อี้เฉินยังรู้สึกเสียดายสุดแสน ครั้นเมื่อสัมผัสได้ว่า กระดูกสันหลังภายในร่างของเขา ตอบสนองอย่างรุนแรง ยังสะพานแห่งนั้น แต่เขาก็ต้องตัดใจ ก้าวเท้าเดินตามพวกเขาขึ้นไปด้วยความเร่งรีบ หากเขาไม่สามารถขึ้นไปฝึกด้านบน แท่นศิลา โลกปราณจิตได้ คงจะน่าเสียดายไม่น้อยเป็นแน่
...ครั้นเมื่อขึ้นมาถึงยังที่ตั้งของ แท่นศิลา โลกปราณจิต ได้ก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมมัน มันทั้งสูงตระหง่าน ราวกับเสาค้ำผืนฟ้า สีดำสนิท มีอักษรสีทอง ที่น่าคร้ามเกรงสลักไว้ แต่เลือนรางไปมาก ตามกาลเวลา ยากที่จะอ่านบทความได้ กลิ่นอายที่แท่นศิลาปลดปล่อยออกมา โดดเด่นแผ่ไพศาลไม่เหมือนที่ไหนมาก่อน ทั้งเก่าแก่ และโบราณประหนึ่งหวนคืนสู่ ยุคสมัยบรรพกาล ราวกับกำเนิดมาตั้งแต่ ยุคสมัยเบิกฟ้า
ทว่า อี้เฉิน ที่สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของ แท่นศิลา โลกปราณจิต ใบหน้าของเขาก็มีเม็ดเหงื่อผุดพลายขึ้นมา มองดูด้วยความยำเกรงอยู่ไม่น้อย คนอื่นๆ เองก็เหงื่อท่วมตัว ครั้นรับรู้แรงกดดันบางอย่างจากแท่นศิลาได้
ยี่ผิง นางยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาในทันที นางเคยเข้าไปฝึกฝนใน โลก ปราณจิต มาแล้ว กล่าวเตือนคนอื่นๆ ในกลุ่ม ของนางขึ้นมาในทันที "พวกเจ้าอย่ามัวแต่ตื่นตะลึง เข้าไปด้านใน หาจุดสงบได้แล้ว ส่วนเรื่องการฝึกฝนภายในโลกปราณจิต วจนะโลกจะเป็นคนบอกกล่าวพวกเจ้าเอง"
...ครั้นเมื่อพวกเขาเห็น กลุ่มจอมยุทธ์ผู้คุ้มกัน เจ้าถิ่นเรียกดูป้ายประจำตัว ก็อดไม่ได้ที่จะจ้องมองมาที่กันและกันอย่างไม่วางตา ครั้นเมื่อพวกเขาเห็นอี้เฉิน ไม่มีป้ายหยกแนะนำตัว ถึงกับขมวดคิ้วมุ่น ยกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาในทันที
"เชิญกลุ่มของ แม่นาง เข้าไปนั่งด้านในศาลา พิรุณได้" ชายหนุ่มกล่าวออกมาด้วยสายตาเป็นประกาย มองหญิงสาวที่เบื้องหน้าด้วยความชมชอบอยู่ไม่น้อย
ทว่าคนในกลุ่มของยี่ผิง กลับไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก อยากจะเข้าไปควักลูกตาไอ้หนุ่มนี่เสียจริงๆ บังอาจกล้ามา สบสายตา แทะโลม คุณหนูของพวกเขาอย่างไม่ปิดบัง
ยี่ผิง ที่เห็นบรรยากาศที่น่าอึดอัด ถึงกับกลางฝ่ามือ เป็นสัญญาณ กล่าวเตือนพวกเขาในทันที หากทำอะไรที่บุ่มบ่าม ยังสถานที่ของคนอื่น คงจะไม่เป็นการดีต่อพวกเขาเป็นแน่ หมายมั่นให้พวกเขาเก็บโทสะกลับไป "พวกเจ้า อย่าลืมจุดประสงค์ ที่พวกเรามายังสถานที่แห่งนี้"
ครั้นเมื่อทุกๆ อย่าง ดูจะราบรื่นเป็นไปได้ ด้วยดี แต่จู่ๆ อี้เฉินก็ถูกขวางทางไว้ ไม่ให้เข้าไป "เจ้าไม่มี ป้ายประจำตัว แล้วพวกเราจะไว้ใจตัวเจ้าได้อย่างไรเล่า อย่างไรก็ต้องให้พวกเราตรวจสอบเจ้าหน่อย" ชายหนุ่ม เอ่ยเสียงเรียบนิ่งออกมา แต่ในใจของพวกเขายกยิ้ม เป็นปีติ เมื่อเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่น คนในกลุ่มของพวกเขาบางคนถึงกับลูบปาก ประหนึ่งกำลังจะได้กินของหวาน
อี้เฉินใบหน้าบึ้งตึง ในทันที อยากจะสอยหมัด เข้าปลายคางของพวกเขาเสีย จริงๆ แต่เขาก็ต้องเก็บโทสะของเขากลับไป หากก่อปัญหาครานี้ อย่าหวังว่าจะได้เข้าไปเป็นแน่
