กวนซ่างซี คนรู้จักของเขาที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกเขาจะไม่ค่อยแปลกใจมากนัก แต่ว่าท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ มุราคามิ มิซากิ หลางหลินหลิน ตงฟางจิ๋ว แม้ว่าทั้งสี่คนจะไม่ได้ชนะการประลองแต่ว่าก็มีความสามารถมากพอในการต่อสู้ข้ามขั้น และ ย่อมต้องมีความสามารถในการเอาตัวรอดในแดนเทพรกร้างได้อย่างแน่นอน แต่กลับไม่ถูกรับเลือกเนี่ยนะ
ที่ท่านหญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ฝ่ายแพ้เพราะว่า นางได้ต่อสู้กับตงฟางชุนที่เป็นถึงอันดับห้าของร้อยมังกรทะยาน พี่ชายของตงฟางจิ๋วที่มาจากแดนจ้าวสมุทรและยังมีลมปราณมหาสมุทรเช่นเดียวกัน หญิงเฟิ่งหวงเซียนเอ๋อร์ที่มีลมปราณด้านเปลวเพลิงจึงพ่ายแพ้แก่ ตงฟางชุนที่มีลมปราณด้านวารี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่านางอ่อนแอ เปลวเพลิงที่มีความสามารถในการรักษาย่อมต้องจำเป็นกับกองกำลังที่จะเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง
“เป้าหมายของพวกนี้ คงเป็นแบบที่พวกเราคิดแน่ๆ ….” เสียงของลุคที่นำจิตวิญญาณของตัวเองเข้าสู่กระบี่พูดออกมาหลังจากที่เห็นรายชื่อของผู้ที่ผ่านและไม่ผ่านการคัดเลือก
“ดูเหมือนว่าจะแบบนั้นจริงๆ ไปสมทบกับคนอื่นดีกว่า” อูหลินเฟิงจึงได้เดินทางไปหาสหายของตนเองอีกครั้ง สิ่งที่เขาเห็นก็คือถงต้าเหวยที่กำลังนั่งคอตกอยู่ คงรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้รับเลือกให้ไปยังแดนเทพรกร้าง อูหมินจิงเองก็แสดงสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเช่นเดียวกัน
“เป็นอะไรไป เสียใจงั้นหรือ น้องรอง” อูหลินเฟิงถาม
“ขอรับ ข้าพยายามทำดีที่สุดแล้ว แต่ว่าก็ยังไม่อาจได้รับเลือกให้เข้าไปแดนเทพรกร้างร่วมกับท่าน” อูหมินจิงกล่าว ด้วยสีหน้าที่ราวกับว่ากำลังรู้สึกผิด
“ถ้าไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ถือว่าเจ้าพยายามทำดีที่สุดแล้ว” อูหลินเฟิงพยายามที่จะปลอบใจน้องชายของตนเองแต่ว่าก็ดูเหมือนจะไม่อาจปลอบได้มากเท่าไหร่ คงมีกวนซ่างซีที่ดูเหมือนว่าจะสงบยิ่งได้มากที่สุด
“หมายความว่าในกลุ่มของพวกเราจากทวีปปราณฟ้า มีข้า อูหลินเฟิง ลี่เจียง เซี่ยชิงเอ๋อร์ ไป๋หลันฮวา กู่ซือเอิน เสวี่ยหานเอ๋อร์ เจ็ดคนสินะ” จงหมิ่นกล่าว
“ถูกต้อง” อูหลินเฟิงกล่าว
“กำลังคิดอะไรอยู่งั้นหรือ” กู่ซือเอิน อยู่ๆ ก็ถามออกมาราวกับว่าสัญชาตญาณบางอย่างของนางบอกว่าอูหลินเฟิงคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องของผู้ที่ได้รับคัดเลือกและผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือก
“ข้าคิดว่ามีบางอย่างแปลกๆ ในการรับเลือกครั้งนี้” อูหลินเฟิงกล่าว
“เจ้าเองก็คิดเช่นเดียวกันสินะ” กวนซ่างซีกล่าว หลังจากที่นางดูรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จึงรับรู้ได้ทันทีถึงความแปลกประหลาดของรายชื่อนี้
“อะไรที่แปลกประหลาดนั้นเหรอ” ถงต้าเหวยถาม
