ข้อเสนอและเหตุผลรองรับของเอ็ดการ์นั้นทำให้อาร์วิน เธอา และจีสี่สิบสองถึงกับชะงัก สายตาที่สบกันเต็มไปด้วยความลังเลใจ แม้ถ้อยคำของอีกฝ่ายจะฟังดูมีเหตุผลรองรับ ทว่าในใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง... ผู้ปกครองทริสตันต้องการกวาดล้างเชลยเหล่านี้ให้สิ้นซากจนหมดจริง ๆ น่ะหรือ?
ต่อให้ใช้งานคนพวกนี้เป็นทหารไม่ได้จริง ๆ ก็ยังเอาไปใช้แรงงานหนัก ๆ แทนได้เช่นกัน แล้วถ้าหากพวกเขาลงมือสังหารหมู่เชลยตามอำเภอใจโดยพลการ ผลลัพธ์ที่ตามมาหลังจากนี้... พวกเขาจะรับมันไหวจริง ๆ ใช่ไหม?
ฟิโอร่าจมดิ่งสู่ห้วงความคิด สายตาคู่คมเลื่อนไปจับจ้องชายหนุ่มผู้เป็นต้นคิดของแผนการนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับยังคงยืนนิ่งสงบ ราวกับเรื่องคอขาดบาดตายที่เพิ่งเอ่ยออกมาเป็นเพียงบทสนทนาธรรมดาทั่วไป
เธอเหยียดยิ้มบางก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบ “ท่านเอ็ดการ์... หากดิฉันคล้อยตามและอนุญาตให้คุณลงมือตามแผนนี้ ทว่าท้ายที่สุดแล้ว... ท่านพี่ของดิฉันเกิดไม่พอใจและคิดจะเอาผิดขึ้นมา ถึงตอนนั้น ท่านเอ็ดการ์คิดจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรคะ?”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาจากลำคอของเอ็ดการ์ แววตาของเขาฉายแววรู้ทันเมื่ออ่านความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีของหญิงสาวตรงหน้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รอยยิ้มบางแต้มลงบนริมฝีปาก ก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น...
“ท่านหญิงฟิโอร่าโปรดวางใจเถิดครับ หากท่านผู้ปกครองทริสตันคิดจะเอาความกับเรื่องนี้จริง... ผู้น้อยยินดีจะน้อมรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียว”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่าในใจของเขากลับลอบยิ้ม เพราะสำหรับเอ็ดการ์แล้ว บทลงโทษที่เธอหวาดกลัวนั้นไม่มีวันเกิดขึ้นจริง ดีไม่ดี... ผู้ปกครองหนุ่มอาจถึงขั้นต้องเอ่ยปากชมเขาด้วยซ้ำ เพราะหัวใจสำคัญของภารกิจนี้มีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการรักษาชีวิตของหญิงสาวตรงหน้าไว้ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินล่าศัตรูจนสิ้นซาก หรือต้องสังเวยทหารไปมากเท่าใดตราบใดที่เธอปลอดภัย ก็นับเป็นความดีความชอบเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะได้รับมากหรือน้อย... ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนชีวิตทหารซิลเวอร์เรสที่เสียไปในครั้งนี้เท่านั้น
คำตอบนั้นทำให้ฟิโอร่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เธอละสายตาจากเอ็ดการ์แล้วหันไปหาพวกของอาร์วิน “ทุกท่านคะ ในเมื่อท่านเอ็ดการ์ออกตัวรับประกันถึงเพียงนี้ พวกเราก็ทำตามข้อเสนอของเขาเถอะค่ะ”
แม้ความกังขาจะยังคงเกาะกินใจ ทว่าคำบัญชาของหญิงสาวก็ทำให้ทั้งสามจำต้องน้อมรับคำสั่ง พวกเขาเลือกที่จะไว้ชีวิตเฉพาะบุคคลระดับแกนนำเพียงไม่กี่คนเพื่อเก็บไว้เค้นความลับ ส่วนเชลยไร้ค่าที่เหลือกลับต้องกลายเป็นเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ
หลังสะสางเรื่องราววุ่นวายและกลิ่นคาวเลือดเบื้องหลังจนสิ้นซาก เนื่องจากไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์แทรกซ้อนที่ไม่คาดคิดเพิ่มเข้ามา พวกเขาทั้งหมดก็ออกเดินทางอีกครั้งทันที โดยมีจุดหมายปลายทางคือดินแดนซิลเวอร์เรสที่รออยู่เบื้องหน้า
ข่าวด่วนที่ส่งมาถึงมือทำให้อารมณ์ที่เคยตึงเครียดของทริสตันมลายหายไปสิ้น ความดีใจฉายชัดบนใบหน้าเมื่อรู้ว่าน้องสาวของเขาปลอดภัยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างรีบเร่งเดินทางมาที่นี่ ซึ่งดูจากระยะทางคงจะถึงในช่วงเช้ามืด เขาไม่รอช้า ออกคำสั่งกำชับทหารทันทีว่าเมื่อเธอมาถึง ให้พาตรงมาหาเขาที่คฤหาสน์โดยเร็วที่สุด ด้วยความกระวนกระวายและตื่นเต้นที่จะได้พบหน้าน้องสาว ทริสตันจึงนอนไม่หลับ เลยไปนั่งรออยู่ที่หน้าคฤหาสน์ท่ามกลางตวามมืดมิด
เวลาล่วงเลยจนถึงเช้ามืด เบียทริซตื่นขึ้นมาพบกับความเย็นชืดของที่นอนไร้คนเคียงข้าง เธอเดินไปสอบถามทหารรักษาการณ์หน้าห้องจนได้ความว่า ทริสตันออกไปรอใครบางคนที่เป็นคนสำคัญมากอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ ด้วยความสงสัยเธอจึงตามลงไป และภาพที่เห็นคือชายหนุ่มที่กำลังนั่งดื่มอยู่เงียบ ๆ ตรงหน้าคฤหาสน์ หญิงสาวลอบถอนหายใจบางเบาก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย
“ทริสตัน นายตื่นมานั่งรอใครตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเนี่ย แล้วทำไมไม่คิดจะปลุกฉันลงมาด้วยกันบ้างเลย?” ถ้อยคำที่เจือไปด้วยกระแสเสียงตัดพ้อฉายแววน้อยอกน้อยใจอย่างปิดไม่มิด
เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสความน้อยใจของอีกฝ่าย ทริสตันก็ผุดลุกขึ้นเดินเข้าไปหาพลางวางฝ่ามือลงบนเรือนผมของหญิงสาว ขยับลูบเบา ๆ อย่างทะนุถนอมพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เห็นเธอกำลังหลับสบาย เลยไม่อยากกวนเวลาพักผ่อนน่ะ ส่วนคนที่เรามารอ...”
ยังไม่ทันที่ทริสตันจะเอ่ยจนจบประโยค เสียงฝีเท้าเร่งรีบของทหารก็ดังขึ้นพร้อมรายงานข่าวด่วนว่าคณะเดินทางที่รอคอยกำลังจะมาถึงแล้ว พลันที่ได้ยิน ชายหนุ่มก็ผุดรอยยิ้มกว้างด้วยความยินดี
ท่าทีเช่นนั้นยิ่งจุดประกายความอยากรู้ให้เบียทริซจนต้องทอดสายตาเขม็งไปยังเบื้องหน้าประตูคฤหาสน์ และในเวลาเพียงอึดใจ... เงาร่างของคนกลุ่มใหญ่ก็เริ่มปรากฏสู่สายตาท่ามกลางแสงสลัวของรุ่งอรุณ
ทันทีที่เงาร่างอันงดงามของหญิงสาวเรือนผมสีทองปรากฏแก่สายตา เบียทริซก็เบิกตากว้าง อารมณ์ตกใจพุ่งทะยานจู่โจมจนเธอแทบจะลืมหายใจ หญิงสาวนิ่งงันไปอึดใจใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงแผ่วเบาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยออกมา...
“เธอ... ใช่ฟิโอร่า วินด์สเกล หรือเปล่า?”
เบียทริซถามอย่างไม่มั่นใจ ความทรงจำครั้งเก่าในงานเลี้ยงเมื่อสามปีที่แล้วฉายชัดขึ้นมาทับซ้อนกับร่างตรงหน้า แต่พริบตาต่อมาคำถามมากมายก็ประดังประเดเข้ามาจนสมองแทบตื้อ... ในตอนนี้ฟิโอร่าควรจะเรียนอยู่ที่วิทยาลัยรอยัลซันสโตนไม่ใช่เหรอ เธอจำได้ว่าในเดือนนี้ที่นั้นก็ยังคงเป็นเวลาเรียนอยู่ แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงได้มาโผล่ที่นี่ในเวลานี้ได้กัน?
