อาณาจักรนิรันต์

    การรวมตัว?

    ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดังกระหึ่มในอารีน่า ฝูงชนหนาแน่นรายล้อมรอบสนามประลอง กลิ่นควันจากคบเพลิงผสมกับเหงื่อลอยคละคลุ้ง แสงสลัวสะท้อนบนผนังหินหยาบ กลุ่มคนจับกลุ่มพูดคุย เสียงหัวเราะและการต่อรองดังระงม

     

    “มันไม่เหมือนตลาดมืดที่ข้าคิดไว้เลย” อาเธอร์มองซ้ายขวา ขณะพูดกับวาอิน สายตากวาดไปยังเหล่าผู้คนที่ร้องตะโกน “เหมือนสถานบันเทิงมากกว่า”

     

    “ถูกต้องแล้วขอรับ” วาอินตอบ ยิ้มมุมปาก “นี่เป็นเพียงภายนอกของสถานที่แห่งนี้เท่านั้น” เขาก้มศีรษะเล็กน้อย น้ำเสียงเบาลง

     

    “เจ้าจะบอกว่ามันยังมีส่วนที่ลึกเข้าไปอีก?” อาเธอร์ทำท่าสงสัย ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้

     

    “ประมาณนั้นขอรับ” วาอินพูด “เดี๋ยวท่านอาเธอร์ก็จะรู้วิธีการเอง ระหว่างนี้ ทำตัวตามสบายได้เลย”

     

    วาอินนำกลุ่มเดินไปที่มุมโต๊ะไม้เก่าในเงามืด วาอินเชิญให้อาเธอร์และเดวิดนั่งลง ลูกน้องสามคนของวาอินยืนคุ้มกันใกล้ๆ สายตารอบๆ เริ่มจับจ้องมาที่กลุ่มของพวกเขา บางคนกระซิบกัน บางคนมองด้วยความระวัง ที่อารีน่าแห่งนี้จะมีกฏเรื่องห้ามการพกอาวุธเข้ามา ดังนั้นจำนวนคนก็เปรียบเสมือนกับการแสดงอำนาจรูปแบบหนึ่ง

     

    อาเธอร์และเดวิดสัมผัสถึงสายตาที่จ้องมอง แต่ทั้งคู่ปล่อยผ่าน อาเธอร์เอนหลังพิงเก้าอี้ มือหมุนแก้วเปล่าบนโต๊ะ เดวิดนั่งนิ่ง สายตาสีเงินกวาดมองฝูงชนราวกับเครื่องจักรที่บันทึกทุกอย่าง

     

    ไม่นาน บริกรหนุ่มในชุดผ้าลินินสีน้ำตาลเดินมาที่โต๊ะ “นายท่าน รับอะไรดีขอรับ?” เขาถาม น้ำเสียงสุภาพแต่สายตาว่องไว

     

    “เอาชุดอาหารมา” วาอินตอบอย่างมั่นใจ “และก็ ‘ไวน์แห่งความอุดมสมบูรณ์จากซาราทิส’ กับ ‘ผลองุ่นเขียวจากโอลิมเปีย’ ” เขาวางเหรียญทองหลายเหรียญลงบนโต๊ะ ซ้อนกันเป็นชั้นอย่างตั้งใจ

     

    “ขอรับ” บริกรเก็บเหรียญอย่างรวดเร็ว โค้งตัวแล้วเดินจากไป

     

    อาเธอร์มองตามบริกร หันมาหาวาอิน ทำหน้างงเล็กน้อย “มันคือรหัสลับใช่ไหม?”

     

    วาอินก้มตัวกระซิบ “ใช่ขอรับ มันบอกว่าพวกเราจะขอเข้าไปในส่วนลึกของตลาดมืด”

     

    “อ่อ ข้าก็นึกว่ามันคือเมนูจริงๆ” อาเธอร์พูดยิ้มๆ พยักหน้า “ดีนะที่ไม่ได้สั่งอะไรเพิ่ม”

     

    “จริงๆ มันก็เมนูจริงขอรับ” วาอินหัวเราะแห้งๆ “เมนูเป็นรหัสแรก ส่วนเหรียญทองที่วางคือรหัสที่สอง”

     

