32 2-2
ตอนที่50 เขาปราณวิญญาณ (2)
กลุ่มคนของชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาต่างพยุงร่างลุกขึ้นทีละคนสองคนเดินติดตามเจ้านายของพวกตน เข้าไปใกล้ร่างของสัตว์อสูรปราณวิญญาณที่นอนศิโรราบอยู่บนพื้นเช่นกัน
เซียถงไม่พูดพร่ำหยิบกระบี่ยาวเล่มหนึ่งขึ้นจากพื้นและฟันใส่เขาปราณวิญญาณของมันตนนั้นโดยตรง
“นี่เจ้ากำลังทำอะไร?”
ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งตรงเข้ามาขวางรัศมีคมกระบี่ของนางทันควัน
เซียถงเงยหน้าจับจ้องชายคนนั้นอย่างเย็นชาเบื้องลึกในแววตาปราศจากความรู้สึกผิดใดๆเพราะเมื่อครู่นางเต็มใจสละชีวิตตนเองเพื่อเสี่ยงตายสกัดคมกระบี่ให้นายท่านของคนพวกนี้ส่งผลให้อีกฝ่ายยังปลอดภัยแข็งแรงดีดังนั้นการที่นางใช้ชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องขนาดนี้ ได้รับค่าเหนื่อยเป็นเขาปราณวิญญาณก็นับว่าไม่เกินจริง
ชายสวมหน้ากากลายคลื่นเมฆาโบกมือปักสั่งให้ชายคนนั้นถอยออกไป เซียถงเห็นเป็นเช่นนั้นก็สะบัดมือฟันคมกระบี่ลงดังฉับแสงสีเงินประกายเย็นลายคลื่นคมตัดผ่านเขาปราณวิญญาณบนศีรษะของสัตว์อสูรตนนั้นโดยตรงพร้อมก้มลงไปหยิบมันมาไว้ในมือ พอได้สิ่งที่ต้องการมาแล้วนางก็โยนกระบี่ยาวในมือทิ้ง แสยะยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อยและหมุนตัวเดินจากออกไปทันทีโดยไม่แม้แต่แลเหลียวรอบข้างอีกต่อไป
นอกจากเขาปราณวิญญาณชิ้นนี้มันก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางแล้ว
เหม่อมองเซียถงที่เดินทิ้งห่างจากออกไปนัยน์ตาลึกล้ำของชายสวมหน้ากากลายคลื่นเมฆาบังเกิดคลื่นอารมณ์หนึ่งไสววูบพัดผ่านจับจ้องไปที่มือข้างขวาของเซียถงที่กำแน่น ภายใต้หน้ากากพลางเม้มริมฝีปากขบบางเฝ้าดูเรือนร่างอรชรเดินหายไปภายในป่าอย่างเงียบงัน
หลังจากที่หลี่หวงเดินจากไปได้สักพักใหญ่เขาก็กวาดสายตามองไปยังทิศทางที่นางหายตัวไป ตลอดทุกหนแห่งที่นางเดินผ่าน ปรากฏว่ามีคราบเลือดที่รินหยดออกมาจากฝ่ามือขวาของนางตลอดเส้นเป็นทางยาว
เมื่อเซียถงเดินออกมาจนพ้นระยะพิสัยที่ชายคนนั้นจะสามารถมองเห็นได้นางก็คลายกำมือขวาที่กระชับบีบแน่นอยู่นาน ใช้ฟันฉีกมุมเสื้อด้านหนึ่งออกมาแล้วทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น พันแผลบนฝ่ามือขวา จากการปะทะเมื่อสักครู่แรงกระแทกอันมหาศาลที่เกิดจากคมแรงโถมของกระบี่อีกฝ่ายมันได้ดันเศษใบมีดที่เซียถงกำแน่น บาดเนื้อกินเข้าไปลึกมากจนเกิดเป็นแผลฉกรรจ์
พอพันแผลบนฝ่ามือเสร็จสรรพเซียถงก็หยิบเขาปราณวิญญาณบนมือซ้ายขึ้นมาพินิจดูพร้อมส่งจิตผ่านห้วงความคิดไปหาเสี่ยวฮั่วว่า
“เสี่ยวฮั่วข้าได้เขาปราณวิญญาณมาแล้ว”
“นายท่านหากท่านยังไม่อยากตายตอนนี้ ข้าขอแนะให้คราวหน้า ท่านห้ามไปปะทะชนกับยอดฝีมือขอบเขตราชันย์ม่วงชนิดตัวต่อตัวเฉกเช่นเมื่อครู่อีกเด็ดขาด!เพราะครั้งต่อไปอาจไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว!”
