มาถึงที่ห้องพักในโรงแรม เฉิงหยู่ เปิดน้ำในห้องน้ำ “เฮ้ ถอดเสื้อผ้าออกซะสิ เดี๋ยวพี่ชายจะอาบน้ำให้ แล้วก็ใส่เสื้อผ้าใหม่นะ”
เฉิงหยู่ อุ้มเด็กสาวในสถาพเปลือยเปล่าเข้ามาในห้องน้ำ เพื่ออาบน้ำให้เธอ “เธอชื่ออะไรล่ะ?”
“เขอเขอ” สาวน้อย พูดเสียงค่อย แต่เมื่อเห็นฟองสบู่ลอยไปมาในห้องน้ำ ก็ใช้มือคว้าเล่นไปมาอย่างสนุกสนานยิ่ง
“อืม ดีมาก งั้น เขอเขอ ใช้แซ่ของพี่ชายล่ะกันนะ เป็น เฉิงเขอเขอ ดีไหมล่ะ”
“ดีค่ะ” เขอเขอ ดีใจมาก
อาบน้ำเสร็จแล้ว เฉิงหยู่ ก็ใช้ผ่าเช็ดตัวห่อ เขอเขอ แล้วอุ้มเธอออกจากห้องน้ำ เมื่อออกมาก็เห็น อู๋ฉาง นำเสื้อผ้าใหม่มาหลายชุดทีเดียว
พอเห็น เขอเขอ ดีใจที่ได้ใส่ชุดใหม่ เฉิงหยู่ ก็มีความสุขไปด้วย หลังจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับ อู๋ฉาง ว่า “เสื้อผ้าที่นายซื้อมานี่ไม่เลวทีเดียว สายตานับว่าใช้ได้!”
“หึหึ นายน้อยหยู่ อาจจะไม่รู้ แต่ลูกสาวผมก็อายุไล่เลี่ยกับเธอนั้นแหละครับ ผมก็เลยซื้อได้ถูกใจ” เห็นว่าสาวน้อยชอบใจ อู๋ฉาง ก็ทำน่าอิ่มเอม ราวกับว่าได้เห็นลูกสาวตัวเอง
“เขอเขอ ชอบชุดนี้ไหมล่ะ”
“ชอบค่ะ”
“สั่งอาหารขึ้นมากินหน่อยสิ เมื่อกี้ยังไม่ได้กินเลย หาที่เด็กกินได้ด้วยล่ะ” เฉิงหยู่ พูดกับ อู๋ฉาง
ราตรีเข้าคืบคลาน เฉิงหยู่ ก็เข้านอนพร้อมกับ เขอเขอ เขาไม่เกรงกลัววิญญาณร้าย เนื่องจากตราบใดที่มันไม่มีพลังมากมันก็ไม่สามารถออกมาจากร่างพาหะได้ นอกจากว่า เขอเขอ จะต้องตายเสียก่อน มันถึงมีโอกาสออกมาได้
ด้วยเหตุนี้เฉิงหยู่จึงกลัวว่าเจ้าวิญญาณร้ายมันจะพยายามหลบหนีเขา โดยปกติแล้วหลังจากที่สูบพลังชีวิต เขอเขอ จนหมดสิ้น มันก็จะไปหาร่างสิงสู่รายอื่นต่อ แต่ทว่ามันเองไม่กล้าที่สูบพลังของ เขอเขอ จนหมด เพราะมันไม่มีร่างให้สิงสู่ เนื่องจากว่ามีแค่เขาคนเดียวที่อยู่ข้างกายเขอเขอ คิดว่ามันจะยึดร่าง เฉิงหยู่ ได้งั้นหรือ? พูดเป็นเล่นไป ถ้ามันมีความสามารถขนาดนั้นแล้วจะมานั่งกลัว เฉิงหยู่ ไปทำไม?