“หากเป็นคนอื่นข้าอาจจะไม่ค่อยแปลกประหลาดเท่าไหร่แต่ว่าหลางหลินหลิน น้องสาวของหลางจวินมีความสามารถในการต่อสู้พอๆ เฟิ่งหวงหยางชุนที่ได้รับคัดเลือก ตงฟางจิ๋วเองก็ไม่ได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ จากที่ดูแล้วทุกๆ แดนศักดิ์สิทธิ์ที่มาสองคน จะมีเพียงคนเดียวที่ได้เข้าไปยังแดนเทพรกร้างเท่านั้น” อูหลินเฟิงกล่าว
“นั่นก็เพราะว่าทางสถาบันเทพราชันอยากให้คนธรรมดา มีโอกาสไปแสวงหาโชคภายในแดนเทพรกร้างหรือเปล่า” ถงต้าเหวยตอบ
“แต่ในการไปยังแดนเทพรกร้างครั้งนี้อาจจะต้องต่อสู้เป็นตายกับแดนจันทราโลหิต แต่กำลังรบสำคัญอย่างแดนศักดิ์สิทธิ์กลับไม่ได้ถูกรับเลือกไปทั้งหมด แบบนี้มันน่าแปลกไม่ใช่หรือไง” อูหลินเฟิงกล่าว คำกล่าวของเขาสร้างความสงสัยให้แก่ทุกคนในที่นี้ ถูกอย่างที่อูหลินเฟิงพูดการไปยังแดนเทพรกร้างครั้งนี้อาจจะต้องต่อสู้ถึงชีวิตกับแดนจันทราโลหิต แต่ผู้ที่มีความต่อสู้แข็งแกร่งกลับไม่ได้ถูกรับเลือกไป
แต่ในตอนนั้นเองตอนที่ทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยกับการคัดเลือกคนไปยังแดนเทพรกร้าง ได้มีลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันบางคนเดินผ่านมาพร้อมกับคุยกัน
“นี่ดูเหมือนว่า องค์ชายจากราชวงศ์หมื่นศาสตราจะมีเรื่องอีกแล้ว คราวนี้เหมือนจะไปมีเรื่องที่ค่ายกลมิติ” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันกล่าวออกมา
“ทั้งๆ ที่เป็นองค์ชายจากแดนศักดิ์สิทธิ์แท้ๆ แต่กลับทำตัวราวกับกุ๊ยข้างถนน” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันอีกคนได้กล่าวออกมา
“นี่ๆ พี่ชายเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นหรือ” อูหลินเฟิงที่ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองก็รีบเข้าไปถามทันที
“อะ อูหลินเฟิง” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันตกใจที่อยู่ๆ อูหลินเฟิงก็เข้ามาถาม ตัวเขาเองก็ได้ดูการประลองที่เพิ่งเกิดขึ้นไปอูหลินเฟิงผู้นี้มีความสามารถมากพอที่จะอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของร้อยมังกรทะยานได้
“คือว่า หลังจากที่ได้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือก องค์ชายจากราชวงศ์หมื่นศาสตราต้องการที่จะกลับไปยังทวีปของตนเองโดยไว แต่ว่าค่ายกลมิติที่ใช้ในการส่งข้ามมิตินั้นต้องใช้ทรัพยากรสูงมาก ทางสถาบันเทพราชันจะสามารถใช้ค่ายกลได้อีกครั้งก็ต่อเมื่อหลังจากที่ส่งคนที่ผ่านการคัดเลือกไปยังแดนเทพรกร้างแล้ว จึงจำเป็นจะต้องให้องค์ชายทั้งสองรออยู่ที่นี่ แต่ว่าองค์ชายเก้าหนานกงหมิง จะไม่ยอมและโวยวายจนมีเรื่องทะเลาะวิวาทเจ้าหน้าที่ที่คุมค่ายกลมิติ แต่หลังจากที่รับรู้แล้วว่ายังไงก็ไม่อาจเปิดค่ายกลได้ จึงเลือกที่จะใช้เรือเหาะขนาดเล็กเดินทางออกจากสถาบันเทพราชันกลับสู่ทวีปของตนเองเพียงสองคนเท่านั้น” ลูกศิษย์ของสถาบันเทพราชันอีกคนได้กล่าวตอบคำถามที่อูหลินเฟิงต้องการรู้
“ขอบใจท่านมากพี่ชายทั้งสอง” อูหลินเฟิงกล่าวขอบคุณและเดินกลับมายังกลุ่มของตนเอง
“เหมือนว่าจะเป็นองค์ชายที่เอาแต่ใจเสียจริง” จงหมิ่นกล่าว
“นั่นสินะ ช่างเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ” อูหลินเฟิงกล่าวเห็นด้วย แต่ในจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตมุมปากของอูหลินเฟิงกลับยกยิ้มขึ้นมา
..
..
ณ ทะเลอันกว้างใหญ่อันเป็นรอยต่อของการเดินทาง ระหว่างสถาบันเทพราชันและทวีปไร้พิรุณ ชายหนุ่มสองคนกำลังนั่งอยู่บนเรือเหาะ ที่กำลังแล่นอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคิดจะทำยังไงต่อไป” หนานกงอวี้ถามน้องชายของตนเอง ในการมาครั้งนี้เขายอมทำตามคำพูดของน้องชายที่ให้แกล้งยอมแพ้ เพื่อที่จะไม่ได้ถูกคัดเลือกไปยังแดนเทพรกร้าง
“ก็ไม่ต้องทำยังไง เพียงแค่กลับไปยังราชวงศ์อย่างปลอดภัยก็พอ” หนานกงหมิงกล่าวออกมา อย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับว่าการพ่ายแพ้และการไม่ถูกรับเลือกไปยังแดนเทพรกร้างไม่ได้สำคัญกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“แล้วเจ้าคิดว่ายังไงเกี่ยวกับ…” ในระหว่างที่หนานกงอวี้กำลังจะถามน้องชายของตนเองต่อไป อยู่ๆ บรรยากาศของท้องทะเลก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากคลื่นทะเลที่กำลังสงบนิ่งกลับเกิดระลอกคลื่นที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ท้องฟ้าที่เคยไร้เมฆกลับ มีเมฆฝนเข้ามาปกคลุมอย่างรวดเร็ว
“อะไรกัน ไม่พวกนี้มัน??” หนางกงหมิงมองไปยังเมฆที่ปรากฏขึ้นมาอย่างแปลกใจ เหตุใดอยู่ๆ ท้องฟ้าที่เคยปลอดโปร่งกับมีเมฆฝนปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว ในตอนนั้นเอง
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เสียงของสายฟ้ามากมายดังขึ้นภายในหมู่เมฆเหล่านั้น จากเมฆฝนกลายเป็นพายุที่มีสายฟ้าอยู่ภายใน ในตอนนั้นเองสายฟ้ามากมายได้ถูกรวมเข้าไปยังจุดเดียวกันภายในหมู่เมฆฝนเหล่านั้น
“รีบ!! เร่งความเร็วสูงสุด” หนานกงหมิงที่สัมผัสได้ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ธรรมดา ย่อมไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแน่ๆ รีบบอกให้พี่ชายของตนเองเดินทางออกจากจุดนี้ให้ไวที่สุด หนานกงอวี้ที่ได้ยินแบบนั้นก็เดินหน้าเรือเหาะอย่างเต็มกำลัง ความเร็วของเรือเหาะเพิ่มจากเดิมถึงสองเท่าแต่ว่า เปรี้ยง คลื่นสายฟ้าขนาดใหญ่เพียงแค่เส้นเดียว ได้ผ่าลงมายังจุดของเรือเหาะ ทำให้เรือเหาะนั้นไม่เหลือแม้แต่เศษซาก และไม่เหลือแม้แต่เศษร่างกายของหนานกงอวี้และหนานกงหมิง
“ไม่กลัวว่าทางราชวงศ์หมื่นศาสตราจะเคลื่อนไหวงั้นหรือ องค์ชายพวกนั้นน่าจะมีวัตถุเชื่อมวิญญาณอยู่” เสียงปริศนาของสตรีได้ดังขึ้นมาภายในชั้นบรรยากาศ ภายในชั้นบรรยากาศตอนนี้มีหนึ่งสตรีหนึ่งบุรุษกำลังลอยตัวอยู่เหนือชั้นบรรยากาศ
“ไม่จำเป็นต้องกังวล สถานที่ที่พวกนั้นตาย ไม่ใช่ภายในสถาบันเทพราชันของเรา แต่เป็นในระหว่างการเดินทางกลับ ต่อให้ราชวงศ์หมื่นศาสตราอยากถามหาความรับผิดชอบก็ไม่สามารถที่จะมาถามหาความรับผิดชอบกับพวกเราได้” น้ำเสียงอันเยือกเย็นของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งได้กล่าวออกมา
หากคนที่อยู่ภายในสถาบันเทพราชันมาเห็นจะต้องรับรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้คือใคร เพราะว่าทั้งสองคนนี้ก็คือสองในสิบผู้อำนวยการสถาบันเทพราชัน ผู้เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ ผู้อำนวยการสาขาที่หนึ่งและสาขาที่สองของสถาบันเทพราชัน
..
..
จบตอน