เสี่ยวฮั่วแหกปากตะโกนลือลั่นท่ามกลางห้วงคาวมคิดของเซียถงจากที่ฟังจะรู้ได้ทันทีว่า มันเป็นห่วงนายของตนปานใด จึงพ่นวาจาน้ำเสียงไม่พอใจออกมาถึงเพียงนี้แต่ในเมื่อทุกอย่างมันจบลงด้วยดี คงพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้เช่นกัน
หากต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อตัวมันเช่นนี้อีกเสี่ยวฮั่วก็ไม่เอาเช่นกัน!
เซียถงแอบยักไหล่ใส่เล็กน้อยก็เชิงว่าช่วยไม่ได้ และเอ่ยถามขึ้นว่า
“แล้วเจ้าตั้งใจจะเอาเขาปราณวิญญาณไปทำอะไร?”
“พอท่านกลับถึงบ้านก็นำเจ้าสิ่งนี้ไปเผาให้เกรียมเป็นเถ้าถ่านใช้มันเป็นเครื่องหอมยาอบ แล้วท่านก็ขัดสมาธิบำเพ็ญตบะตามปกติได้เลยยิ่งสูดดมควันจากเขาปราณวิญญาณมากเท่าไหร่มันก็จะยิ่งมีประโยชน์สำหรับกระบวนการฟื้นคืนพลังจิตวิญญาณของข้า”
เสี่ยวฮั่วเอ่ยตอบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วเซียถงไม่กล้าชักช้า เก็บเขาปราณวิญญาณลงใต้อกเสื้อระดมพลังลมปราณลงไปยังเท้าทั้งสองข้างและออกวิ่งสุดกำลังลาจากหุบเขาจันทราแห่งนี้ไป
กลับมาถึงจวนเสนาบดีนางก็ไปรื้อหาขอมาเพื่อจุดไฟและเผามัน กลิ่นหอมสุคนธรสพิสดารกรุ่นออกมาจากเขาปราณวิญญาณพอได้สูดดมเข้าไปทั่วร่างกายาพลันรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวเป็นที่สุดราวกับว่าได้แช่น้ำพุร้อนในฤดูหนาว จิตวิญญาณภายในกายเซียถงเปล่งแสงสีม่วงออกมาและประกายแสงดังกล่าวได้แผ่กระจายไปทั่วร่างเป็นลำดับต่อมามณีม่วงลอยเคว้งเผยปรากฏออกมาอยู่ตรงหน้า คล้ายอัญมณีสีม่วงเม็ดงามน้อยๆก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปกลางหว่างคิ้วทั้งสองข้างของนางกลิ่นอายสุคนธรสจากเขาปราณวิญญาณคล้ายถูกแรงดึงดูดมหาศาลจากใจกลางหว่างคิ้วมณีห้วงที่ยามนี้ล่องลอยอยู่ในห้วงความคิดกลืนกินมวลกลิ่นอายเหล่านั้นอย่างตะกละตะกลาม กระแสแล้วกระแสเล่าด้วยความเร็วสูงหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมดขนาดของมณีม่วงก็เหมือนว่าจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าทวีหนึ่งจากเดิม
“นายท่านข้าดูดกลืนกลิ่นอายเหล่านี้จนเต็มอื่มแล้ว จำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อย่อยหากมีอะไรโปรดส่งจิตเรียกข้าได้ตลอด”
พอดูดกลืนกลิ่นไอสุคนธรสที่อบอวลทั่วทั้งเรือนพักจนหมดสิ้นสุ้มเสียงปริ่มสุขของเสี่ยวฮั่วก็ดังขึ้นมา
เซียถงส่งเสียงตอบรับไปคำหนึ่งตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา นางวิ่งเต้นไม่หยุดบนหุบเขาจันทรานั่นยามนี้นางเองก็อ่อนล้าอ่อนเพลียไม่น้อยเช่นกันเมื่อหันไปเห็นอิ๋งเอ๋อร์ที่ยังหลับอยู่ท่าเดิมไม่ตื่น จึงมิได้สนใจอะไรและปีนขึ้นเตียงเข้านอนทันที
วันรุ่งขึ้นพอตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว หลังเดินทางออกจากเรือนพักไปนางก็เห็นอิ๋งเอ๋อร์เดินปั้นหน้ามุ่ยมาแต่ไกล ตรงเข้ามาจับแขนเซียถงแน่นกล่าวน้ำเสียงโกรธเคืองอย่างยิ่งว่า
“คุณหนูฮูหยินรองเฉิงเอาเห็ดหลินจือมรกตที่ราชาหมาป่าสวรรค์ส่งมอบให้ตั้งแต่เช้าไปแล้ว!”