คนธรรมดาไม่รู้หรอกว่า เฉิงหยู่ ร้ายกาจแค่ไหน ในฐานะผู้ฝึกตนแล้ว ต่อให้วิญญาณชั่วร้ายไม่มีกายหยาบ แต่มันก็ยังสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของ เฉิงหยู่ ได้อยู่ดี
กลางดึกผ่านไป เขอเขอ ลืมตาขึ้น เผยตาดำประกายสีเขียว เขอเขอ ลุกขึ้นนั้งมองไปยัง เฉิงหยู่ ที่กำลังหลับ แล้วก็แสยะยิ้มมุมปาก กางนิ้วมืออกมาเห็นเป็นกรงเล็บยาวประมาณหนึ่งนิ้ว มือทั้งสองเต็มไปด้วยไอวิญญาณชั่วร้าย ทันใดนั้นก็แทงมือไปที่ลำคอ เฉิงหยู่
ชั่วขณะที่มือกำลังเข้าไปไกล้ลำคอของเฉิงหยู่ ทันใดนั้นเกราะลมปราณก็สะท้อนจนร่างของเขอเขอกระเด็นตกเตียงไป ต่อมาดวงตาสีเขียวและมือที่มีกรงเล็บแหลมคมยื่นยาวออกมาก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
เฉิงหยู่ ลงจากเตียง จากนั้นก็อุ้มตัว เขอเขอ ขึ้นมาด้านบน เขาจ้องมอง เขอเขอ ที่กำลังหลับตาคิ้วขมวด เฉิงหยู่ก็ถอนหายใจแล้วกอด เขอเขอ ไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็ใช้พลังปราณห่อหุ้มร่างกายของสาวน้อยเอาไว้ จนคิ้วที่ขมวดคลายลง
ใช่ว่า เฉิงหยู่ ไม่อยากถอนคำสาปออกจากร่าง เขอเขอ เพียงแต่เรื่องนี้นับเป็นปัญหายุ่งยากพอสมควร ทั้งยังเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายของผู้ที่โดนคำสาปด้วย ถ้าไม่สำเร็จในคราวเดียว ก็เป็นไปได้ว่าจะมีย้อนกลับ ตั้งแต่ที่รู้ว่า เขอเขอ นั้นโดนคำสาป เฉิงหยู่ ก็ตระหนักว่าบนโลกนี้ต้องมีผู้ฝึกตนอยู่อย่างแน่นอน ในสถานการณ์แบบนี้ เฉิงหยู่ ไม่สามารถล้างคำสาปให้กับ เขอเขอ ในสถานที่ที่ตนไม่คุ้นเคย
วันรุ่งขึ้น คนทั้ง 3 ก็รับประทานอาหารเช้าด้วยกัน เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามบ่าย เฉิงหยู่ อุ้ม เขอเขอ ขึ้นมาบนภูเขา เมื่อได้มองดูทิวทัศน์ที่อยู่โดยรอบอีกครั้ง ความรู้สึกก็แตกต่างไปจากครั้งที่แล้ว มีอาคารเก่าแก่มากมาย พร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ส่องตกกระทบ ยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขาม น่าเคารพบูชา นับว่าเป็นสถานที่ๆดีไม่น้อยในการตัดขาดจากโลกภายนอก
ระหว่างทางเห็น เขอเขอ คอยเล่าเรื่องพูดจาสนุกสนาน เฉิงหยู่ ก็รู้สึกครึกครื้นไปด้วย พลางไปที่เด็กสาวที่เปลี่ยนไปมากหลังจากได้ล้างเนื้อล้างตัว ดวงตาที่เป็นประกาย ทั้งพลังชัวิตที่เปี่ยมล้น ทำให้ เฉิงหยู่ รู้สึกมีพึงพอใจมาก ถึงแม้จะเรียกเธอว่าน้องสาว แต่ทว่าเขากับคิดว่าเธอเป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่งเลยทีเดียว
“พี่ชาย ดูสิ กระต่ายน้อยสีขาวล่ะ” เขอเขอ ชี้ไปที่กระต่ายขาว ซึ่งอยู่หลังพุ่มไม้ใกล้ๆ หลังจากพูดคุยอย่างสนุกสนานกับ เฉิงหยู่ มาตลอดทาง เขอเขอ สนิทสนมเปิดใจให้กับ เฉิงหยู่ เป็นพิเศษ ดังนั้นเธอเลยเรียกว่าพี่ชายได้อย่างสนิทใจและดูเป็นธรรมชาติมาก
“อยากได้ไหม ถ้าอยากได้เดี๋ยวพี่ชายจะจับให้ ” เฉิงหยู่ พูดพร้อมรอยยิ้ม
“อยากได้ค่ะๆ ” เขอเขอ พูดอย่างกระตือรือร้น
หลังจากนั้น เฉิงหยู่ ก็เดินเข้าไปหากระต่ายตัวนั้น เมื่อเจ้ากระต่ายสัมผัสได้ว่ามีคนกำลังเดินเข้ามา มันก็กระโดดหนีไปทันที ทว่า เฉิงหยู่ ก็ใช้พลังปราณจับกระต่ายตรึงร่างของมันไว้ จากนั้นก็เดินเข้าไปจับเจ้ากระต่าย แล้วยื่นมันให้กับ เขอเขอ สาวน้อยอุ้มกระต่ายไว้ในอ้อมแขนด้วยท่าทางมีความสุขมาก “จุ๊บ” เธอหอมแก้ม เฉิงหยู่ เข้าหนึ่งที
เมื่อสาวน้อยน่ารักอย่าง เขอเขอ แล้ว ทำให้ เฉิงหยู่ ไม่ได้รีบร้อนมากนัก เขาเดินขึ้นไปเรื่อยๆ สองชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดก็เห็นวัดฝ่าเหลย
มันไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนกับที เฉิงหยู่ จินตนาการไว้ ในทางตรงกัน สภาพของวัดกลับดูทรุดโทรมเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสามเดินเข้าไปด้านใน บุคคลที่นี่ค่อนข้างบางตา มีพระรูปหนึ่งกำลังกวาดลานวัดอยู่ เฉิงหยู่ ที่อุ้ม เขอเขอ อยู่ก็เดินเข้าไปถาม “หลวงจีนน้อย ท่านเจ้าอาวาส เสิ้งอี อยู่หรือเปล่าครับ?”
