“ทางเ้าเจอเบาะแสอะไรมาบ้างหรือไม่”
ความงดงามของสวนดอกไม้และความเงียบสงบภายในจวนแม่ทัพหลงหยางเฉินขัดบรรยากาศอึมครึมที่เกิดขึ้นจากผู้เป็นายยามนี้ จนผู้รับใช้ที่ยืนรอบศาลาต่างต้องขยับกายด้วยความอึดอัด
ลี่หลี่หมินถามหลงหยางเฉินน้ำเสียงเคร่งเครียด แววตาคมสองคู่มองสบกันจริงจังหลงหยางเฉินส่ายหน้าไปมาและถอนหายใจอย่างอัดอั้น คิ้วหนาขมวดเข้าหากัน
วันเวลาผ่านพ้นล่วงเลยไปนับสัปดาห์หลังจากที่พวกเขาได้รับจดหมายแจ้งข่าวการจากไปของลี่หลินหราน พวกเขารีบจัดการงานทุกสิ่งโดยไวเร่งม้าเร็วเดินทางจากชายแดนใต้กลับเข้าเมืองหลวง กว่าเดินทางจะมาถึงก็เสียเวลากว่าสองสัปดาห์การจัดพิธีการงานศพก็เสร็จสิ้นไปแล้ว
“ยังไม่มีเบาะแสเลย แล้วเ้าล่ะได้อะไรมาบ้าง”หลงหยางเฉินถามกับลี่หลี่หมินที่ถอนหายใจ ส่ายหน้าตอบกลับมาเช่นกัน
ั้แ่กลับมาถึงเมืองหลวง สิ่งใดควรทำพวกเขาก็ทำจนหมดทั้งสิ้นรวมทั้งการสืบสาวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลี่หลินหราน่ที่พวกเขาไม่อยู่อย่างละเอียด
พวกเขาได้พบจุดน่าสงสัยหลายอย่าง เกิดคำถามมากมายที่้าค้นหาคำตอบ ที่ผ่านมาแม้จะได้รับข่าวสารของนางเรื่อยๆ แต่ตอนพวกเขารู้สึกว่าตัวเองนั้นกำลังถูกปิดหูปิดตา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของพวกเขา แม้จะดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นสมเหตุสมผลไม่มีสิ่งที่ดูแปลกแต่ก็มิอาจทำให้พวกเขาปักใจเชื่อได้ ทุกอย่างเรียบง่ายเกินไป
“จริงสิ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีบุคคลนิรนามนำกล่องไม้ใบหนึ่งฝากคนเฝ้าประตูมาให้ข้า”ลี่หลีหมินเอ่ยขึ้นมาเสียงแ่เบา เขาล้วงมือลงไปในช่องแขนเสื้อที่สวมใส่ หยิบกระดาษพบลักษณะเป็จดหมายออกมาสองใบส่งให้กับหลงหยางเฉิน“เ้าทายสิ มันคืออะไร” ลี่หลี่หมินหยุดเสียงลง
หลงหยางเฉินหยุดมือที่กำลังเปิดกระดาษที่เขารับมาเงยหน้าขึ้นมองลี่หลี่หมินที่กำลังยิ้มข่มขืน จึงถามกลับไปเสียงเรียบ “อะไร”
“ของในนั้นเป็เอกสารสิทธิ์กิจการและทรัพย์สินส่วนของสกุลเฉินของมารดาได้ถูกโอนให้เป็ชื่อข้า”เขาเอ่ยแค่นั้นก่อนจะชี้ไปที่กระดาษที่อยู่ในมือของหลงหยางเฉินที่ยังเปิดไม่เรียบร้อย“และที่เ้าถือ”
หลงหยางเฉินเปิดกระดาษ ก้มลงมองอ่านเนื้อความเป็จดหมาย ข้อความเขียนถึงพี่ชายเขาก็ต้องใ “นี่มัน...จากหรานเอ๋อ”
