“อัญญารินทร์” หญิงสาววัย 23 ปีผู้ซึ่งคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาบริหารธุรกิจมาหมาด ๆ แน่นอนว่าเธอไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหนเลยเพราะว่าเธอได้เข้าทำงานในบริษัทวานิชเกรียงไกร ซึ่งเป็บริษัททัวร์ของพ่อตนเองทันทีแต่ว่าเธอก็ไม่ได้รับตำแหน่งใหญ่โตอะไรเหมือนที่คนอื่นพูดกัน เนื่องจากชาญพิศิษฐ์ผู้เป็พ่อ้าให้เธอได้เรียนรู้ความสำคัญของพนักงานในตำแหน่งต่างๆ แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปในระดับสูงภายหลังด้วยตนเองและพ่อของเธอก็ยังกำชับพนักงานทุกคนในบริษัท ให้ทำตัวเหมือนว่าเธอเป็พนักงานใหม่แล้วก็ไม่ต้องมาเกรงใจกันกับสถานะที่แท้จริง ซึ่งใน่แรก ๆทุกคนก็วางตัวไม่ค่อยจะถูกกันนัก เนื่องจากยังคงเกร็งกันอยู่บ้างแต่ท้ายที่สุดแล้วก็อัญญารินทร์นั่นแหละที่เป็คนบอกให้ทำตัวตามสบายแถมตัวเองก็ทำเหมือนกับว่าไม่ใช่ลูกเ้าของบริษัทอีกต่างหากจนมีรุ่นพี่คนหนึ่งอยากจะพิสูจน์ว่าเป็จริงอย่างนั้นไหมเขาจึงได้ใช้งานเธออย่างหนักทั้งวัน แต่เธอก็ไม่ปริปากบ่นสักคำเพราะเธอตั้งใจแล้วว่าอยากจะให้ทุกคนเห็นคุณค่าในตัวเธอ เพราะฉะนั้นแล้วคืนนั้นเธอจึงหลับสนิทแบบไม่รับรู้อะไรเลยและวันรุ่งขึ้นรุ่นพี่คนนั้นก็ยังอยู่ดี ไม่ได้ถูกลงโทษในความบังอาจใช้งานลูกสาวคนโตของท่านประธานทำให้ทุกคนในบริษัทมั่นใจว่าจะสามารถใช้งานเธอได้จริง โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ
ถ้าจะพูดจริง ๆ แล้วการเปิดบริษัททัวร์ของชาญพิศิษฐ์ก็มีไว้เพื่อลูกสาวลูกชายทั้งสองของเขา เพราะในสมัยเด็กเขาค่อนข้างมีฐานะที่ยากลำบากแต่ด้วยความขยันก็ทำให้เขาสามารถเก็บหอมรอมริบเงินจำนวนหนึ่ง แล้วออกมาเป็เ้านายของตัวเองแต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จเลยั้แ่แรก เพราะเขาก็ล้มลุกคลุกคลานอยู่พักใหญ่เหมือนกันจนกระทั่งเขาได้ตัดสินใจกู้เงินก้อนสุดท้ายมาจับธุรกิจทัวร์ในขณะที่ยังไม่ค่อยมีใครนิยมซึ่งผลของการกระทำในครั้งนั้นส่งผลให้บริษัทเติบโตขึ้นมาก พร้อมทั้งรายได้มหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาจนตั้งตัวได้และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้พบกับนักท่องเที่ยวสาวสวยคนหนึ่งที่เข้ามาใช้บริการของบริษัทไม่รู้ว่าเป็พรหมลิขิตหรืออย่างไรทำให้เขาชอบเธอั้แ่ที่เห็น แต่ความชอบก็หยุดชะงักลงไปแทบจะทันทีเพราะว่าหนุ่มหล่อที่เดินตามหลังมาน่าจะเป็เ้าของหัวใจเขาจึงทำได้แต่เพียงต้อนรับไปตามปกติแล้วไม่คิดอะไรอีก เวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือนสาวสวยคนนั้นกลับมาใช้บริการอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ผิดไปจากครั้งก่อนเพราะว่าเธอมาแค่คนเดียว นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มหัวใจพองโตอีกครั้งพร้อมกับความหวังครั้งใหม่และความดีใจสุดขีดก็บังเกิดขึ้น เนื่องจากสาวสวยได้แนะนำตัวเองก่อนด้วยว่าชื่อดารากานต์
หลังจากนั้นเป็ต้นมาทั้งสองคนก็ได้เริ่มสนิทแล้วก็คบหาดูใจกันมาเรื่อยๆ และดารากานต์ ได้บอกกับชาญพิศิษฐ์ว่าที่จริงแล้วหนุ่มหล่อที่มาด้วยวันนั้นเป็พี่ชายของตนเองที่เพิ่งกลับมาจากเมืองนอกเธอจึงอยากพาพี่ชายไปพักผ่อนให้สมกับที่เรียนหนักมาตลอด เมื่อคบกันได้สักระยะหนึ่งชาญพิศิษฐ์จึงอยาทำเื่ให้มันถูกต้องเขาจึงได้ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ในแวดวงธุรกิจที่นับถือกันเพื่อไปสู่ขอดารากานต์ เพราะพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปหมดแล้วส่วนญาติ ๆ ก็ล้มหายตายจากกันไปั้แ่ยังเด็ก ดังนั้นผู้ใหญ่ที่ให้ความเอ็นดูจึงตกปากรับคำ ทางพ่อแม่ของดารากานต์เองก็ไม่ขัดข้องเพราะเห็นว่าฝ่ายชายมีการงานที่มั่นคงพอที่จะเลี้ยงดูลูกสาวตนเองได้ เพราะฉะนั้นพิธีมงคลก็เริ่มขึ้นหลังจากที่มีการพูดคุยกันเพียงไม่กี่เดือนภายในงานมีเพียงผู้ใหญ่คนสนิทกับครอบครัวของดารากานต์ซึ่งงานก็ถูกจัดอย่างเรียบง่ายแต่อบอุ่น ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเพราะดารากานต์ก็เป็คนขยันคอยช่วยทั้งงานในบริษัทแล้วก็งานบ้าน จนกระทั่ง 2ปีต่อมาเธอก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวคนแรกชื่อว่า อัญญารินทร์ และในอีก 3ปีให้หลังก็ให้กำเนิดลูกชายที่ชื่อว่าอโณทัย ซึ่งมันไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อมทั้งหน้าที่การงานการเงิน
