ยากูซ่าพลังผู้กล้า

    เหมันต์ที่ 2 : สาวงามมักใจร้าย

            ท่ามกลางทางเดินอันขรุขระเต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังเกลื่อนกลาดเต็มพื้นโดยไม่ได้รับการดูแลกลิ่นความชื้นและกลิ่นเหม็นอับโชยเข้าจมูกจนแทบอยากอาเจียน

     

            ความเก่าแก่ตามการทรุดโทรมของตึกทำให้ไม่มีใครอยากเข้ามาที่แห่งนี้อีกทั้งยังมีการเข้ามารุกรานจากกลุ่มวัยรุ่นเพื่อหวังทำลายสิ่งของจนมันเลวร้ายไปกว่าเดิมทำให้ตึกร้างหลายชั้นแห่งนี้ชวนเป็นสถานที่น่าขนลุกและน่าท้าทายในการเข้ามาทดสอบความกล้ายามค่ำคืน

     

            ตึก! ตึก! เสียงวิ่งของผู้คนนับสิบกำลังไล่ล่าตามหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ด้วยความรีบร้อนพร้อมอาวุธครบมือ

     

            อย่างนั้นแหละ ตามมาอย่างนั้นแหละ

     

            “หยุดนะโว้ย! นังบ้านี่!”ชายฉกรรจ์ชุดสูทแสนหรูหราหมาเห่าร้องตะโกนเสียงดังด้วยใบหน้าที่โกรธจัด

     

            แต่หญิงสาวดังกล่าวกลับไม่สนใจคำพูดนั้นเลยแม้แต่น้อยเธอยังคงวิ่งขึ้นบันไดที่แสนน่ากลัวต่อเนื่อง

     

            “ถ้าจับได้เมื่อไหร่ข้าจะทรมานแกให้ร้องของชีวิตเลย คอยดู!”เสียงด่าทอมาพร้อมกับลมหายใจอันหอบเหนื่อยของอีกหลายคน

     

            “พะ พวกแกรีบตามขึ้นไปเร็ว!”

     

            “คะ ครับ!”แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจแต่พวกเขายังคงทำตามคำสั่งของหัวหน้า

     

            ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้มากิหรือหญิงสาวที่กำลังวิ่งหนีอยู่ได้เข้าไปพูดจาท้าทายกลุ่มชายฉกรรจ์พวกนี้อย่างรุนแรงเป็นการดูถูกเป็นส่วนใหญ่อีกทั้งยังเตะอัดหน้าชายที่นั่งพักหายใจด้านล่างจนปลิวไปชนกำแพงด้วยความรุนแรงเขาทนไม่ไหวเลยสั่งลูกน้องจับตัวมากิมาแก้แค้นให้รู้สำนึกแต่เธอกลับวิ่งหนีจนมาถึงตึกนี้

     

            สาเหตุในการเข้าไปกวนอารมณ์พวกนั้นเนื่องจากพวกเขาตามสืบความเป็นมาและประวัติต่างๆ ของจินอีกทั้งยังพยายามจะบุกรุกเข้าไปยังบ้านของจินที่เป็นร้านกาแฟอีกด้วยแต่สแตนก็พูดจาสุภาพกันออกมาได้ทำให้พวกนั้นสบถและอารมณ์ไม่ดีทำลายข้าวของมาตลอดทาง มากิลอบติดตามมาตั้งแต่ที่ร้านเมื่อสบโอกาสเลยวางแผนพาพวกนั้นไปยังสถานที่เชือดพวกนี้ทิ้งได้อย่างสบายใจ

     

            ตึก! ตึก!ผู้ชายทั้งสิบกว่าคนยังวิ่งไล่ตามมากิขึ้นไปอย่างไม่ลดละความพยายามแม้จะมีเหงื่ออาบทั่วร่างแต่ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งหัวหน้าที่นั่งพักด้านล่างเลยสักคนเดียว

     