“เห็ดหลินจือมรกตถูกฮูหยินเฉิงเอาไปแล้ว?”
เซียถงยิงคำถามหนึ่งประโยคใส่อิ๋งเอ๋อร์สายตาหรี่แคบเสียดประกายเย็นยะเยือก
“ตอนเช้าข้าเพิ่งได้รับเห็ดหลินจือมรกตที่ราชาหมาป่าสวรรค์ส่งมาให้ขณะที่กำลังนำกล่องเห็ดหลินจือมรกตกลับมาให้คุณหนู กลับถูกนายท่านเข้ามาขวางทางและกระชากกล่องไปจากมือข้า โดยกล่าวว่าอาการบาดเจ็บของฮูหยินรองเฉิงค่อนข้างสาหัสสากรรจ์จึงจำเป็นต้องใช้เห็ดหลินจือมรกตชิ้นนี้เพื่อรักษานางก่อน แต่ข้าว่า...นี่มันไม่ยุติธรรมเสียเลย!คุณหนูอุตส่าห์ทุ่มแรงกายแรงใจสุดชีวิตเพื่อให้ได้มันมา แต่แล้วจู่ๆก็ถูกยกให้แก่ฮูหยินรองเฉิงไปง่ายๆ เช่นนี้!”
สิ้นเสียงกล่าวจบดวงตาคู่นั้นของอิ๋งเอ๋อร์เห่อร้อนแดงก่ำคล้ายกำลังจะร้องไห้ออกมานางเป็นเพียงคนเดียวที่ทราบดีที่สุดว่าเซียถงพยายามมากขนาดไหนกว่าจะได้เห็ดหลินจือมรกตมาครอบครอง
“เช่นนั้นก็ไปฆ่ามันกันเถอะ”
เซียถงย่างสามขุมก้าวพ้นประตูออกไปขณะที่กำลังจะเดินตรงเข้าไปในเรือนพักของฮูหยินเฉิง ทันใดนั้นนางก็ถูกชายหนุ่มในชุดคลุมหรูหราเดินเข้าขวางหน้า พอเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นเย่หลีเทียนและเซี่ยอี้เฉินที่ก้มหน้าก้มตาติดสอยห้อยตามมาด้วยท่าทีเศร้าสร้อย
“คุณหนูเซียได้รับเห็ดหลินจือมรกตแล้วกระมัง?”
เย่หลีเทียนส่งยิ้มสีจางมอบให้แก่เซียถงทว่าสายตาเรียวยาวมากเล่ห์กล กลับจ้องเขม็งส่อแววรังเกียจเจือผสม
“หาใช่หน้าที่ของอัครมหาเสนาบดีเย่ที่ต้องมากังวลแทน”
เซียถงทอแสงประกายเย็นเยียบสวนตอบกลับไปแต่ใจหนึ่งพลันปรากฏความสงสัยผุดขึ้นมา ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าสายตาของมันผู้นี้ถึงคล้ายคลึงกับชายสวมหน้ากากปริศนาเมื่อคืนนักแล...
“ฮ่าฮ่าข้ารู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่งในความพยายามของคุณหนูเซีย ฟังว่าเจ้าทุ่มทั้งแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้เห็ดหลินจือมรกตมารักษาท่านแม่?พอรู้เช่นนั้นข้าจึงรีบไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ทรงทราบแม้กระทั่งฝ่าบาทเองก็พอพระทัย รู้สึกชื่นชมในความกตัญญูของเจ้าก็เลยบัญชาให้ส่งมอบเห็ดหลินจือมรกตชิ้นนี้แก่ท่านแม่ของเจ้าโดยตรง”
เย่หลีเทียนยิ้ม
“แล้วไฉนเห็ดหลินจือมรกตชิ้นนี้ถึงตกไปอยู่ในมือของฮูหยินเฉิงแทนที่จะเป็นท่านแม่ของข้า?”
เซียถงเลิกคิ้วเอ่ยถามเย่หลีเทียนสวนกลับไป
“แม้ฮูหยินเฉิงจะมีสถานะเป็นภรรยารองแต่อย่างไร นางก็ได้ชื่อว่า เป็นท่านแม่อีกคนหนึ่งของเจ้าฉะนั้นแล้วก็หาใช่เรื่องผิดแปลกอันใดจริงหรือไม่?”
เย่หลีเทียนหัวเราะคิกคักเสียงเบา