บทที่8 ตอนที่51 : ดวงใจแหลกสลาย
ซึ่งหลังจากได้รับสัญญาณจากเซียวซินฉี ก็ได้มีชายหนุ่มชุดดำผู้ดูน่าลึกลับคนหนึ่งกระโดดลงมาจากต้นไม้ พร้อมอุ้มคนปริศนาอีกหนึ่งคนที่มีถุงผ้าสีดำคลุมหัวอยู่ และทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันจะได้เห็นโฉมหน้าของชายหนุ่มชุดดำเลยด้วยซ้ำ.. “โอนิซัง..” มิทาจิกลับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ เหมือนว่าเธอนั้นจะดูออกในทันทีว่าคนคนนั้นคือพี่ชายผู้พัดพราก ( โอนิซัง แปลว่า พี่ชายในภาษาญี่ปุ่น ) “ทำหน้าที่ของแกซะ.. ชิ! ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ฉันคงไม่เอาพวกเอ็กซ์เทอร์นอล อย่างพวกแกมาร่วมทีมหรอก!” เซียวซินฉีสั่งการ หลังจากที่นินจาหนุ่มวางคนที่เขาจับตัวมาลงกับพื้น “ผมจะไม่มีทางทำให้ท่านผิดหวังครับ!” นินจาชุดดำตอบรับอย่างขึงขัง “อย่ารับปากใครพล่อย ๆ อย่างนั้น แกไม่รู้หรอกว่าความคาดหวังของคนมันมีมากมายขนาดไหน” หญิงสาวชาวจีนสวนกลับด้วยใบหน้านิ่งเรียบและเย่อหยิ่ง “โอนิซัง ! ! ! ! !” และด้วยความที่คิดถึงจนสุดขั้วหัวใจ มิทาจิจึงได้โผลวิ่งเข้าไปกอดคนที่เธอคิดว่าเป็นพี่ชายอย่างไม่คิดชีวิต! ซึ่งเธอก็คิดถูก.. นินจาหนุ่มผู้นั้นเป็นพี่ชายของเธอไม่ผิดแน่ แต่ทว่า.. “เอามือสกปรกของแกออกไปจากตัวของฉันซะ ไอ้เด็กสวะ.. แกมันก็แค่ตัวถ่วงของตระกูล” นามิคาชิ มินาจิ (Namikashi Minachi) พูดอย่างไร้เยื่อใย “โอนิซัง..” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเพราะความสะเทือนใจที่ได้ยินพี่ชายสุดที่รักของเธอพูดเช่นนั้น น้ำตาของนินจาน้อยเอ่อขึ้นคลอเบ้าอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน.. มิทาจิผู้มีจิตใจเข้มแข็งราวเหล็กกล้า และดูชินชากับทุกสิ่งกลับเสียอาการอย่างชัดเจน “แต่ตอนนี้มิทาจิแข็งแกร่งขึ้นแล้วนะคะ!! มิทาจิสามารถปกป้องตัวเอง แล้วก็ปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าได้แล้วค่ะ!! และมิทาจิก็ยังแก้ไขสิ่งที่พี่ทำพลาดไปได้ด้วย! คือมิทาจิไม่ได้แค่คอยช่วยเหลือพวกเขาเพียงอย่างเดียวเหมือนกับที่พี่เอาแต่คอยปกป้องมิทาจิ แต่มิทาจิได้สอนการใช้พลังให้กับพวกเขาด้วย เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่ต้องคอยพึ่งแต่มิทาจิ เหมือนที่มิทาจิในตอนเด็กต้องคอยจะพึ่งแต่พี่ยังไงล่ะคะ!” เด็กสาวที่ตากำลังแดงก่ำแข็งใจพูดเสียงเข้ม “แกรู้ได้ยังไงว่าฉันพลาด?.. ฉันตั้งใจที่จะไม่สอนวิชาให้กับแกเองแหละ!! เพราะถ้าฉันสอนแล้วแกเกิดเก่งกว่าฉันขึ้นมา ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!! ในตระกูลนามิคาชิ ฉันจะต้องเป็นผู้เดียวที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำของตระกูล!! จำใส่กะโหลกของแกเอาไว้!” มินาจิตะคอกใส่หน้าน้องสาวของตัวเอง.. ภาพความโอบอ้อมอารีและรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของพี่มินาจิที่อยู่ในความนึกคิดของเด็กสาวเมื่อตอนนั้น.. ณ ตอนนี้กลับกลายเป็นแค่ภาพในความทรงจำของนินจาสาวไปเสียแล้ว “ส่วนเรื่องที่แกโม้ว่าแข็งแกร่งขึ้นแล้วน่ะ.. เศษคำพูดแบบนั้นใคร ๆ ก็พูดได้ ถ้าอยากจะรู้ว่าแกเก่งขึ้นจริง ๆ หรือเปล่าก็แสดงให้ฉันเห็นสิ ตามฉันมาได้เลย!!” นามิคาชิผู้พี่พูดก่อนจะกระโดดขึ้นต้นไม้หนีน้องสาวของเขาไป ซึ่งในหัวของมิทาจิตอนนี้ไม่ได้คิดอะไรเลยนอกจากเรื่องพี่ชายของเธอ ดังนั้นนินจาสาวจึงตัดสินใจกระโดดตามพี่ชายของเธอไปโดยไม่สนใจอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น.. และนั่นก็ทำให้ในตอนนี้เหลือเพียงแค่ซีรินญ่าที่หมดสติ , สตีฟ และเจ้าปั๊กกี้เท่านั้นที่ยังคงอยู่กับเกษม “ที่จริงฉันก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับพลังของพวกแกหรอกนะ.. แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะอยู่กับเกษมสองต่อสองมากกว่า” เซียวซินฉีพูดพร้อมกระชากถุงผ้าที่คุมหัวบุคคลลึกลับที่มินาจิอุ้มมาออก “ป๊า!!!” เกษมตะโกนขึ้นมาทันทีหลังจากเห็นโฉมหน้าของชายปริศนา “ก็อย่างที่ฉันพูดไป ฉันอยากอยู่กับเกษมสองต่อสอง” สาวหน้าหมวยในชุดกี่เพ้าพูดพลางใช้มีดพกลูบไล้ใบหน้าของสรณ์ที่กำลังหมดสติอยู่ เหมือนพยายามจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าเธอจะทำอะไรถ้าเหล่าเพื่อน ๆ ยังคงดื้อดึงที่จะอยู่รวมกัน ซึ่งผู้เป็นลูกก็รู้ทันทีว่าถ้าไม่ให้คนอื่น ๆ ออกไปจากที่แห่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับพ่อของเขา “พวกนายออกไปก่อนเถอะ” เกษมพูดเสียงสั่น ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความกลัวและกังวล “งั้นฉันจะไปตามหามิทาจิแล้วกัน ฝากนายดูแลซีรินญ่าด้วย” ทางด้านของสตีฟ เมื่อเห็นเหตุการณ์บีบบังคับเช่นนั้น ทำให้เขาไม่มีทางเลือกอื่น หนุ่มอเมริกันวางซีรินญ่าพิงไว้กับต้นไม้ ก่อนค่อย ๆ อุ้มสุนัขตัวโปรดเดินออกจากพื้นที่ตรงนั้นเพื่อไปตามหานินจาสาว พร้อมส่งสายตาที่แฝงเร้นไปด้วยความเป็นห่วงกลับมาหาเกษม “แล้วฉันจะดมกลิ่นหามิทาจิได้ยังไงล่ะเนี่ย? ตัวของเธอไม่มีกลิ่นอะไรเลยนี่หน่า..” เจ้าหมาน้อยหันไปมองหน้าเจ้าของหลังจากเดินออกมาห่างจากเกษมได้สักพัก และพยายามใช้จมูกของมันฟุดฟิดดมกลิ่นหานินจาสาว.. ส่วนทางด้านของเซียวซินฉี เธอก็ยังคงลูบไล้ใบมีดไปมาทั่วร่างส่วนบนของสรณ์ที่ยังคงไม่ได้สติ “ในที่สุดเราก็ได้อยู่กันสองต่อสองสักทีนะ..” แม่นางในชุดลายมังกรเอ่ยด้วยเสียงที่แสนหวาดเสียว “ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอกำลังพยายามจะทำอะไร แต่ฉันรู้ว่าตอนนี้ร่างกายของเธอกำลังโดนปิศาจควบคุมอยู่ เซียวซินฉีที่ฉันเคยเห็นน่ะ เธอเป็นคนน่ารักมากเลยนะ อย่าให้บุคลิกนี้ครอบงำจิตใจเธอสิ!” เกษมพยายามพูดดึงสติ ซึ่งหลังจากที่ได้ยินดังนั้นอารมณ์ของเซียวซินฉีก็เกิดเดือดดาลขึ้นมาในทันที! “อย่าคิดว่าคำพูดแค่นี้มันจะทำให้ด้านที่อ่อนแอของฉันปรากฏขึ้นมาเลย! ไร้ประโยชน์สิ้นดี! ส่วนสิ่งที่แกถาม.. ฉันจะให้คำตอบเดี๋ยวนี้แหละ!! สิ่งที่ฉันจะทำก็คือ!..” สาวหมวยหน้าคมพูดกับเกษมก่อนยิ้มอย่างโรคจิตพลางนำมีดไปจ่อที่หัวใจของเหยื่อ ก่อนที่นางตัวร้ายลงมีดทะลุหัวใจอย่างฉับไวเพื่อปลิดชีพสรณ์ด้วยความอำมหิตเยือกเย็น! จนทำให้เลือดสีแดงสดจากเดอะไซท์สตีลเลอร์ผู้พ่อกระเซ็นใส่ชุดกี่เพ้าสีดำตัวนั้นจนเปรอะไปทั่ว.. “ป๊า! ! ! ! ! ! !” เกษมกรีดร้องด้วยความตกใจก่อนจะวิ่งโถมเข้าไปหาพ่อของเขาอย่างรวดเร็ว! ซึ่งผู้เป็นลูกนั้นก็ได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนักพร้อมโอบร่างที่อาบไปด้วยเลือดของพ่อเขาเอาไว้ “เฮือกก..” ชายที่เพิ่งฟื้นจากการหมดสติหายใจเข้าเฮือกใหญ่ สรณ์รวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อใช้ในการเอื้อมมือไปตบไหล่ลูกชายสุดที่รักเบา ๆ “โอ๋ ๆ อย่าร้อง ๆ .. ป๊ายังมีเรื่องที่ไม่ได้บอกแกอีกเยอะเลย แต่ไม่เป็นไรนะ.. เราต้องได้เจอกันอีกแน่..” เขาค่อย ๆ ปลอบประโลมเด็กหนุ่มที่กำลังตะโกนร้องไห้โวยวายอย่างไร้สติสัมปชัญญะด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและตะกุกตะกักก่อนที่สรณ์จะพยายามรวบรวมสติให้ได้มากที่สุดและเปล่งประโยคประโยคหนึ่งออกมาอย่างชัดเจนทุกพยางค์..“ลูกน่ะ.. พิเศษกว่าคนอื่นนะ”และนั่นก็คือคำพูดสุดท้ายของผู้เป็นพ่อก่อนที่เขาจะสิ้นลมไปในที่สุด แล้วก็ไม่มีจังหวะไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว ที่จะให้ผู้ประสงค์ร้ายฉกฉวยโอกาสทอง “โลกของนายไม่ได้สวยงามเหมือนเดิมแล้วสินะเกษม ฉันรอเวลานี้มานานมากแล้ว.. วันที่จิตใจของนายมีบาดแผลฉกรรจ์ วันที่จิตใจของนายอ่อนแอ และอีกไม่นานหรอกนายก็จะต้องมาเป็นพวกเดียวกับเรา” เซียวซินฉีพูดพลางมองต่ำไปหาเกษมที่กำลังโอบกอดร่างอันไร้วิญญาณของสรณ์ไว้ ก่อนที่ชายหนุ่มผู้เจ็บปวดจะล้มตึงลงกับพื้นและหมดสติไป.. ซึ่งนั่นก็เป็นอาการเดียวกันกับแฮปิสเมื่อก่อนหน้านี้ไม่มีผิด “ขอโทษนะ.. ที่จริงฉันก็ไม่ได้อยากใช้วิธีการนี้นักหรอก แต่ฉันก็อยากจะได้นายมาเป็นพวกเหลือเกิน ก็อย่างที่พ่อของนายบอกนั่นแหละ นายมันพิเศษกว่าคนอื่น.. ยังไงซะ การฆ่าคนที่เหยื่อรักมากที่สุดก็ยังคงเป็นแผนการชั่วร้ายที่คลาสสิกและใช้ได้ผลเสมออยู่ดี” หญิงสาวผู้ร้ายกาจยังคงจ้องมองไปยังเกษม.. ส่วนทางด้านจุดที่เกิดการปะทะกันระหว่างสองพี่น้อง ลี คา ฮอง และลี คา เพค กับเหล่าอดีตสมาชิกขององค์กรเดอะดาร์คอัลฟาเบต ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้เป็นทางด้านของ สองพี่น้องเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว กำลังได้เปรียบอย่างเป็นอย่างมาก.. โดย ลี คา ฮอง ใช้พลังพิเศษอันหลากหลาย และร่วมกับอินฟินิตี้ฟอร์สอันมหาศาลของเขา ไล่โจมตีพวกพ้องที่กำลังปกป้องแฮปิสจนราบเป็นหน้ากอง พวกแนวหน้าที่พอจะใช้พลังในการต่อสู้ได้ต่างพากันล้มระเนระนาดด้วยน้ำมือของชายชุดแดง.. ในตอนนี้เหลือแค่ออแกเนียนที่ไม่สามารถใช้พลังอวัยวะพิเศษของตนเองได้เพียงสี่คนที่รอเป็นเหยื่ออารมณ์ของลี คา ฮองผู้แข็งแกร่ง “ยูสเลสอย่างพวกแก ฉันไม่จำเป็นต้องใช้พลังของอวัยวะพิเศษเพื่อจัดการเลยด้วยซ้ำ!” หนุ่มหน้าหล่อพูดก่อนจะง้างหมัดของเขาขึ้น แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง! ก็ได้มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้บุรุษสูทแดงต้องชะงักลง.. แฮปิส ซูแป็งแปร์ได้ฟื้นขึ้นมาหลังจากหมดสติไปครู่ใหญ่ ๆ ซึ่งทำให้กลุ่มคนที่ลี คา ฮองเรียกว่า ‘ยูสเลส’ นั้น กลับมามีความหวังอีกครั้ง.. ซึ่งกลุ่มคนพวกนั้นยกเว้นพอล ต่างก็พากันร้องตะโกนขอความช่วยเหลือไปยังสาวน้อยหน้ากลมในทันที “แฮปิส!! ช่วยพวกเราด้วย!!” ก่อนที่เสียงทั้งหมดถูกประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันและมุ่งตรงไปยังหญิงสาวชาวฝรั่งเศส..