ท่ามกลางทะเลเพลิง
มังกรเพลิงทั้งสามพ่นไฟออกไปพร้อมกับกูซินเอ้าที่ขยับฝ่ามือแล้วฝ่ามือขนาดยักษ์ที่ดิ่งลงมาจากฟากฟ้าก็ตรงไปยังคนทั้งห้า
พลังปราณทั้งหมดที่อยู่ในอากาศผสานตัวกลายเป็นคำว่า ‘หลอม’ อย่างไม่น่าเชื่อซึ่งแม้จะเป็นเพียงตัวอักษรเดียวแต่กลับแฝงไปด้วยพลังปราณอันน่าสะพรึงไร้เทียมทาน
วิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงมันจะต้องเป็นวิชายุทธ์ที่มีความรุนแรงระดับนี้เท่านั้นจึงจะมีอานุภาพอันน่าสะพรึงเช่นนี้ได้
ภายใต้การโจมตีที่น่าสะพรึงนั้นชิงหลันและอีกสี่คนที่อยู่กลางอากาศต่างก็ปล่อยพลังปราณออกมาปกคลุมร่างกายตามๆ กันทำให้เกิดเป็นผนึกโลกาแห่งพลังปราณอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา
ที่นี่คือพระราชวังฉะนั้นแล้วนอกจากพวกเขาต้องคุ้มกันตนเองขณะต่อสู้แล้วก็ยังต้องควบคุมการโจมตีของศัตรูไม่ให้ทำลายสิ่งของโดยรอบให้แหลกสลายไปด้วย
ผนึกโลกาแห่งพลังปราณทั้งห้าปรากฏแล้วเปล่งประกายเป็นกลุ่มแสงแห่งพลังขนาดยักษ์อยู่โดยรอบพร้อมกับทะเลเพลิงที่ลุกโชนเข้าไปหา
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นการโจมตีอันน่าสะพรึงจากมังกรเพลิงทั้งสามของกูซินเอ้าพุ่งลงไปยังผนึกโลกาแห่งพลังปราณแล้วในเวลาต่อมาผนึกโลกานั้นพลันสั่นสะท้านไปชั่วครู่ จากนั้นก็มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้นมาจำนวนมากมายก่อนที่จะพังทลายลงไป
บนท้องฟ้า
ร่างของชิงหลันและทั้งสี่คนต่างก็ล่าถอยไปแม้ว่าทั้งห้าคนจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงแต่เลือดลมภายในร่างกายกลับแปรปรวนจนต้องกระอักเลือดออกมา
ซึ่งนั่นก็มาจากอานุภาพของวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงหากไม่ได้พวกเขาทั้งห้าคอยต้านทานการโจมตีเมื่อครู่ เกรงว่าบริเวณกว่าหนึ่งพันเมตรโดยรอบคงจะถูกแผดเผาจนมอดไหม้มลายสิ้น
ท่ามกลางฝุ่นควันเหล่านั้นกูซินเอ้ากระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ “ข้าได้ยินมาว่าจักรพรรดินีกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเมื่อมาถึงก็เป็นอย่างที่ข้าคาดเอาไว้ว่าในพระราชวังแห่งนี้ไร้ซึ่งจอมยุทธ์ขั้นปราณมายาทมิฬแม้จะไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเกิดปัญหาใดขึ้นกับนาง แต่ว่า...หึหึ ขุมพลังโลกันตร์นั้นจะต้องเป็นของข้า!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจากูซินเอ้าก็ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าแม้ว่าการโจมตีอย่างสุดกำลังของเขาจะไม่ได้ทำให้ชนะคนทั้งห้าได้แต่ก็เป็นการทำลายการป้องกันของพวกเขาเพื่อเข้าไปยังใจกลางของพระราชวัง เวลานี้เมื่อเขามองเข้าไปก็พบว่าผนึกโลกาแห่งพลังปราณนั้นพังทลายลงไม่เหลือสภาพนับเป็นโอกาสอันดีที่จะเข้าไปข้างใน!