“ใช่ ของพวกนั้นเป็ของที่หรานเอ๋อฝากมา นอกจากหลักฐานถือครองที่นางโอนกรรมสิทธิ์ให้ข้ายังมีจดหมายเขียนมาอีกสามฉบับ ของท่านพ่อ ของข้า ส่วนฉบับสุดท้ายเขียนถึงเ้าข้ายังไม่ได้เปิดอ่าน”
“มันอาจไม่แปลก หากคนที่กำลังจะตายเขียนจดหมายฝากฝังแต่พวกไม่ใช้กับอาหราน” หลงหยางเฉินสีหน้าเคร่งเครียดมากกว่าเดิม เขาอ่านจดหมายที่นางเขียนถึงเขาั์ตาแดงก่ำ หยาดน้ำใสไหลซึมรอบดวงตาเขาต้องเงยหน้าฟ้าหลับตาลงฟันขบกัน สิบนิ้วกำจดหมายแน่นจนยับตามมือหนา “สิ่งที่นางทำได้รับการวางแผนมาอย่างดี”
“ข้าส่งคนไปตรวจสอบข้อมูลกับทางการทะเบียนมานอกจากทรัพย์สินที่นางโอนให้ข้า ยังมีหลายรายการถูกเปลี่ยนมือใน่หลายเดือนที่ผ่านมาไม่สิใน่เวลาเกือบหนึ่งปี” จากสิ่งที่ตรวจสอบมา ทำให้ลี่หลี่หมินเกิดคำถามในใจ ‘เหตุใดน้องสาวของเขาต้องทำเช่นนี้’
“น่าแปลกเกินไป” หลงหยางเฉินพูดเสียงเบา ยิ่งคิด เขายิ่งเห็นถึงความไม่ปกติกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“เรากำลังมองข้ามบางอย่างไป” ลี่หลี่หมินเงยหน้าั์ตาแน่วแน่สบกับตาของหลงหยางเฉิน
ทุกอย่างมันเป็ความผิดของพวกเขาที่ใส่ใจกับลี่หลินหราน น้อยเกินไปถึงได้เกิดเหตุน่าเศร้าใจเช่นนี้ การพรากจากของน้องสาวและหลานชายของพวกเขา
“แล้วคนส่งของเล่า”
“ค้นหาแล้ว เป็เด็กขอทานรับจ้างแลกเงิน ผู้ที่จ้างมีรูปร่างเล็กสวมชุดคลุมพรางกายมันจำไม่ได้ มองไม่ออกเป็ผู้ใด”
จากที่พวกเขารับรู้มา วันที่ลี่หลินหรานออกนอกวัง นางขอไปวัดเพื่อทำบุญขอพรให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเพราะหลังจากลี่หลินหรานได้ให้กำเนิดหลงตงอันใน่ฤดูหนาวร่างกายของนางก็เริ่มอ่อนแอลง
ขณะเดินทางกลับ ขบวนของนางโดนโจรป่าเข้าปล้น ลี่หลินหรานอุ้มหลงตงอันวิ่งหนีเข้าป่าไปพร้อมกับนางกำนันคนสนิทและทหารกลุ่มหนึ่งต่อมานางก็ส่งหลงตงอันให้เหมยต้านกับเพ่ยเพ่ยหนีไป
หึ! คิดว่ามันฟังขึ้นหรือ องครักษ์ของวังหลวงฝีมือหาได้ดาษดื่นผู้ที่ส่งไปคุ้มกันย่อมมีฝีมือ จะแพ้ให้โจรป่าธรรมดาได้เยี่ยงไร เป็เพียงโจรธรรมดามีหรือจะกล้าเข้าปล้นขบวนรถม้าของราชวงศ์
ลี่หลินหรานของพวกเขามิใช่เพียงสตรีห้องหออ่อนต่อโลกทั่วไปจะได้มีความคิดตื้นเขินทำไมนางถึงส่งบุตรชายที่รักยิ่งกว่าชีวิตให้กับคนที่เป็ดังน้องสาวทั้งสองคนแยกทางหนีไป