            รีบตามมาเร็วเหล่าอาหารเคลื่อนที่ทั้งหลาย มากิวิ่งอยู่เลียริมฝีปากชักอดใจไม่อยู่

     

            กึก!มากิหยุดวิ่งทันทีเมื่อมาถึงชั้นบนสุดที่เป็นดาดฟ้าของตึกร้างแห่งนี้

     

            ทั่วพื้นที่เต็มไปด้วยเศษซากและขยะเน่าเหม็นต่างๆตามฝาผนังถูกเขียนตัวอักษรจากสีสเปรย์พ่นเป็นประโยคแสดงอารมณ์แง่ลบ

     

            แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผิวกายที่ขาวซีดของเธอจนสะท้อนราวกับกระดาษสีขาวแสนสะอาดยามต้องแสงผนวกด้วยสายลมอ่อนเบาพัดพาผมยาวสลวยของเธอให้ไหวไปแรงด้วยรูปลักษณ์และความงดงามจากใบหน้าของเธอยิ่งทำให้มากิกลายเป็นภาพที่ชวนน่ามองเป็นอย่างมาก หากไม่นับความกระหายเลือดจากดวงตาคู่นั้น

     

            แค่ก! แค่ก!พวกเขาวิ่งตามจนถึงโดยใช้เวลาค่อนข้างนานหน้าตาแทบดูไม่ได้กำลังจับเข่าหอบหายใจกันอย่างเหนื่อยล้าพลางมองไปหามากิกันทุกคน

     

            “นะ ในที่สุดก็หยุดหนี นะ นังบ้าเอ๊ย!”ชายคนหนั่งพูดงติดขัดหายใจไม่ทัน

     

            “ไม่มีที่ให้หนีแล้วสาวน้อย...”ชายที่เป็นหัวหน้าพูดขึ้นอย่างหื่นกระหายทันทีเมื่อเขาตามลูกน้องขึ้นมาด้านบนได้ทัน

     

            พอมองมากิได้ถนัดตาบวกกับแสงที่ส่องกระทบทำให้รูปร่างและความงดงามของมากิปลุกความเป็นชายในตัวจนรุ่มร้อนขึ้น

     

            “เอาไงกับเธอดีหัวหน้า?”ลูกน้องถามขึ้นด้วยอารมณ์ไม่ต่างกัน

     

            ชายที่เป็นหัวหน้าวางท่าเดินไปด้านหน้าลูกน้องแล้วไล่สายตามองทุกส่วนของมากิ

     

            “ทีแรกกะจะฆ่าทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดแต่ว่าตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้วว่ะ!” เขาเลียริมฝีปากอย่างโรคจิต

     

            “มันค่อยคุ้มค่าเหนื่อยหน่อย ฮ่าๆๆ”เมื่อพวกเขาเห็นหัวหน้าแสดงอาการดังกล่าว เหล่าลูกน้องทุกคนก็พาหัวเราะอารมณ์ดี

     

            “นั่นนะสิหัวหน้าพวกผมของขาดกันมาตั้งนาน ถึงคราวเติมของกันหน่อยแล้ว!”ชายอีกคนพูดสนับสนุนความคิดของหัวหน้า

     

            “สวยๆ แบบนี้จะให้พวกผมเติมทีหลังก็ได้พวกผมไม่ถือ เหลือให้พวกผมบ้างก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ”

     

            “ว่ายังไงน้องสาว อยู่ๆมาเตะพี่อย่างนั้นแล้ววิ่งหนีแบบนี้จะให้พวกพี่ใช้กำลังรุนแรงกับผู้หญิงมันก็ยังไงอยู่ ต้องมีอะไรมาชดใช้กันหน่อยแล้วว่าไงพวกเรา!” หัวหน้าพูดกับมากิแล้วหันมาถามพวกลูกน้อง

     

            “ต้องสมน้ำสมเนื้อด้วยนะลูกพี่ ฮ่าๆๆ”เหล่าลูกน้องหัวเราะร่า

     