กลุ่มคนที่มาพร้อมอี้เฉินถึงกับหยุดชะงักในทันที ถึงพวกเขาจะไม่ได้ชมชอบ ชายหนุ่มอัปลักษณ์ เท่าใดนัก แต่ก็ต้องยอมรับในความไม่ย่อท้อของเขา ครั้นเมื่อเห็นชายหนุ่ม กำลังจะถูกผู้อื่นรังแก รีดไถ อดไม่ได้ที่จะกล่าวคำพูดออกไป "สหาย เขามาพร้อมกับพวกข้า ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร อีกอย่างแท่นศิลาโลกปราณจิต เองก็เป็นของทุกๆ คนไม่ใช่หรือไม่ใช่ ของส่วนตัวของ สำนักพิรุณ"
ชายหนุ่มผู้คุมสถานที่แห่งนี้ ทว่าได้ยินคำพูดของพวกลิ่วล้อ คิ้วทั้งสองข้างของเขาขมวดเข้าติดกันในทันที จ้องมองไปที่ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เขม็ง ครั้นเห็น คนอื่นๆ พูดแก้ต่างให้ชายหนุ่มอัปลักษณ์ เขาไม่แม้จะสนใจคำพูดเหล่านั้น "กฎก็ต้องเป็นกฎ ข้าไม่อาจผ่อนปรน ให้เขาได้ แต่ถ้าหากแม่นาง ท่านนั้นเอ่ยขอร้องข้ามาตรงๆ ข้าก็อาจพิจารณาให้เขาก็ได้"
คนอื่นๆ ได้ยิน ถึงกับมีใบหน้าบึ้งตึง ไม่คิดผู้คุมสำนัก พิรุณจะโอหังถึงเพียงนี้ ปากกัดกรามไว้แน่นในทันที แม้แต่อี้เฉินที่เห็นยังส่ายหัว ส่งสายตา เว้าวอนประหนึ่งขอร้อง ยี่ผิง ในทันที ในยามนี้ตัวเขาต้องพึ่งหญิงสาวผู้นี้ หากไม่ได้นางขอร้อง เกรงว่าเขาไม่ได้เข้าไปฝึกฝนภายในโลกปราณจิตเป็นแน่
ทว่า ยี่ผิงที่เห็นสายตาของ อี้เฉินมันก็ถึงกับทำให้นางหนังตากระตุกอย่างรุนแรง อยากจะเข้าไปเตะเข้าไปต่อย สักทีสองที สบถด่า ในใจ ขึ้นมาในทันที 'เจ้านี่ช่างเลวระยำเสียจริง ถึงกับส่งสายตา ขอร้องให้ข้าผู้นี้ ไปอ้อนวอนชายหนุ่ม ด้วยตนเองเลยงั้นหรือ'
ก่อนนางจะถอนหายใจออกมายาว ครั้นเห็นสายตาเว้าวอนของ ชายหนุ่มอัปลักษณ์ นางอดที่จะสงสารไม่ได้ เดินเข้าหา ชายหนุ่มผู้คุ้มกัน ในทันที "สหายท่านโปรดอย่าได้เก็บมาใส่ใจ เขาก็แค่จอมยุทธ์ธรรมดา แม้แต่สัตว์ขี่ยังดูดีกว่าเขาเสียอีก ท่านจะไปสนใจตัวเขาทำไมเล่า"
อี้เฉินที่ได้ยิน คำเปรียบเทียบจากปากของนาง ถึงกับหน้ามืดทะมึน นี่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเรียกเขามาตบหน้า ท่ามกลางฝูงชนไม่ใช่หรือ จนรอบๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะขบขัน
ชายหนุ่มผู้คุ้มกันทางเข้า ชื่นชมคำพูดของนางอยู่ไม่น้อย "ได้ๆ ข้าจะปล่อยเขาเข้าไปภายใน แต่เจ้าจะไม่มีโอกาสได้นั่งภายใน ศาลาพิรุณ"
ยี่ผิง นางลงแรงไปตั้งมาก กลับช่วย ชายหนุ่มผมขาวได้แค่นี้ มันจึงทำให้นางไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มผมขาวไม่มีท่าทีคัดค้าน นางจึงไม่เอ่ยพูดคำใดอีกต่อไป ก้าวเดินเข้าไปภายใน ศาลาพิรุณในทันที
ส่วนพวกไม่มีศาลาพักผ่อนกายาจะอ่อนล้าเป็นอย่างมาก อาจเสี่ยงถึงตายหากกายา ที่ถูกถอดปราณจิตออกมา เหนื่อยล้ามากเกินไป อดที่จะมองชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นไม่ได้
"เจ้าระวังตัวด้วยอย่าหักโหมมากนัก หากร่างกายของเจ้าอ่อนล้ามากเกินไปเจ้าอาจตายตกได้"ยี่ผิง กล่าวเตือนอี้เฉินด้วยความจริงใจ
"ขอบคุณท่านมาก แค่นี้ก็ถือว่าดีสำหรับข้าแล้ว สภาพอากาศพวกนี้ ไม่มีผลกับข้าหรอก" อี้เฉินกล่าวออกมาด้วยความมั่นใจ
ยี่ผิง นางถึงกับส่ายหัวน้อยๆ ออกมา ไม่รู้ชายหนุ่มผู้นี้ ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ช่วงแรกๆ เจ้าอาจจะพูดได้ แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เจ้าจะรู้ซึ้งสิ่งที่ข้า กล่าวเตือนอย่างแน่นอน