ต่อมาหลานชายและหนึ่งนางกำนันรับใช้ก็มาตายจาก สองร่างลอยมาตามแม่น้ำจนขึ้นอืดมองไม่ออกยังดีพบป้ายห้อยนางกำนันช่วยยืนยันตัวตน ต่อมาไม่นานน้องสาวของพวกเขาก็จากไป
“เพ่ยเพ่ยอาจยังมีชีวิตอยู่” ลี่หลี่หมินคิดถึงความเป็ไปได้พูดถึงคนสนิทอีกคนของน้องสาว “จากศพที่เจอมีเพียงหนึ่ง เราอาจยังมีความหวัง”
“เป็ไปได้ มีของสำคัญเช่นนี้แอบส่งมาให้เ้าได้ต้องเป็คนใกล้ชิดเท่านั้น” หลงหยางเฉินหันไปหาผู้คุ้มกันทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านศาลา“ห่าวอี้ จุนเฟิง”
“ครับ นายน้อย”
“พวกเ้าส่งคนไปค้นหาล่องลอยคนหาย ตามหาจางเพ่ยเพ่ยให้ได้”
อวี่ฮูหยินถือผ้าปัก มานั่งบนเก้าอี้โยกไม้หน้าสีน้ำตาลอ่อนในสวนหน้าเรือนใหญ่ จวนราชครูอวี่ นางตั้งใจจะปักผ้าใหม่ให้สามี ด้านข้างมีสาวรับใช้ถือพัดสะพัดให้คลายร้อนบนโต๊ะด้านหน้ามีพร้อมด้วยน้ำชาและขนมหวาน
“ท่านฮูหยิน มีเทียบเชิญมาขอรับ” ท่านพ่อบ้านเดินเข้าหาอวี่ฮูหยินถือสารมาในมือสองใบยื่นส่งให้นาง
“ของใคร” อวี่ฮูหยินรับมา พึมพำเสียงเบาขณะเปิดดูเทียบเชิญในมือ จากนั้นนางหันไปหาสาวรับใช้ให้ไปตามบุตรสาว“เ้าไปตามคุณหนูรองมาหาข้า”
เวลาผ่านไปไม่นานนัก อวี่ซีซวนเดินเข้ามาหน้าเรือนใหญ่ พร้อมสาวรับใช้สองคนของตนเองนางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างโต๊ะใกล้กับอวี่ฮูหยิน สอดสายตามองไปที่ขนมหวานหน้าตาน่ารับประทานที่วางอยู่มือบางยกขึ้นรับถ้วยชาจากสาวรับใช้ที่รินให้
“ท่านแม่ ให้คนไปเรียกข้าทำไมหรือเ้าคะ” อวี่ซวนแม้ปากจะถามออกไปแต่สายตายังจับจ้องขนมหวาน สองมือเต็มไปด้วยอาหาร
อวี่ฮูหยินเงยหน้าขึ้นจากผ้าที่กำลังปักในมือเตรียมจะพูดกับบุตรสาวก็ต้องชะงักคำ ดวงตาหรี่ลงมองบุตรสาวของนางกำลังมีท่าทางเพลิดเพลินกับการทานขนมหวานที่อยู่บนโต๊ะมือหนึ่งยกถ้วยชาลิ้มรส อีกมือหนึ่งหยิบขนมหวานเข้าเต็มปาก เห็นแล้วนางถึงกับถอนหายใจออกมา
“อร่อยหรือไม่”
“อร่อยมากเ้าค่ะ” อวี่ฮูหยินส่ายหัวอย่างอ่อนใจ แต่มุมปากของนางกลับยกยิ้มขึ้นบางเบา“แม่จะคุยเื่ออกงานกับเ้าน่ะ”
“เ้าคะ” อวี่ซีซวนขานรับเสียงสูง อวี่ฮูหยินจึงคิดว่าบุตรสาวคงไม่อยากไปเป็แน่เพราะั้แ่เติบโตมาบุตรสาวของนางก็ไม่ชอบออกงานสังคมเช่นนี้ จึงรีบกล่าว