    “งั้นหรอ?” อาเธอร์เอียงคอเล็กน้อย

     

    ไม่นาน บริกรหนุ่มกลับมาพร้อมเหยือกไวน์สีแดงเข้มและถาดผลองุ่นเขียวชอุ่ม เขาวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง โค้งตัวแล้วเดินจากไป

     

    วาอินลุกขึ้น หยิบเหยือกไวน์รินลงแก้ว ส่งให้อาเธอร์และเดวิด “นี่คือ ‘ไวน์แห่งความอุดมสมบูรณ์’ ไวน์ชั้นเลิศจากซาราทิส ที่เดียวในมิดเทอราที่อุดมสมบูรณ์พอจะผลิตไวน์ได้” เขาชี้ถาดองุ่น “ส่วนนี่ ‘องุ่นเขียวจากโอลิมเปีย’ จากทวีปตะวันตก ขอรับ”

     

    อาเธอร์และเดวิดมองตามที่วาอินชี้ อาเธอร์หยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ รสชาติเข้มข้นแผ่ซ่านในปาก “ไวน์นี้…รสชาติดีมาก” เขาตกตะลึงเล็กน้อย เพราะในตอนที่อยู่สหพันธรัฐเขาลิ้มรสเหล้าและไวน์รสเริศมามากมาย แต่ไวน์ที่เขาดื่มไปเมื่อสักครู่นี้ มันแตกต่างออกไปอย่างอธิบายไม่ถูก อย่างน้อยๆ ถ้าเอาไปขายที่สหพันธรัฐต้องติดท็อบสิบแน่นอน

     

    วาอินยิ้ม “ใช่ไหมขอรับ แม้ทวีปตะวันตกจะผลิตไวน์มากมาย แต่ก็สู้ซาราทิสไม่ได้เลย แม้จะอยู่ในมิดเทอราที่แห้งแล้งก็ตาม”

     

    อาเธอร์มองแก้วไวน์ในมือ เขย่าเบาๆ สายตาหันไปหาเดวิด เดวิดพยักหน้าเล็กน้อย หยิบแก้วขึ้น ทำท่าจิบ วิเคราะห์องค์ประกอบ เขาหลับตาครู่หนึ่ง ราวกับนักชิมไวน์ที่ดื่มด่ำรสชาติ

     

    อาเธอร์ตัดบท หันมาหาวาอิน “แล้วพวกเขาจะตอบกลับยังไงเรื่องการเข้าตลาดมืด?”

     

    วาอินหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ คลายออกให้ดู ข้างในเขียนเวลาที่ส่วนลึกของตลาดมืดจะเปิด และระบุว่าพวกเขาเข้าได้เพียงสามคน

     

    อาเธอร์พยักหน้า “เข้าใจแล้ว ยังมีเวลาอีกหน่อย”

     

    วาอินมองอาเธอร์ตาปริบๆ 

     

    เมื่อเห็นสายตาของวาอินอาเธอร์ก็ถามเขาขึ้น “เป็นอะไรของเจ้าวาอิน?”

     

    วาอินที่มองอาเธอร์ตาปริบๆ อยู่นั้นก็พูดขึ้น “ท่านไม่สงสัยหรอว่าข้าเอากระดาษนี้มาจากไหน?”

     

    “ก็ใต้เหยือกไวน์ไง” อาเธอร์และเดวิดพูดพร้อมกัน สายตายังจับจ้องฝูงชนราวกลับไม่สนใจท่าทางของวาอิน

     

    “ห๊ะ! ข้าว่าข้าทำเร็วแล้วนะ พวกท่านรู้ได้ยังไง?” วาอินตกใจ หน้าแดงปนผิดหวัง

     

    อาเธอร์และเดวิดมองหน้ากันเล็กน้อย อาเธอร์ยิ้ม “ข้อแรก ทำไมเจ้าต้องเป็นคนรินไวน์นั้นด้วย ทำไมเด็กหนุ่มบริกรนั้นถึงไม่รินให้” เขาอธิบายอย่างสบายๆ “ข้อสอง โดยปกติ คนทารอนมักจะรินน้ำจากเหยือกด้วยมือเดียวลงแก้ว หรือไม่อีกมือก็จับแก้วไว้ ข้าสังเกตสาวรับใช้ในบ้านราเมซมาหลายครั้งแล้ว แต่เจ้ากลับจับมันด้วยสองมือ อีกทั้งยังจับมันที่ก้นเหยือกแทนที่จะจับมันที่ลำตัวเหยือกอีกด้วย.” เขาหยุดครู่หนึ่ง “แล้วข้าก็เห็นเจ้าแอบดึงกระดาษด้วย”