“อามิตตาพุทธ ประสกต้องการจะพบท่านเจ้าอาวาสหรือ? อาตมาคงต้องขออภัยด้วย ท่านเจ้าอาวาสไม่ได้รับแขกมาหลายปีแล้ว ” หลวงจีน ยกมือขึ้นมาเหนืออกข้างหนึ่งแล้วก็พูดออกมา
“ไม่รับแขกหรือ? แต่ว่าเพื่อนของผมมาเยี่ยม เจ้าอาวาสเสิ้งอี ทุกปีเลยนะครับ”
“ประสกหมายถึง ประสกเถียน ใช่หรือไม่?” หลวงจีน พูดอย่างประหลาดใจ เถียนเหวินชิง ได้บริจาคเงินส่วนหนึ่ง และธูปหอมมาเป็นประจำแทบทุกวัน แม้แต่หลวงจีนรูปนี้ก็รู้จัก
“ใช่ๆ ผมเป็นสหายของ ลุงเถียน เองล่ะครับ ด้วยคำแนะนำของเขา หวังว่าจะได้พบท่านเจ้าอาวาสสักครั้ง รบกวนหลวงจีนน้อยช่วยเหลือหน่อย”
“เอ่อ...เอาล่ะ งั้นอาตมาขอให้ประสกตามมา สุดท้ายแล้วจะได้พบหรือไม่ ก็ปล่อยให้วาสนานำพาเถิด ” หลวงจีน พูดพลางให้ทุกๆคนตามเข้าไปด้านใน
“เจ้าวิญญาณชั่ว บังอาจเหยียบเข้ามาที่นี่เช่นนั้นรึ!” หลังจากที่เดินเข้าไปได้หน่อยหนึ่ง ก็มีเสียงดังตะโกนมาจากภายในกุฏิ จากนั้นก็มีหลวงจีนแก่รูปหนึ่งเดินออกมา
หลวงจีนแก่ นั้นกวาดสายตามองทุกคน จากนั้นสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ เขอเขอ พร้อมขมวดคิ้ว อันที่จริงเมื่อครู่ที่ท่านได้นั่งเข้าฌานอยู่ภายในกุฏิ และสัมผัสได้ถึงวิญญาณชั่วร้ายอันแกร่งกล้าที่กำลังใกล้เข้ามา เลยอยากออกมาดูด้วยตาของตนเอง แต่ปรากฏว่าเจ้าวิญญาณชั่วตนนั้นกลับเป็นเด็กสาวแสนน่ารักคนหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้ดวงจิตรู้สึกงุงงนอยู่ไม่น้อย
“ช่างชั่วช้าต่ำทรามยิ่งนัก ถึงได้ทำเรื่องแบบนี้กับเด็กสาวตัวเล็กๆได้ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ ” เสิ้งอีไต้ซือ เห็นว่าเด็กสาวมีวิญญาณชั่วสิงสู่ จากนั้นก็ตะหวาดใส่ เฉิงหยู่ ทันที
“ท่านเจ้าอาวาส ประสกท่านนี้เป็นเพื่อนกับประสกเถียน อยากจะขอพบท่านเจ้าอาวาส” ในเวลานั้นหลวงจีนน้อยก็รีบพูดแทรกขึ้นมา เพราะกลัวจะสร้างปัญหา ที่พาคนที่ไม่ควรพาเข้ามาซะแล้ว
“่เช่นนั้นหรือ? เอาล่ะ เมิ่งหยวน เจ้าไปก่อนเถอะ ” เมื่อได้หลวงจีนอธิบายแล้ว เสิ้งอีไต้ซือ ก็พูดขึ้น
“ครับ ท่านเจ้าอาวาส”
“ประสกทั้งหลายเป็นเพื่อนกับ ประสกเถียน เช่นนั้นหรือ?” เสิ้งอีไต้ซือ ถาม เฉิงหยู่
“ใช่ครับ ผมชื่อ เฉิงหยู่ ได้โปรดอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะครับ” เฉิงหยู่ เห็นว่าอีกฝ่ายสัมผัสได้ถึงวิญญาณชั่วร้ายจากร่างของ เขอเขอ เฉิงหยู่ ก็ตะหนักได้ทันทีว่าแท้จริงแล้ว เสิ้งอีไต้ซือ เป็นผู้ฝึกตนที่อยู่ในขั้นฝึกลมปราณช่วงปลาย