            “ยอมอยู่นิ่งๆแล้วพวกพี่จะคอยดูแลน้องอย่างถนุถนอมนะจ๊ะ” หัวหน้าของกลุ่มชายฉกรรจ์พูดกระหายแล้วเดินเข้าไปหามากิที่ยืนนิ่งเงียบ

     

            “ทำไมไม่ตอบแบบพี่บ้างล่ะหรือว่าตกลงกันเอ่ย...” เขายังคงฉีกยิ้มฝันหวาน

     

            ผู้คนข้างหลังมองไปยังมากิกับหัวหน้าของตนด้วยความหวังบางอย่าง

     

            ฉัวะ! ซ่า!แล้วพากันตกตะลึงเมื่อหัวของหัวหน้าตนถูกตัดขาดลอยกลางอากาศ

     

            ตุ้บๆๆๆหัวที่ขาดหลุดร่วงหล่นกลิ้งไปตามพื้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้างร่างกายที่ไร้ซึ่งหัวประดับอยู่ก็พ่นเลือดออกมาอย่างกับน้ำพุที่พุ่งขึ้นฟ้า

     

            “อ๊า... เลือดสดๆ มันอร่อยจริงๆนั่นแหละ อย่างอื่นเทียบไม่ได้เลยสักนิด”มากิเงยหน้าทำท่าสะใจหลังจากยกมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมาชิม

     

            “หะ หัวหน้า!!!”เหล่าลูกน้องที่ทำท่าดีใจก่อนหน้านี้ กลับมาเป็นตกตะลึงปนหวาดกลัวกันทั่วหน้า

     

            “กะ แกมันนังปีศาจ”ชายคนหนึ่งพูดตัวสั่นแล้วยกปืนขึ้นเล็งหญิงมากิ

     

            “...” เธอก้มลงมามองกลุ่มชายตรงหน้าแล้วฉีกยิ้มให้อย่างงดงามแก่คนพวกนั้น

     

            หากเป็นยามก่อนหน้านี้พวกเขาคงเคลิ้มลอยไปกับรอยยิ้มชวนเสน่หาของเธอแต่ยามที่เลือดของหัวหน้าพวกเขากำลังอาบทั่วตัวเธอมันกลับทำให้กลายเป็นภาพชวนสยองและน่ากลัวเป็นยิ่ง

     

            “ฆะ ฆ่ามัน ฆ่านังนี้!!!”ชายคนหนึ่งพูดดึงสติทุกคนที่กำลังจะเตรียมวิ่งหนี

     

            ขวับ!!! ปัง! ปัง! ปัง!ปืนจากชายฉกรรจ์ทั้งสิบถูกเหนี่ยวไกยิงไปยังมากิกันอย่างรวดเร็วเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณและควันจากเขม่าปืนก็ฟุ้งกระจายส่งกลิ่นเหม็นสาบดินปืนไปทั่ว

     

            มากิมาโผล่หน้าชายคนหนึ่งและฟันร่างนั้นจนขาดเป็นสองท่อนเธอดึงร่างท่อนบนของเหยื่อขึ้นมากัดที่คออย่างรวดเร็วแล้วดูดเลือดของเขาจนหมดตัว

     

            ปัง!เหล่าคนที่เหลือยังคงยิงเธออย่างไม่หยุดทั่วทั้งร่างของมากิพรุนไปด้วยรูกระสุนจากการถูกยิง ทำเอาพวกเขายืนตัวแข็งกันเมื่อเห็นมากิไม่ล้มลงไป ทั้งที่พวกเขายิงไปแล้วขนาดนั้น

     

            “...”ร่างไร้โลหิตถูกเหวี่ยงทิ้งไม่ไยดี เธอหันหน้าไปมองพวกคนที่เหลือร่างกายของเธอสมานแผลและขับลูกกระสุนออกจากรูที่เต็มทั่วทั้งร่างตกลงพื้นเสียงสะท้อนดังก้องเข้าไปหัวของพวกเขา