แล้วในชั่วพริบตาที่กูซินเอ้ากำลังจะเข้าไปพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งทะลวงอากาศผ่านกายเขาไปเจ้าของเงาร่างนั้นพุ่งทะลวงเข้าไปในผนึกโลกาแห่งพลังปราณนั้นก่อนตน ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วในยามราตรีราวกับดาวตกก็ไม่ปานแต่กูซินเอ้าก็เป็นยอดฝีมือเช่นกันดังนั้นจึงมีสายตาที่ไม่ธรรมดา
นั่นมันสิ่งใดกัน!
เพียงชั่วพริบตาใบหน้าของกูซินเอ้าก็มีความประหลาดใจปรากฏขึ้นเขานึกไม่ถึงเลยว่านั่นจะเป็นเงาร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งเมื่อนกกระสากับหอยต่อสู้กันผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือชาวประมงกูซินเอ้านึกไม่ถึงเลยว่าจะมีคนฉวยโอกาสเข้าไปในพระราชวังในยามที่ตนเองกำลังต่อสู้กับจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั้งห้า
เจ้าคนผู้นี้!
กูซินเอ้ามองตามเงาร่างของคนผู้นั้นไม่รู้ว่าตนเองควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี
โดยรอบนั้นทางฝั่งของชิงหลันและผู้อื่นก็สังเกตเห็นเช่นกัน พวกเขาล้วนแต่มองไปยังเงาร่างของผู้ที่หายเข้าไปในเงามืดทั้งสิ้น
ชิงหลันกระตุกยิ้ม ใบหน้าของนางในยามนี้ดูไม่ได้เลยทีเดียวจากนั้นนางจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “กูซินเอ้ายังมีพวกมาด้วยสินะแต่ศักยภาพไม่เท่าใด เกรงว่าคงจะเอามาหลอกล่อพวกเรา ทุกคนระวังตัวด้วยท่านจักรพรรดินีกำลังเก็บตัวบำเพ็ญ จูเทียน ท่านรีบไปสั่งการทหารกองอื่นในวังนี้ทั้งหมดให้ไล่ล่าสังหารพวกเขา!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นจูเทียนก็พยักหน้ารับร่างของเขาในขณะนี้อาบไปด้วยเลือดเพราะได้รับบาดเจ็บไม่น้อยเขามองไปยังกูซินเอ้าด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น จากนั้นจึงตวาดออกมาเสียงดัง
เมื่อเสียงนั้นก้องกังวานพระราชวังแห่งนี้ก็สั่นสะเทือนไปด้วยเห็นได้ชัดว่าจูเทียนกำลังเรียกหาบางอย่าง
“ให้ตายเถอะพวกเขามีแม่ทัพทั้งหมดแปดคนล้วนแต่อยู่ในขั้นปราณทะลวงทั้งสิ้น หากปล่อยให้มากันครบทั้งหมดเสี่ยวเย่ก็คงไม่มีโอกาสได้ไปตามหาขุมพลังโลกันตร์เป็นแน่!” กูซินเอ้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ก่อนที่ร่างกายของเขาจะขยับแล้วหายวับไปจากที่เดิม
มังกรเพลิงทั้งสามร้องคำรามออกมาพร้อมกันจากนั้นก็แหวกว่ายพุ่งทะยานไปยังชิงหลันและอีกสี่คน
“หยุดพวกมันเอาไว้!”