“ประสกนั้นฝึกฝนมาดี อาตมาอยู่มาถึงปูนนี้แล้ว เพิ่งได้เห็นผู้ฝึกตนหนุ่มที่เหยียบย่างเข้าสู่เส้นทางแห่งเซียน นับว่าเปิดหูเปิดตายิ่งแล้ว” เนื่องจากการดำรงอยู่ของวิญญาณชั่วร้ายก่อนหน้านี้ทำให้ไต้ซือไม่ทันได้สังเกต แต่เมื่อเพ่งพินิจตรวจสอบดูอีกครั้งแล้ว เสิ้งอีไต้ซือ จึงพบว่าแท้จริงแล้วหนุ่มน้อยเบื้องหน้าคือผู้ฝึกตนที่บำเพ็ญเพียรมาถึงขั้นสร้างรากฐานแล้ว
“ไต้ซือชื่นชมกันเกินไปแล้ว อีกเพียงก้าวไต้ซือก็จะบรรลุถึงขั้นนี้แล้ว ”
“ฮ่าฮ่า ประสกช่างถ่อมตัว อาตมาแก่แล้วรู้ตัวดีว่าได้เดินมาถึงขีดจำกัด ไม่อาจก้าวหน้าไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เอาล่ะเชิญประสกอาตมามา ” หลวงจีนแก่ พูดขึ้นพร้อมก้าวนำเข้าไปในกุฏิ
เมื่อทุกคนเข้ามานั่งในกุฏิดีแล้ว เสิ้งอีไต้ซือ ก็มองไปยัง เขอเขอ ที่กำลังอุ้มกระต่ายน้อยอยู่ “ประสก ในเมื่อฝึกจนมาถึงขั้นนี้ ทำไมถึงไม่ช่วยแก้คำสาปให้หนูน้อยคนนี้ซะล่ะ?”
“เรียนไต้ซือ เราเพิ่งพบเธอเมื่อคืนนี้เอง ถึงแม้ว่าผมจะช่วยรักษาได้ แต่ก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก ทั้งยังไม่มีคนคอยเฝ้าพิทักษ์คุ้มกัน ดังนั้นผมจึงยังไม่ได้แก้คำสาปให้เธอ”
“ที่แท้ก็เพราะเหตุนี้ ว่าแต่ประสกมาพบอาตมาเพราะมีเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือ?”
“อู๋ฉาง นายออกไปก่อน ฉันมีเรื่องต้องคุยกับไต้ซือหน่อย” เฉิงหยู่ พูดกับ อู๋ฉาง
“ได้ครับ” อู๋ฉาง ไม่ขัดข้อง เมื่อครู่ได้ยินทั้งสองสนทนากันก็พอรู้ว่า เฉิงหยู่ ไม่ใช่คนธรรมดาๆ แต่คิดไม่ถึงว่าขนาดหลวงจีนที่สุดยอดขนาดนี้ยังแข็งแกร่งไม่เท่า เฉิงหยู่ เส้นทางแห่งเซียน? ประตูสวรรค์งั้นหรือ? เมื่อถึงคำพูดนี้แล้ว อู๋ฉาง ก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย รู้สึกโชคดีที่ตนเองได้มารับใช้อยู่ข้างๆ เทพเซียน
“อันที่จริง ไต้ซือ ก็เป็นผู้ฝึกตน งั้นผมก็จะไม่อ้อมค้อม ที่จริงผมอยากทราบว่าศิลาวิญญาณที่ไต้ซือพบนั้นเอามาจากไหนกันแน่”
พอได้ยินที่เขากล่าว หลวงจีนเฒ่า ก็มองหน้าเขาอย่างประหลาด
“มีอะไรเหรอครับไต้ซือ?” เฉิงหยู่ ถามขึ้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายท่าทีเปลี่ยนไป
“ประสก ก็เป็นผู้ฝึกตน แต่กลับไม่รู้หรือว่าศิลาวิญญาณนั้นมาจากไหน?”