     

            เขี้ยวของเธองอกยาวจนพ้นริมฝีปากดวงตาสีแดงจับจ้องเหยื่อด้วยความหิวกระหาย

     

            “ปะ ปีศาจ วะ เหวอ! ไม่อยู่แล้ว!!!”พอเห็นหน้ามากิชัดเจน เขาเลือกทิ้งปืนแล้วหันหลังวิ่งหนีทันที

     

            “โถ่เว้ย! ไอ้ขี้ขลาด ยิงมันยิงนังบ้านี่สิวะ!” ชายอีกคนหันไปต่อว่าคนที่วิ่งหนีและทำใจกล้ามาสู้กับมากิต่อ

     

            “ตะ แต่ว่ายิงเท่าไหร่มันก็ไม่ตายเลยนะครับ” ชายอีกคนแย้งด้วยเนื้อตัวสั่น

     

            ปัง! ปัง! ปัง!

     

            “ยิงมันเข้าไป!!!”ชายผู้นั้นไม่เลือกความลังเลในสายตา ไม่สู้ยังไงก็ตาย สู้ยังมีลุ้นกว่า

     

            มากิหลบไปมาด้วยความเร็วพลางเลียริมฝีปากอย่างอารมณ์ดีก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปสังหารกลุ่มคนเหล่าตรงหน้า

     

            “อ๊าก!”ชายคนหนึ่งร้องเจ็บปวดดังลั่นถูกตัดแขนจนขาดกระเด็นไปอีกด้านชายอีกคนถูกบั่นคอลงตายอย่างเงียบเฉียบชายอีกคนถูกเคียวมากิเจาะอกและเหวี่ยงไปแทงอีกคนจนร่างทั้งสองคล้ายกับไม้เสียบลูกชิ้น

     

            มหกรรมการไล่ล่าจากกลุ่มชายฉกรรจ์กลับกลายเป็นการไล่ดูดเลือดของมากิไปทันที

     

            ตึก! ตึก!เหลือเพียงคนรอดเพียงคนเดียวที่วิ่งหนีไปก่อน เขาวิ่งลงบันไดอย่างมีความหวังพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือดกับเหงื่อกายไหลย้อยไปทั้งตัว

     

            “ปีศาจๆๆ”เสียงในปากก็ยังพึมพำคำเดิมแสดงความหวาดกลัวราวกับคนเสียสติ

     

            ตึก! ตึก! แม้เรี่ยวแรงจากขาจะไม่ค่อยมีแต่เขาก็ยังพยายามวิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดพัก

     

            “แค่กๆ ปีศาจๆ ไม่เอาแล้วๆ”ขนาดเหนื่อยหอบเขายังคงพึมพำ

     

            กึก!ฉับพลันเขาหยุดวิ่งด้วยเบิกตากว้างที่จ้องไปด้านหน้าตื่นตระหนกร่างกายเริ่มสั่นไร้การควบคุม

     

            มากิเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดของเหล่าชายฉกรรจ์ด้านบนยืนยิ้มให้ชายตรงหน้าด้วยความหยาดเยิ้ม สีผมที่เคยขาวสลวยกลายเป็นสีแดงสดของเลือด

     

            “ยะ อย่า! อย่าเข้ามา”เขาถอยหลังไปทีละก้าวอย่างหวาดระแวง

     

            มากิเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้มกวัดแกว่งเคียวสีดำในมือไปมาอย่างชำนาญแล้วสิ่งที่ชายผู้คนเห็นก็มีเพียงความมืดอันนิรันดร์

     

            …

     

            ณห้องรับแขกแสนหรูหราที่ถูกออกแบบสไตล์ยุโรปโดยเน้นไปที่โทนสีขาวให้ความสว่างสะอาดสายตาโซฟาสีขาวตัวยาวถูกนั่งด้วยหญิงสาวสองคนกำลังยกชาส่งกลิ่นหอมขึ้นมาจิบด้วยความสุภาพราวกับกุลสตรีมารยาทงามถัดออกไปมีชายอีกคนนั่งอยู่ที่เก้าอี้สีขาวตรงข้าม อีกสองคนยืนอยู่ขอบหน้าต่างที่เป็นกระจกบานใหญ่สามารถมองเห็นวิวด้านนอกได้เกือบทั้งหมดของสวนหลังบ้าน