ชิงหลันตวาดอย่างเดือดดาลนิ้วเรียวประสานมุทราอีกครั้งก่อนจะฟันไปยังมังกรเพลิงอย่างดุดัน
ทว่ากูซินเอ้ากลับไม่ได้สนใจมังกรเพลิงที่ด้านหลังเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าการผสานมังกรเพลิงทั้งสามตัวนี้ขึ้นมาจำต้องใช้วัตถุดิบและเวลาที่มากมายและล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งทว่าเมื่อเทียบกับขุมพลังโลกันตร์แล้วมันก็ด้อยค่าไปทันที
กูซินเอ้าต้องการให้พวกมันถ่วงเวลาชิงหลันและพวกเอาไว้เพียงชั่วครู่ตนเองจะได้หาโอกาสทะลวงเข้าไปภายใน
กลางอากาศ
เมื่อมีมังกรเพลิงทั้งสามคอยถ่วงเวลาชิงหลันกับพวกเอาไว้กูซินเอ้าจึงปรากฏตัวขึ้นในจุดที่ไกลออกไปหลายเมตรในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจเขาเหยียบย่ำไปในอากาศดุจดั่งเทพแห่งไฟ มุ่งตรงไปยังส่วนลึกของพระราชวังอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าด้านหลังตำหนักที่พักของจักรพรรดินีคือคลังสมบัติของอาณาจักรหัวอวิ๋นซึ่งมันก็น่าจะเป็นที่เก็บขุมพลังโลกันตร์ด้วยด้วยเช่นกัน! เมื่อคิดได้ดังนั้นกูซินเอ้าจึงทะลวงอากาศเบื้องหน้าไปด้วยความเร็วที่ผู้คนต่างก็ตกตะลึง
เขาพุ่งทะลวงผ่านตำหนักไปมากมายหลายแห่งจากนั้นนัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์เพราะเห็นว่าเงาร่างของมนุษย์เมื่อครู่ก็กำลังทะยานไปด้วยความเร็วเช่นกันซึ่งมันเป็นความเร็วที่ไม่ได้ต่างจากเขาเท่าใดนัก
ฉะนั้นแล้วต่อให้กูซินเอ้าอยากจะตามไปให้ทันก็ยังไม่ง่าย
กูซินเอ้าย่นคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยถามออกไป“ท่านเป็นใครกันช่างมีความสามารถในการซ่อนตัวที่สูงส่งเสียจริง แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้ว่าท่านอยู่ด้วยไม่ทราบว่าจะเอ่ยนามออกมาเสียหน่อยได้หรือไม่!”
ร่างของเมิ่งฝานทะยานอยู่กลางอากาศรวดเร็วปานสายฟ้าด้วยพลังของรั่วสุ่ยอีเมื่อได้ยินในสิ่งที่กูซินเอ้าเอ่ยออกมาเขาก็กระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปาก
เอ่ยนามกับผีน่ะสิ!
หากเมิ่งฝานเอ่ยนามของตนให้อีกฝ่ายรู้ก็จะเป็นการเพิ่มศัตรูผู้น่าสะพรึงให้แก่ตนเองอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะถึงอย่างไรเมิ่งฝานก็จำต้องอาศัยพลังของรั่วสุ่ยอีจึงสามารถกระทำการเช่นนี้ได้แต่กูซินเอ้ากลับเป็นยอดฝีมือแห่งอาณาจักรต้าก้านที่แท้จริง ศิษย์คลั่งกูซินเอ้า!
เมื่อเห็นว่าผู้ที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมากูซินเอ้าก็ย่นคิ้วแล้วเอ่ยขึ้นเสียงดัง “เพียงแค่บอกนามตนเองท่านก็ยังไม่กล้าอย่างนั้นหรือ?ฮ่าฮ่า...แล้วท่านจะมาเพื่อสิ่งใดกัน รีบกลับบ้านไปเสียเถอะ!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่กูซินเอ้าเอ่ยเสียดสีเมิ่งฝานก็ทำเพียงกระตุกยิ้มเท่านั้น
ต่อให้แพ้ก็ต้องทำให้สุดกำลังการที่เขาไม่สนใจกูซินเอ้าทำให้อีกฝ่ายคิดว่าเขากลัวหรือไร แต่หากเขาตกหลุมพลางก็จะเกิดปัญหาตามมา
เมิ่งฝานกัดฟันแน่น ก่อนจะกดเสียงให้แหบพร่าแล้วเอ่ยเสียงดัง“ไม่ต้องพูดมาก เหล่าเย่เองก็มาเพื่อขุมพลังโลกันตร์เช่นกันของสิ่งนั้นจะได้รับมาหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถจะใช้วาจาเอ่ยให้มากความไปเพื่อสิ่งใด!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นกูซินเอ้าก็กัดฟันแน่นใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวไปชั่วครู่เขาแทนตนเองว่าเสี่ยวเย่จึงนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าแทนตนเองว่าเหล่าเย่ต่อหน้าเขาเช่นนี้นับว่าเหนือกว่ากูซินเอ้าไปอีกช่วงอายุเลยทีเดียว
พลังปราณในร่างกายของกูซินเอ้าถาโถมเขาเร่งความเร็วให้สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะอยากจะตามเมิ่งฝานให้ทัน ขณะเดียวกันก็ตวาดออกไปด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เจ้าหนู หากเจ้าเก่งจริงก็หยุด แล้วเสี่ยวเย่จะต่อสู้กับเจ้าสักครั้งทำให้เจ้าได้รู้ว่าอันใดคือยอดฝีมือ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ไม่ได้โกรธแต่อย่างใดแต่กลับใช้พลังของรั่วสุ่ยอีอย่างบ้าคลั่งก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ “เจ้าโง่หรือไร? หรือว่าสมองถูกประตูหนีบไปเสียแล้ว ยามนี้ใช่เวลาที่จะเอ่ยถึงการต่อสู้อย่างนั้นหรือ?ข้าแนะนำให้เจ้ารีบกลับบ้านไปเสีย มีสมองเพียงเท่านี้ไม่เหมาะที่จะมาช่วงชิงขุมพลังโลกันตร์หรอกนะ!”
คำพูดรุนแรงดั่งสายฟ้า เมิ่งฝานยกยิ้มขึ้นที่มุมปากโอกาสที่จะได้สบถด่าจอมยุทธ์ขั้นปราณทะลวงเช่นนี้มีเพียงไม่มาก เขาต้องอาศัยพลังของรั่วสุ่ยอีจึงจะสามารถรักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับอีกฝ่ายได้
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของกูซินเอ้าก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดต่อให้เป็นชิงหลันกับคนพวกนั้นก็ยังรักษาเกียรติของผู้ยิ่งใหญ่ระหว่างกันและกันแต่จอมยุทธ์ที่ดูเหมือนว่าจะมีอายุเพียงไม่มากตรงหน้าผู้นี้กลับกล้าที่จะสบถด่าเขาซึ่งนั่นก็ทำให้กูซินเอ้ากำหมัดแน่น ต่อมาเมื่อเขาดีดนิ้วออกไปพลันมีดวงไฟพุ่งตรงไปหาเมิ่งฝาน
ตู้ม!
แม้ว่าเขาจะตามเมิ่งฝานไม่ทัน แต่พลังดวงไฟอันน่าสะพรึงกลับระเบิดอยู่ข้างกายของเด็กหนุ่มเพียงชั่วพริบตาก็ทำให้เกิดแรงลมที่รุนแรงขึ้นมาคลื่นเสียงกับแรงสั่นสะเทือนคือสิ่งที่เมิ่งฝานไม่อาจหลบเลี่ยง มันพุ่งกระทบแผ่นหลังของเขาจนต้องกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บปวด
“ท่านพี่ เร็วกว่านี้ได้หรือไม่ขอรับ?”
เมิ่งฝานเอ่ยถามด้วยความจนปัญญา
“หึพลังของข้าก็มีเท่านี้ จะพอหรือไม่ข้ายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ไม่ช่วยเปิ่นเสี่ยวเจี่ยตามหาบุปผาเหวินเหรินแล้วยังจะให้ช่วยออกแรงอีกเจ้าคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือ?”
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นรั่วสุ่ยอีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก “แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงวันหน้าหากเจ้าได้ผสานพลังกับมันข้ารับประกันได้เลยว่าร่างกายของเจ้าจะเป็นดั่งสัตว์อสูรเลยก็ว่าได้!”
หากให้เทียบกันระหว่างมนุษย์ผู้บำเพ็ญตนกับสัตว์อสูรแล้วนั้นความทรงพลังของร่างกายย่อมไม่อาจเทียบกับสัตว์อสูรได้อยู่แล้ว เพียงเหล่าสายเลือดมังกรที่มีเลือดราชันย์อยู่ในร่างกายเกิดมาก็อยู่ในขั้นราชาและสามารถทะลุมิติหรือผสานตัวเข้ากับอากาศได้แล้ว!