ความสุขมันมักจะอยู่ได้ไม่นานเหมือนกับครอบครัววานิชเกรียงไกร เพราะหลังจากที่ลูกทั้งสองได้เติบโตขึ้นมาจนกระทั่งเข้าเรียนดารากานต์เกิดอาการหน้ามืดอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยบอกใครแม้กระทั่งชาญพิศิษฐ์เนื่องจากกลัวว่าเขาจะห่วงจนไม่เป็อันทำงานเมื่อไหร่ที่เกิดอาการนี้ขึ้นเธอจะนั่งพักเงียบ ๆ รออาการสงบแล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และความลับนี้ก็เริ่มปิดไม่มิดเพราะวันที่เกิดเื่เป็วันที่ชาญพิศิษฐ์อยู่ที่บ้านในขณะที่เขานั่งดูโทรทัศน์อยู่ที่ชั้นล่างก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างหล่นที่ชั้นสองตอนแรกเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่าลมน่าจะพัดอะไรสักอย่างและเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อสักครู่ดารากานต์ได้บอกว่าจะขึ้นไปข้างบน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นลงมาเขาพุ่งตัวขึ้นไปชั้นสองทันที แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าก็คือดารากานต์ที่นอนหมดสติอยู่ข้างเตียงเมื่อตั้งสติได้เขาจึงรีบช้อนร่างผู้เป็ที่รักขึ้นรถแล้วมุ่งไปยังโรงพยาบาลผลตรวจที่ออกมาบอกว่าดารากานต์เป็เนื้องอกในสมองนาทีนั้นชาญพิศิษฐ์แทบจะล้มทั้งยืน เพราะเขาไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเลยว่าจะพบเจอเื่แบบนี้
หลังจากที่ดารากานต์ฟื้นขึ้นทั้งสองคนกอดกันร้องไห้อย่างหนักแล้วสารภาพว่าเธอกลัวชาญพิศิษฐ์จะเป็ห่วงเขาได้แต่พร่ำคำขอโทษที่ไม่ได้ดูแลให้ดีกว่านี้ แต่ดารากานต์ไม่ได้โกรธเลยเพราะเธอรู้ดีว่าที่ผ่านมาเขาทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดีที่สุดแล้ว ทางโรงพยาบาลได้เสนอเื่ของการผ่าตัดเข้ามาเป็ทางเลือกซึ่งชาญพิศิษฐ์เองเน้นว่าถ้ามันทำให้หายก็อยากให้ทำ แต่ดารากานต์ก็ยังคงลังเลอยู่ว่าเธอจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีกและด้วยความอยากอยู่กับลูกให้นานขึ้นเธอตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแม้ว่าจะเสี่ยงก็ตาม ภายในสัปดาห์นั้นดารากานต์ก็เข้ารับการผ่าตัดและผลออกมาค่อนข้างเป็ที่น่าพอใจ แถมชาญพิศิษฐ์ก็ยังพาลูก ๆ ก็ยังมาเยี่ยมไม่ขาดนับว่าเป็ยาชั้นดีที่ทำให้ดารากานต์หายเร็วขึ้นอีกหน่อย เมื่อครบกำหนดดารากานต์สามารถกลับบ้านได้ตามปกติแต่ยังต้องมีคนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้ชาญพิศิษฐ์ตัดสินใจจ้างพยาบาลเพื่อมาคอยช่วยเหลืออีกแรงส่วนลูก ๆ เขาก็เป็คนรับหน้าที่ดูแลแทน
ถึงจะยังป่วยกระเสาะกระแสะอยู่บ้างแต่ดารากานต์ก็ไม่ได้เกิดอาการเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วเธอสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีขึ้น แล้วก็ยังทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้และชาญพิศิษฐ์ก็ดูแลเธอมากขึ้นทำให้เธอนึกขอบคุณเขาอยู่เสมอแล้วก็คิดว่าตัวเองเป็ผู้หญิงที่โชคดีมากคนหนึ่ง เวลาผ่านไปจนลูกสาวคนโตเรียนจบแล้วเข้าทำงานในบริษัทของครอบครัวดารากานต์ก็ยังคงคอยดูแลอยู่เสมอ เธอเป็แม่คนหนึ่งที่เข้าใจวัยรุ่นเพราะฉะนั้นเธอจึงไม่เคยห้ามในสิ่งที่ลูกอยากทำ แล้วให้รับรู้ผลของการกระทำนั้นด้วยตัวเองั้แ่ไหนแต่ไรอัญญารินทร์ก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่หนักใจแม้แต่ครั้งเดียวไม่เหมือนกับอโณทัยที่จะออกไปทางเกเรอยู่บ้างเป็บางครั้งบางคราว ดีว่าพี่สาวแอบมีความดุซ่อนไว้ก็เลยไม่ออกนอกลู่นอกทางมากนักผู้เป็พ่อแม่ก็เลยหายห่วงเื่นี้ไปโดยปริยาย