     

            “เรียกพวกเรามาพบกันแบบนี้มีเรื่องอะไรอีกมาร์ค” หญิงสาวชุดสีแดงพูดขึ้นหลังจากวางถ้วยชาลงแล้ว

     

            “อย่าบอกว่าเรื่องเดียวกับที่นายโวยวายในบ้านของคุณชาโต้”ชายในชุดสูทสีขาวแสนสะอาดพูดขึ้นมองไปยังชายตรงข้ามที่ยืนตรงหน้ากระจกเช่นเดียวกับเขา

     

            “อื้อ เรื่องนั่นแหละฉันพยายามคิดแล้วคิดอีก แต่ก็ทำใจยอมรับเขาขึ้นมาเป็นหัวหน้าไม่ได้”มาร์คที่อยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มพูดอย่างไม่สบอารมณ์

     

            “คุณต้องหัดปล่อยวางได้แล้วยอมรับการเปลี่ยนแปลงเถอะอีกอย่างพวกเราได้สัมผัสความแข็งแกร่งของเขามาบ้างแล้วด้วย”หญิงสาวที่หน้าตางดงามที่นั่งตรงโซฟาหรูคนหนึ่งพูดแล้วทำให้ทุกคนฉุกคิดไปถึงตอนนั้นที่จินส่งจิตสังหาร

     

            “ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก โซอึน”มาร์คพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

     

            “แล้วคุณจะทำยังไงละครับ”ชายหน้าตาราวกับผู้หญิงที่ตัวเล็กกล่าวถาม

     

            “ฉันมีวิธีอยู่อาจจะดูโหดร้ายไปบ้างแต่ฉันคิดว่ามันดีที่สุดแล้วที่จะทำใจยอมรับมันได้”มาร์คกล่าวด้วยใบหน้าตึงเครียดเล็กน้อย

     

            “อย่าบอกว่านายจะให้เขาเข้าไปยังที่นั่น!”มิคังลุกขึ้นยืนฉับพลันด้วยใบหน้าจริงจัง

     

            “มันดีที่สุดแล้ว” มาร์คยืนยันคำเดิม

     

            “แต่ไม่เคยมีใครสำเร็จสักคนตั้งแต่ท่านรุ่นที่1 แล้วนะมาร์ค”

     

            “ฉันเข้าใจที่นายพูด ริโตะแต่ฉันไม่มีทางเลือก หากเขาไม่ผ่านจุดนี้ไปได้พวกคนอื่นก็ไม่อาจยอมรับเขาได้อย่างที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้เขาไม่ได้เข้าร่วมแก๊งมาตั้งแต่ทีแรก ผลงานอะไรก็ไม่มีหากเทียบกับคุณเคียวแล้วรายนั้นอาจจะดูโหดร้ายไปบ้างแต่เขาก็มีผลงานให้เราเห็น”ทุกคนต่างเข้าใจเหตุผลของมาร์ค

     

            “หากเขาทำไม่สำเร็จละมาร์คตอนนี้คุณชาโต้ก็เหลือทายาทเพียงคนเดียวแล้ว”มิคังแสดงความห่วงใยของชายชราที่สูญเสียแทบทุกอย่างไป

     

            “หากเขาไม่ทำเขาก็เป็นผู้นำได้แค่ในนามนะมิคัง”

     

            “แต่---”

     

            “ฉันเห็นด้วยนะ!”ทุกคนหันไปมองเจ้าของเสียงอารมณ์ดีที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามา

    คล้ายกับเรื่องยากูซ่าพลังผู้กล้า ที่คุณอ่าน