“พูดตามตรง ผมไม่ทราบครับ”
“อาตมาขอกล่าวตามตรงเลยนะประสก ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ศิลาวิญญาณเป็นของที่หายากได้ยากยิ่ง ” เสิ้งอี้ไต้ซือ พูด
“หืม? ไต้ซือพูดแบบนี้ แสดงว่ายังมีที่อื่นนอกเหนือจากนี้อีกเหรอครับ” เฉิงหยู่ ฉุกคิด ในโลกนี้หรือจะมีผู้ฝึกตนอยู่อีก แต่เขาต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก เสิ้งอีไต้ซือ มากกว่านี้
“นี่...” เสิ้งอีไต้ซือ ท่าทีลังเล “ประสก ได้โปรดยกโทษให้อาตมาด้วย ไม่ทราบว่าอาจารย์ของประสก ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ทราบเลยงั้นหรือ?”
“อาจารย์ของผมเป็นคนลึกลับ ท่านสอนเฉพาะการฝึกตนเพียงเท่านั้น แล้วก็ไม่ได้บอกเรื่องอื่นกับผมเลย ดังนั้นผมเลยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ฝึกตนคนอื่นๆอยู่ที่ไหน ” เฉิงหยู่ พูดความจริงผสมโกหก บอกว่าอาจารย์ของเขาเป็นคนลึกลับ แต่อันที่จริงไม่ใช่ในโลกนี้ซะหน่อย
“ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ประสกมีพื้นฐานฝึกตนสูงส่งขนาดนี้แต่กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย ” เสิ้งอีไต้ซือ ก็ไม่ได้รบเร้ามากเกินไป เขาพูดขึ้นว่า “ในเมื่อประสกก็เป็นผู้ฝึกตนเช่นเดียวกันอาตมา ถ้าเช่นนั้นอาตมาจะขอพูดเป็นวิทยาทาน เพื่อประสกจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ตนไม่ควรไปก้าวก่ายเข้า”
“เชิญไต้ซือพูดเลยครับ ผมพร้อมรับฟัง”
“นอกเหนือจากโลกภายนอกนี้แล้ว ก็ยังโลกของผู้ฝึกตนอยู่ นั้นเป็นที่ๆคนธรรมดาเข้าไปไม่ถึง โลกของผู้ฝึกตนนั้น มีขุมกำลังที่ทรงอำนาจอยู่มากมาย พวกเขาต่างช่วงชิงความเป็นใหญ่ซึ่งกันและกันเอง รวมถึงศิลาวิญญาณก็ได้ถูกพวกเขาเหล่านั้นครอบครองเก็บเอาไว้จนหมด แถมในโลกของพวกเราเองก็มีคนมากมายที่ยังคงตามหาศิลาวิญญาณ ดังนั้นจึงพูดได้ว่าภายในโลกฆราวาสแห่งนี้ศิลาวิญญาณจึงเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง”
“ถ้าอย่างนั้น ไต้ซือก็รู้เรื่องขุมกำลังต่างๆในโลกของผู้ฝึกตนงั้นเหรอครับ?” เฉิงหยู่ คิ้วขมวด คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์ของโลกนี้ช่างซับซ้อนกว่าที่คิดไว้อีก
“หกสิบปีก่อน จะมาเคยไปเยือนโลกแห่งผู้ฝึกตน สำนักที่อาตมาพอรู้จักก็มี สำนักคุนหลุน สำนักสู่ซาน สำนักเทียนซาน ตำหนักนิรันดร์หุบเขาเซียนบุปผา พรรคโย่วหมิง พรรคปีศาจโลหิต นอกจากนี้ยังมี อารามฝ่าหง ในพุทธศาสนาเรา ถึงตอนนี้ก็ไม่แน่ใจแล้ว แน่นอนว่ายังมีสำนักและพรรคเล็กๆอีกมากมาย ”
“ไต้ซือบอกรายละเอียกเกี่ยวกับสำนักพวกนี้ได้หรือไม่?” เฉิงหยู่ ไม่คิดว่าจะมีขุมกำลังมากมายอยู่ในโลกผู้ฝึกตน นอกจากนี้ยังตัดขาดจากโลกมนุษย์อย่างสิ้นเชิงอีกด้วย
จบตอน