     

    วาอินหน้าแดงกว่าเดิม “ข้าเทียบท่านทั้งสองไม่ติดจริงๆ” เขาถอนหายใจ ส่ายหน้า

     

    อาเธอร์หัวเราะ “เอาน่า เจ้าก็ทำดีแล้ว ครั้งหน้าพยายามใหม่”

     

    “ขอรับ” วาอินยิ้มเจื่อน

     

    ทั้งสามพูดคุยเรื่องต่างๆ ต่อ เรื่องสงคราม เรื่องอารีน่า เรื่องตำนานและมุกตลกของทารอนและมิดเทอรา อาเธอร์สังเกตว่าเดวิดยิ้มเล็กๆ เมื่อวาอินเล่ามุกเกี่ยวกับพ่อค้าทะเลทราย 

     

    ทันใดนั้น เสียงภายในอารีน่าที่โห่ร้องดังก็เริ่มเงียบขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจและสายตาจับจ้องไปที่ทางเข้า มีคนสามคนกำลังเดินเข้ามาภายในอารีน่าแห่งนี้ สองคนที่เดินตามหลัง คนหนึ่งใส่ชุดเกราะและหมวกเหล็กราวกับอัศวินในยุคกลาง ลวดลายบนชุดเกราะของเขาให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ แม้จะปลดอาวุธออกไปแล้ว แต่แค่ออร่าของเขาก็ยังดูน่าเกรงขามอยู่ดี ข้างๆ กันเป็นชายหนุ่มที่ใส่ชุดนักบวชที่ดูเรียบง่ายอย่างมาก ใบหน้าของเขายิ้มแย้มราวกับไม่มีพิษมีภัย แต่จากความรู้สึกของอาเธอร์ เขารู้ได้ทันทีจากสัญชาตญาณว่าเจ้านี้อันตราย

     

    และสุดท้าย คนที่เดินนำหน้าพวกเขา เป็นชายชราในชุดนักบวชที่เรียบง่ายเหมือนชายหนุ่ม แต่ดูดีกว่ามาก แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งและฐานะที่สูงกว่า เขาคือชายชรานักบวชจากซิลเวรัส ที่พวกอาเธอร์และเดวิดเจอตอนที่เข้าเมืองทารอน คนที่ใช้พลังเวทบางอย่างจากแหวนรักษาแผลของเด็กน้อยคนนั้น

     

    ชายชราหันไปมองรอบๆ อารีน่าแล้วหยุดลงเมื่อสบตากับอาเธอร์ ทั้งสองจ้องมองกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ชายชราจะยิ้มพยักหน้าให้อาเธอร์แล้วเดินไปที่โต๊ะว่าง ที่ห่างจากโต๊ะของพวกอาเธอร์ออกไป

     

    “พวกนักบวชจากซิลเวรัส ก็มาด้วยงั้นหรอ?” เดวิดถาม พร้อมแอบตามองอาเธอร์ที่จ้องกลุ่มซิลเวรัสอย่างไม่กระพริบตา

     

    “จากที่ทราบมา ปกติช่วงนี้ไม่น่าจะจัดงานตลอดมืดได้ แต่อยู่ๆ เจ้าของงานก็ประกาศจัดขึ้นมากะทันหันขอรับ” “อาจจะเพราะสงครามที่ใกล้เข้ามา เลยทำให้ขุมอำนาจต่างๆ ต้องการของในตลอดมืดไว้ในมือขอรับ” วาอินตอบพร้อมมองไปรอบๆ พบว่าผู้คนเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่ทันสังเกตุ 

     

    ทันใดนั้น มีคนอีกกลุ่มเดินเข้ามา กลุ่มนี้มีห้าคน โดยคนที่นำหน้ามานั้นคือชายวัยกลางคนที่อาเธอร์และเดวิดเคยพบมาก่อน ไอเซน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคนนั้น