...ครั้นเมื่อพวกเขาแยกทาง ไปในที่ทางของใครของมัน อี้เฉินที่เห็นกลางลานโล่งด้านหน้า แท่นศิลาโลกปราณจิต มีผู้คนอยู่ไม่น้อย กายาพวกเขา อ่อนล้าเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยถูกสภาพอากาศ ที่โล่งแจ้ง เล่นงาน อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ แต่ก็ไม่คิดถอยหนี นั่งลงทำสมาธิในทันที
ก่อนที่อี้เฉินจะถอดปราณจิตของเขา ออกจากร่าง พุ่งเข้าไปภายใน แท่นศิลาโลกปราณจิต อย่างไม่ลังเล
ครั้นเมื่อปราณจิตลูกกลมๆ ของเขาเข้าไปภายใน แท่นศิลาโลกปราณจิตได้ ก็ราวกับถูกบางอย่างดูดเข้าไปอย่างรุนแรง ก่อนที่ ร่างของเขา กลับมาอยู่ในสภาพของ มนุษย์อีกครา ด้วยพลังปราณจิต ที่ทำให้มันคงรูปอยู่ได้ หัวปวดเป็นอย่างมาก ราวกับถูกทุบ แต่เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ กลับเห็นกลุ่มคน ที่มึนงงเหมือนกันเขา อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
"นี่หรือ ที่พวกเขาเรียกกันว่าโลกปราณจิต"
ทว่าเมื่ออี้เฉินสำรวจกายา ตัวเขาก็ต้องเบิกตาออกกว้าง เมื่อเห็นกายาของเขา กลับมาอยู่ในสภาพปกติไร้บาดแผลไฟไหม้อีกต่อไป แม้แต่ใบหน้าเองก็กลับมาเป็นเช่นเดิม อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมา แต่เขาก็พอจะรู้อยู่แก่ใจ ว่าในโลกแห่งความจริง มันไม่เป็นเช่นนั้น
ครั้นเมื่ออี้เฉิน กวาดตามองออกไปรอบๆ ประหนึ่งพวกเขาในยามนี้ยืนอยู่บนหน้าผาสูง อดที่จะแปลกใจอยู่ไม่น้อย เขาที่เห็นกลุ่มของ ยี่ผิงอยู่ไม่ห่าง จากเขามากนัก แต่เมื่อจะเข้าไปทักทาย เขากลับคิดใหม่อีกครา หากนางรู้ตัวจริงของเขา มันก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เกรงว่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากเสียมากกว่า จึงคิดปล่อยเลยตามเลย
ยี่ผิง นางเอ่ยถามคนในกลุ่มของนางในทันที ครั้นเมื่อกวาดตาออกไปมอง กลับหาชายหนุ่มอัปลักษณ์ไม่เจอ "พวกเจ้าเห็น เจ้าอัปลักษณ์ หรือไม่ ทำไม มันยังไม่มาอีก ข้าอุตส่าห์ คิดจะใช้มันเป็นโล่ป้องกันเสียหน่อย เหตุใดมันถึงยังไม่มาอีก"
อี้เฉินที่ได้ยิน เขาหันไปมองนางด้วยสายตาเฉียบคมในทันที ไม่คิด แม่นางผู้นี้จะคิดใช้เขา เป็นโล่มนุษย์
ยี่ผิง ที่เห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา จ้องมองมาที่นาง นางถึงกับหน้าบึ้งตึงอยู่ไม่น้อย ก่อนกล่าวคำพูดออกไป ข่มขู่อี้เฉิน "เจ้าอยากโดนควักลูกตาหรืออย่างไร ถึงกล้าจ้องมองข้าเยี่ยงนี้ เก็บใบหน้าหนุ่มเจ้าสำราญ ของเจ้าไว้ใช้กับ หญิงสาวนางอื่นเถอะ ข้าไม่หลงกลเจ้าหรอก"
คนของนางหลายคนเองก็เดือดดาล ขึ้นมาในทันที ครั้นเห็น ชายแปลกหน้าจ้องมองมาที่กลุ่มของพวกเขา แถมไอ้ใบหน้านั้นยังอ่อนหวาน ราวกับคุณชายที่ไหนสักแห่ง หากมองไกลๆ อดไม่ได้ที่จะคิดว่าเป็นหญิงสาว พวกเขาจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษในยามนี้
อี้เฉินที่ได้ยิน เขาเพียงยกยิ้มน้อยๆ ให้นาง เท่านั้น ก่อนจะละสายตาจากนางไป ไม่คิดเก็บพวก ยี่ผิง มาใส่ใจอีกต่อไป ตั้งใจฟังเสียงของวจนะโลก ที่กำลังจะเปล่ง วาจาออกมา