มีร่างกายดุจดั่งสัตว์อสูร เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเล็กน้อยแล้วในเวลาต่อมาเขาก็ยิ้มเจื่อน ยามนี้เขายังพอมีวัตถุดิบที่ได้มาจากหลิงไต้โยวอยู่จำนวนหนึ่งจึงไม่รู้ว่ารั่วสุ่ยอีกำลังใช้มันสร้างสิ่งใด
แต่ว่า...ร่างกายของเขาในเวลานี้ไม่อาจรองรับการโจมตีในยามนี้ได้
ตู้ม!
ระลอกคลื่นสั่นสะท้านเมิ่งฝานกัดฟันแน่นอีกครั้งเมื่อมีบาดแผลปรากฏขึ้นบนร่างกาย เขาจึงใช้พลังของรั่วสุ่ยอีอย่างบ้าคลั่งพุ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างสุดชีวิต
“เจ้าหนูเจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของเสี่ยวเย่แล้วหรือยัง!”
เสียงอันหยิ่งทะนงดังขึ้นจากด้านหลังทว่าเมิ่งฝานกลับตอบไปด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “เจ้าหนูผู้โง่เขลาแน่จริงก็ฆ่าเหล่าเย่ให้ได้สิ ฆ่าเหล่าเย่ให้ได้สิ เจ้ารู้หรือไม่ว่าถึงอย่างไรขุมพลังโลกันตร์ก็จะต้องเป็นของเหล่าเย่อยู่แล้ว?”
เพราะในด้านของศักยภาพเมิ่งฝานไม่อาจเอาชนะกูซินเอ้าได้ฉะนั้นแล้วเด็กหนุ่มจึงเลือกใช้วิธีการเอ่ยวาจาให้อีกฝ่ายเสียสมาธิเพื่อแก้แค้นบาดแผลที่เกิดขึ้นมาบนแผ่นหลัง
“ให้ตายสิ!”
กูซินเอ้าเอ่ยออกไปด้วยนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารตั้งแต่เกิดมาก็แทบไม่มีผู้ใดกล้าสบถด่าเขาเช่นนี้มาก่อนยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงการที่อีกฝ่ายเป็นเพียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเช่นนี้
เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธ หากสายตาสามารถสังหารคนได้เขาคงจะสังหารเมิ่งฝานให้ตายไปนับร้อยครั้งแล้ว
แล้วในเวลาต่อมากูซินเอ้าก็เอ่ยขึ้นด้วยความเดือดดาล“ขุมพลังโลกันตร์จะต้องเป็นของเสี่ยวเย่ เจ้าอย่าแม้แต่จะคิด!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่กูซินเอ้าพูดเองเออเองเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มต่อมานัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น “กูซินเอ้า เจ้ากล้าเดิมพันกับข้าหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของกูซินเอ้าก็เปลี่ยนไปจากนั้นจึงเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เดิมพันสิ่งใด?”
“เจ้าจับเหล่าเย่ไม่ได้เหล่าเย่เองก็ไม่สามารถสังหารเจ้าได้แต่ตอนนี้พวกเรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือขุมพลังโลกันตร์!” เมิ่งฝานเหยียบย่ำไปในอากาศพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น เสียงนั้นก้องกังวานไปทั่วบริเวณ“ฉะนั้นเราก็มาเดิมพันกันสักตั้ง ผู้ใดได้ขุมพลังโลกันตร์ไปครอบครองผู้นั้นก็จะได้เป็น...เป็นพี่ใหญ่ของอีกฝ่ายไปตลอดกาล วันข้างหน้าหากพบเจอกันที่ใดจะต้องเรียกผู้ชนะว่าพี่ใหญ่เจ้ากล้าหรือไม่ กูซินเอ้า!”
กล้าหรือไม่กล้า!