“แม่รู้ว่าเ้าไม่ชอบออกงานสังสรรค์ แต่งานเลี้ยงครั้งนี้เ้าจำเป็ต้องไปแม่ได้รับเทียบเชิญมาสองใบ งานหนึ่งเป็งานฉลองครบรอบวันคล้ายวันประสูติของฮองเฮา อีกงานเป็งานเลี้ยงของสกุลโจวยามนี้เ้าถึงวัยต้องออกเรือนแล้ว เ้าควรออกไปพบปะผู้คนเสียบ้าง”
“ท่านแม่ไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยแล้วหรือเ้าคะ”อวี่ซีซวนเอ่ยเสียงเศร้า หน้าสลดลง มือทั้งสองข้างวางอาหารลงในถ้วย
“เ้าพูดอะไรเช่นนั้น ข้าเป็แม่เ้านะ กว่าจะอุ้มท้องและเลี้ยงดูมาให้เติบโตขนาดนี้มีหรือจะอยากให้เ้าห่างจากอก” อวี่ฮูหยินยกมือทาบหน้าอก ใคำพูดราวกับกำลังน้อยใจของบุตรสาวแล้วกล่าวเหตุผลด้วยเสียงอ่อนโอน
“พวกเราเป็สตรี เกิดมาก็ย่อมเสียเปรียบพวกบุรุษ ทางเลือกเดินช่างน้อยนิดยากจะหลีกเลี่ยงโชคชะตาพ้นแล้วฐานะเช่นเรานี้อย่างไรก็หลีกหนีการแต่งงานได้ยากยิ่ง”
“ข้าเข้าใจเื่นี้เ้าค่ะ”
อวี่ฮูหยินยกมือขึ้นลูบหัวบุตรสาวอย่างปลอบโยน “แม่อยากให้เ้าลองออกไปงานสังสรรค์ลองพบเจอผู้คนบ้าง คอยสังเกตดูนิสัยใจคอไปคร่าว ๆ ไปก่อน ยามเวลานั้นมาถึง เ้าจะได้เลือกผู้ที่เหมาะสมกับตัวเ้าที่สุดได้”
“ข้าเข้าใจ ข้าขอบคุณความปรารถนาดีของท่านแม่เ้าค่ะ ข้ารู้ว่าเราจำเป็ต้องรู้จักผู้คนเพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอ อย่างน้อยเพื่อให้เรามีความคิดที่เท่าทัน เอาไว้ปกป้องตัวเองหลีกเลี่ยงพวกคนนิสัยแย่ได้บ้าง”
อวี่ฮูหยินมองบุตรสาวสายตาอ่อนโยน ปลื้มใจที่บุตรสาวยอมโอนอ่อน แล้วยังมีความนึกคิดที่รู้ความ
“ข้าจะไปงานเลี้ยงเ้าค่ะ ท่านแม่ ทั้งสองงานเลย งานจัดขึ้นเมื่อไรเ้าคะ”
“เทียบเชิญงานของสกุลโจวจัดขึ้นก่อน ส่วนงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันประสูติของฮ่องเฮาจะจัดขึ้นอีกสองเดือนข้างหน้า”
“ท่านแม่...ข้าไม่มีชุดใส่ออกงานเ้าค่ะ” อวี่ซีซวนพยักหน้ารับคำแล้วพูดเสียงอ่อย
“จริงสิ ชุดออกงานของเ้าช่างน้อยนัก” อวี่ฮูหยินพูดขึ้น มองไปที่บุตรสาวก่อนหันกลับไปทางท่านพ่อบ้านที่ยืนอยู่ แล้วออกคำสั่งการ
“พ่อบ้าน เจ้าออกไปทำธุระให้ข้าทีเร่งไปแจ้งห้องผ้าให้มาตัดชุดโดยเร็ว เทียบเชิญถูกแจกออกไปเช่นนี้ อีกเดี๋ยวคงมีการจองการตัดเสื้อผ้ายาวเป็นแน่เราควรรีบไปก่อนจะได้ไม่ต้องรอนาน”