     

    ข้างหลังเขาสี่คน คนหนึ่งที่อยู่หลังสุดเป็นชายที่สวมชุดเกราะอัศวินเหมือนคนจากซิลเวรัส แต่ก็แตกต่างกันอย่างชัดเจน ถ้าชายชุดเกราะจากซิลเวรัสให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ ชายคนนี้กลับให้ความรู้สึกแข็งแกร่งและหรูหราแทน

     

    ข้างหน้าของชายชุดเกาะนั้นมีสามคน ทางซ้ายเป็นหญิงสาววัยยี่สิบปลายที่สง่างามแต่แฝงความอันตรายและเสน่ห์อันเย้ายวน ทางขวาเป็นชายชราที่มีแววตาของนักปราชญ์ให้บรรยากาศของผู้รอบรู้และมีประสบการณ์ และคนตรงกลางเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบห้าปี หน้าตาหล่อเหลา กิริยาท่าทางราวกับชนชั้นสูง สายตาหยิ่งยโส ทั้งสามแต่งกายเรียบง่ายแต่ก็หรูหรา ถ้าเป็นที่สหพันธรัฐคงต้องเรียกว่า ‘ “quiet luxury” ละมั้ง?’ 

     

    ไอเซนกวาดสายตารอบอารีน่าและหยุดลงที่เหล่านักบวชจากซัลเวรัสพักหนึ่ง ก่อนที่จะกวาดต่อจนมาหยุดที่โต๊ะพวกอาเธอร์ ไอเซนตกใจเล็กน้อย

     

    อาเธอร์ยิ้มพร้อมพยักหน้า ไอเซนหันไปอย่างรวดเร็ว ทำเป็นไม่สนใจ พร้อมเดินไปโต๊ะที่ว่าง ที่อยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะของพวกซัลเวรัส

     

    เมื่อพวกนั้นเดินไป อาเธอร์หุบยิ้ม หันไปหาวาอิน “พวกนั้นใคร ให้ความรู้สึกที่แย่ยิ่งกว่าพวกนักบวชซัลเวรัสซะอีก?”

     

    “พวกนั้นคือขุนนางจากซาราทิสขอรับ” วาอินตอบ เสียงต่ำลงเล็กน้อย 

     

    “เพราะงี้เองสินะ” อาเธอร์พยักหน้า สายตายังจับจ้องกลุ่มนั้น

     

    ณ โต๊ะของขุนนางจากซาราทิส

     

    “คนนั้นที่ยิ้มให้เจ้าคือใครงั้นหรอ ไอเซน?” ชายชรากล่าว น้ำเสียงสงบแต่แฝงความสงสัย

     

    “แค่…ตัวแปรที่ไม่คาดคิดขอรับ” ไอเซนตอบ น้ำเสียงนอบน้อม “แต่ทุกอย่างยังอยู่ในควบคุม”

     

    “หึ! ให้มันจริงเถอะ” ชายหนุ่มขุนนางพูดเยาะ หยิบแก้วไวน์ขึ้นจิบ แล้วคายออกอย่างรวดเร็ว “นี่มันรสชาติอะไร! นี่มันน้ำล้างเท้าชัดๆ!” เขาคราง แม้รู้ว่าไวน์นี้มาจากซาราทิส แต่ก็ยังห่างชั้นจากที่เขาดื่มที่บ้าน

     

    “นายท่าน ได้โปรดกรุณาสำรวมด้วย” หญิงสาวกล่าวเตือน ยื่นผ้าเช็ดปากสีขาวให้ มือเคลื่อนไหวอย่างสง่างาม

     

    ชายหนุ่มรับผ้ามาเช็ดปาก “เมื่อไหร่สงครามบ้าๆ นี้จะจบ? ข้าเบื่อทารอนเต็มทนแล้ว!”

     

    “อีกเพียงไม่นาน” ชายชราตอบ สายตาวาววับ “เวลาของนายท่าน…กำลังใกล้เข้ามา”

     

    คล้ายกับเรื่องอาณาจักรนิรันต์ ที่คุณอ่าน