เมื่อเห็นความเคลือบแคลงฉายชัดในดวงตาของอีกฝ่าย ฟิโอร่าก็ส่งยิ้มตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “สวัสดีค่ะ ท่านหญิงเบียทริซ ดิฉันฟิโอร่า วินด์สเกลค่ะ”
เธอค้อมตัวลงทักทายตามมารยาทอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะหันไปมองทริสตัน พลันนั้นนัยน์ตาคู่สวยก็เริ่มรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาจนแดงก่ำ ร่างบางออกวิ่งไปหาพี่ชายโดยสัญชาตญาณ ทริสตันที่เฝ้ารอเวลานี้อยู่แล้วโผเข้าหาเธอเช่นกัน ทั้งสองกอดกันแนบแน่น ฟิโอร่าซบหน้าลงกับอกของพี่ชาย เสียงไห้สะอื้นและรอยน้ำตาเปรอะเปื้อนแก้วนวล แสดงถึงความหวาดกลัวทั้งหมดที่ได้รับการปลดปล่อยออกมาเสียที
ฝ่ามือหนาลูบลงบนเรือนผมของน้องสาวอย่างทะนุถนอม พลางปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด “ฟิโอร่า ต่อไปนี้น้องไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้วนะ... ไม่ว่าใครหน้าไหนที่บังอาจคิดร้ายกับน้อง พี่ชายคนนี้จะลากมันลงนรกเอง”
คำมั่นสัญญาของพี่ชายทำให้ฟิโอร่าพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ใบหน้างดงามยังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบความหวาดกลัว ทริสตันมองดูสภาพของน้องสาวที่ต้องตรากตรำหลบหนีมาตลอดทั้งคืนโดยไม่ได้หยุดพักด้วยความสงสาร
เขาจึงจูงมือเธอไปส่งยังห้องนอนที่จัดเตรียมไว้เพื่อให้น้องสาวได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม และทันทีที่บานประตูห้องนอนของน้องสาวปิดลง แววตาอบอุ่นของผู้เป็นพี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็น ชายหนุ่มหมุนตัวกลับและออกคำสั่งเรียกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในภารกิจนี้ให้ไปรวมตัวกันที่ห้องทำงานในทันที
เบียทริซเอ่ยรั้งพลางขอร้องเสียงจริงจังว่าอยากเข้าร่วมรับฟังด้วย เธอให้เหตุผลว่าในเมื่อบัดนี้เธอได้กลายเป็นผู้หญิงของเขาอย่างเต็มตัวแล้ว จากนี้ไปเธอก็พร้อมจะเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมทุกข์ร่วมสุข และปรารถนาที่จะรับรู้ทุกเรื่องราวในชีวิตของเขาให้มากขึ้น
ทริสตันได้ฟังก็ทำได้เพียงยิ้มแห้งด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ทว่าสุดท้ายก็ใจอ่อนยอมให้อีกฝ่ายตามเข้ามา... ในใจของเขาพลันผุดคำถามขึ้นมาอย่างนึกขำ หากราชาเวสตันทรงทราบว่าลูกสาวผู้สูงศักดิ์ของตนถูกเขา ‘หล่อหลอม’ จนกลายเป็นเช่นนี้ไปเสียแล้ว จะทรงรู้สึกอย่างไรกันนะ?
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงัด ระดับหัวหน้าทั้งสี่คนก้าวเข้ามาประจำที่ ก่อนจะเริ่มรายงานรายละเอียดทุกแง่มุมของภารกิจอย่างถี่ถ้วนโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่ประเด็นเดียว ทริสตันรับฟังพลางพยักหน้าช้า ๆ ด้วยความพึงพอใจ
“ทุกท่านทำภารกิจครั้งนี้ได้ดีเยี่ยมมาก ผลงานอันยอดเยี่ยมในคราวนี้จะถูกบันทึกเป็นผลงานครั้งใหญ่ประจำปีนี้อย่างแน่นอน” สิ้นคำนั้น บรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเมื่อเขาเลื่อนสายตาไปจับจ้องที่อาร์วิน...
“อาร์วิน! เชลยคนสำคัญที่จับมาได้ในคราวนี้... เจ้าจะใช้วิธีการไหนก็ช่าง ง้างปากมันออกมาให้ได้ว่าใครคือคนบงการอยู่เบื้องหลังเรื่องครั้งนี้!” น้ำเสียงของผู้ปกครองหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมและทรงพลังอย่างน่าขนลุก พลันที่สิ้นเสียงสั่งการ อาร์วินก็ขานรับในทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดังกังวาน
“เธอา! จงเปิดรับสมัครกำลังพลเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้ แล้วขยายขอบเขตการลาดตระเวนให้กว้างขวางขึ้นไปอีก!” คำสั่งเฉียบขาดถูกประกาศกร้าวออกไป หญิงสาวผู้รับบัญชาไม่รอช้า ยืดอกตอบรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
“จีสี่สิบสอง! ข่าวสารและความเคลื่อนไหวของเมืองต่าง ๆ รอบชายแดนซิลเวอร์เรส ต่อไปนี้จงยกระดับและจับตาดูให้เข้มงวดกว่าเดิม... โดยเฉพาะที่ เมืองแวนการ์ด ข้อมูลของที่นั่นจะต้องถูกส่งมาถึงมือของเราอย่างละเอียดและรวดเร็วที่สุด!” สิ้นเสียงเฉียบขาดของนายเหนือหัว จีสี่สิบสองก้มศีรษะลงเล็กน้อยพลางขานรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มหนักแฝงความเด็ดเดี่ยว
“เอ็ดการ์ การตัดสินใจของเจ้าในคราวนี้ทำได้ยอดเยี่ยมมาก... ส่วนเรื่องตำแหน่งหน้าที่ที่เรายังติดค้างเจ้าไว้ บัดนี้เราขอแต่งตั้งให้เจ้าดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยเสนาธิการ มีหน้าที่วางแผนกลยุทธ์และเป็นที่ปรึกษาคอยอุดรอยรั่วให้แก่ทุกหน่วยงานภายในเมืองแห่งนี้
เราได้จัดเตรียมอาคารหลังหนึ่งไว้ทางทิศตะวันออกแล้ว เดี๋ยวจะให้ทหารนำทางเจ้าไป... จงเร่งรวบรวมผู้มีความสามารถเข้ามาขับเคลื่อนหน่วยงานนี้เสีย ส่วนรูปแบบและเกณฑ์การคัดเลือกคน เจ้ามีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจทั้งหมด ทว่าเมื่อได้คนมาแล้ว จงส่งประวัติและขีดความสามารถของพวกมันมาให้เราตรวจสอบด้วย...
เอ็ดการ์ นี่คือตำแหน่งที่มีความสำคัญต่ออนาคตของเราอย่างยิ่งยวด ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งนี้สูงมาก เจ้ากล้าพอที่จะแบกรับภาระนี้หรือไม่?”
เอ็ดการ์น้อมกายลงทำความเคารพอย่างนอบน้อมทว่ามั่นคง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบอันเป็นเอกลักษณ์ “ผู้น้อยเอ็ดการ์ น้อมรับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยเสนาธิการด้วยความเต็มใจ... จากนี้ไป ผู้น้อยจะขออุทิศสติปัญญาและความสามารถทั้งหมดที่มี เพื่อประโยชน์สูงสุดของท่านผู้ปกครองทริสตันและซิลเวอร์เรสครับ”
ทริสตันจุดรอยยิ้มพึงพอใจ ชายหนุ่มก้าวเข้าไปตบไหล่เสนาธิการคนใหม่เบา ๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี “ยอดเยี่ยมมากเอ็ดการ์! เรารู้ดีว่าเจ้ามีฝีมือ และคาดหวังในตัวเจ้าไว้ไม่น้อยเลย... หวังเพียงว่าในอนาคต เจ้าจะไม่ทำลายความเชื่อใจที่เรามอบให้ในวันนี้”
ทันทีที่สิ้นประโยค รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ปกครองหนุ่มก็เลือนหายไป ชายหนุ่มหรี่นัยน์ตาคม กวาดสายตามองลูกน้องทุกคนในห้องทำงาน ก่อนจะเปล่งเสียงเรียบต่ำทว่าทรงอำนาจออกไป...
“ต่อไปนี้ในการศึก... เชลยคนใดที่ไร้ประโยชน์ ก็ให้จัดการกวาดล้างทิ้งให้หมด เพียงแต่ยามอยู่ในสนามรบ จงแสร้งยอมรับการจำนนของพวกมันก่อน แล้วจึงค่อยลักลอบจัดการในภายหลัง แต่อย่าได้ทำอะไรประโคมข่าว ใช้คนให้น้อยที่สุดและต้องเป็นคนที่วางใจได้เท่านั้น อย่าให้เรื่องนี้หลุดรอดไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นในการรบครั้งหน้า คงไม่มีศัตรูหน้าไหนยอมวางอาวุธให้แก่ฝ่ายเราอีก และถ้าเป็นเช่นนั้น... พวกเราเองที่จะเป็นฝ่ายลำบาก”
สิ้นกระแสเสียงเยือกเย็นที่แฝงรังสีอำมหิต หัวหน้าทั้งสี่ก็น้อมรับคำสั่งพลางขานรับดังกังวานอย่างพร้อมเพรียง “พวกเราน้อมรับบัญชาครับ/ค่ะ!”
เบียทริซซึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ ตลอดเวลา ลอบมองทริสตันด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไป... ที่ผ่านมาแม้เธอจะรู้ดีว่าเขาเป็นคนเข้มงวดในทำงานและสั่งงานด้านการปกครองเมือง ทว่ายามเมื่อก้าวเข้าสู่มิติของการทหาร ชายหนุ่มกลับสำแดงความเด็ดขาด โหดเหี้ยม และอำมหิตได้อย่างเยือกเย็นจนน่าขนลุก
แต่แทนที่ความเลือดเย็นนั้นจะทำให้เธอหวาดกลัว... มันกลับยิ่งจุดประกายความหลงใหลในตัวเขาให้ท่วมท้นขึ้นมาเสียอย่างนั้น ตัวตนด้านที่มืดมิดของเขา กลับยั่วยวนให้เธอถลำลึกจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว?