นางมารจำเป็น

    ต้อนรับ

    สามวันแล้วที่ขบวนเสด็จขององค์ชายจ้าวหลงเยี่ยนมาถึงเมืองหลวงเมื่อมาถึงความวุ่นวายก็มากกว่าแต่ก่อนยิ่งนัก ตัวเขาต้องวิ่งวุ่นจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อจะได้แสดงถึงความเป็นผู้นำและความเด็ดขาดของเขาต่อข้าราชบริพารทั้งหลายเหลืออีกแค่สี่วันก็จะเป็นการแต่งตั้งองค์รัชทายาทอย่างแท้จริงและจะประกาศให้ประชาชนทราบรู้โดยทั่วกันว่าผู้ใดคือคนที่จะมากุมอำนาจแคว้นนี้ต่อไป

     

    "ท่านพี่หลงเยี่ยน"

     

    หลันฮวาในชุดวิหคเพลิงสีแดงดูแปลกตายิ่งนัก นางรีบเร่งเดินมาหาท่านพี่ของนางใบหน้าเล็กๆนั้นดูจะมีความสงบเงียบเฉกเช่นผู้ใหญ่แต่สายตาของนางก็ยังคงมีแววตาที่อ่อนโยนเช่นเดิมแม้จะพยายามเปลี่ยนตนเองแล้วก็ตาม

     

    หลงเยี่ยนที่ยืนมองสวนดอกไม้อยู่ก็หันกลับทันทีที่ได้ยินเสียงของน้องสาวตัวน้อย เขายุ่งจนไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยียนนางเลยสักครั้งช่างเป็นพี่ชายที่แย่จริงๆเมื่อร่างเล็กๆหยุดอยู่ตรงหน้าพลางหอบน้อยๆ เขาก็ได้สังเกตดูนางอย่างละเอียด ดูเหมือนภาระที่แบกรับจะทำให้น้องตัวน้อยของเขาก้าวผ่านสู่วัยของผู้ใหญ่อย่างเกินตัว.....อ่า....เขาเริ่มมีความรู้สึกที่ปวดใจเล็กน้อยนางแทบไม่มีเวลาเช่นเด็กสาวนางอื่นเลย เวลาที่มีความสุขตามประสาของเด็กสาวหรือแท้ที่จริงต้นเหตุที่พรากช่วงเวลาเหล่านั้นมาจากตัวของเขากัน

     

    "ท่านพี่เจ้าค่ะ ไท้สือ..มัน......มันยกระดับเอง"

     

    สีหน้าของหลันฮวามีทั้งความตื่นเต้นและกังวลนางมีความอยากรู้ที่มาของเหตุการณ์มากจนต้องมาถามจากท่านพี่ของเธอ

     

    "โอ้เช่นนั้นก็เป็นเรื่องดีนี่เจ้ากังวลอะไร"

     

    หลงเยี่ยนกำลังสอบถามน้องสาวอย่างนุ่มนวลเขาหวังจะเป็นคนที่สามารถให้ความช่วยเหลือนางได้แม้เรื่องเล็กน้อยเพื่อตอบแทนสิ่งที่น้องสาวทำให้เขาทั้งหมดทุกเรื่องที่ผ่านมาและเขาก็ตั้งใจว่าจะคอยดูแลนางให้ดีที่สุด

     

    หลันฮวาได้เล่าเหตุการณ์ที่เธอกำลังฝึกสมาธิหลังจากที่ให้ผลึกปีศาจแก่ไท้สือไปฝึกเหมือนกันแต่เมื่อนางทำสมาธิเสร็จก็รับรู้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างเหลือล้นแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนส่วนไท้สือก็ยกระดับข้ามถึงสองขั้นทั้งที่นางให้ผลึกแก่มันไปเพียงสิบก้อนและเธอก็มั่นใจว่าสิ่งที่ทำให้มันยกระดับไม่ใช่แค่เพียงความช่วยเหลือจากผลึกแค่นั้นเมื่อจ้าวหลงเยี่ยนและหลี่ฟงได้ฟังก็คลายความสงสัยทั้งหมดลงทันที

     

    "ขอถามเจ้าหนึ่งคำถาม ขณะฝึกเจ้าได้ให้ไท้สือฝึกใกล้ๆเจ้าใช่หรือไม่"หลงเยี่ยนสอบถามเพื่อความแน่ใจในสิ่งที่ตนกำลังคิด

     

    "ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านพี่ ข้าให้ไท้สือนั่งฝึกอีกด้านของมุมห้อง" หลันฮวารีบพยักหน้าตอบรับกับคำถามทันที

     

    "อ่า......เช่นนั้นพี่ก็สามารถบอกเจ้าในสิ่งที่สงสัยแล้วล่ะ" หลงเยี่ยนก็ได้อธิบายเรื่องเคล็ดการฝึกกับสัตว์อสูรและดูเหมือนหลันฮวาจะเข้าใจอะไรง่ายมากทำให้ไม่ต้องอธิบายยืดยาว

     

    "ข้าหายสงสัยแล้วเจ้าค่ะอ้อ....มีอีกเรื่องหลันฮวาได้ส่งสารให้เจ้าเมืองหน้าด่านทางตอนใต้มางานเฉลิมฉลองการสถาปนารัชทายาทก่อนกำหนดนะเจ้าค่ะ" นางก้มหน้าซ่อนแววตาที่สั่นไหวไม่ให้ท่านพี่ทั้งสองมองเห็นนางไม่เคยโกหก เลยมีความขลาดอย่างมาก แต่นางก็ไม่อาจที่จะบอกเรื่องราวทั้งหมดได้ในตอนนี้

     

    เมื่อได้ยินหลันฮวากล่าวเช่นนั้นบุรุษทั้งสองก็แทบจะลืมทุกเรื่องทันทีเพราะมัวแต่ดีใจที่จะได้เจอคนในดวงใจ

     

    "เจ้าพูดจริงหรือแล้วเจ้าส่งสารยังไงผ่านใคร" หลงเยี่ยนรีบสอบถามทันทีเขาดีใจจนอดที่จะแย้มยิ้มออกมาไม่ได้จริงๆ

     

    "เอ่อ.....คือก่อนที่จะจากกันท่านพี่อู๋เซียนได้มอบหยกสื่อสารไว้ให้หลันฮวาใช้ติดต่อทางนั้นเจ้าค่ะ"

     

    "ห๊ะ.....จริงหรือ ของสิ่งนี้มันล้ำค่าเป็นอย่างมากสามารถแลกเมืองเมืองหนึ่งได้เลยเชียวนะแต่เขากลับให้เจ้าไว้ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ" หลงเยี่ยนเริ่มได้กลิ่นความสัมพันธ์คลุมเครือจากอู๋เซียนที่มีต่อหลันฮวา

     

    หลันฮวาเริ่มทำหน้าไม่ถูกเมื่อได้รู้ถึงมูลค่าของหยกชิ้นนี้นางหยิบมันขึ้นมาดูอีกครั้ง.......ทำไมเขาถึงกล้าให้ของมีค่าควรเมืองกับนาง….

     

     

    "เราจะเดินทางด้วยสิ่งนี้จริงๆหรือแล้วขบวนที่จัดเตรียมไว้จะทำอย่างไรล่ะ" ตงโฉมองที่มังกรจิ้นอย่างอึ้งๆเมื่อเห็นพาหนะที่ใหญ่โตและแถมมันมีชีวิตอีกเขามองมายังฮูหยินที่กุมมือเขาไว้ก่อนจะมองไปที่บุตรสาวทั้งสองที่ยืนยิ้มอยู่และหันไปมองคนสุดท้ายคือบุรุษรูปงามที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของพวกนาง....แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่พ่วงคำว่าเจ้าปีศาจมาด้วย

     

    "ท่านอย่าได้ห่วงไป การเดินทางครั้งนี้ต้องรวดเร็วเพราะหลันฮวาบอกว่าสำคัญมากนางถึงกับกำชับอีกตั้งหลายครั้ง ข้าจึงเห็นแต่ต้องใช้จิ้นจึงจะถึงจุดหมายอย่างที่นางบอกมาส่วนขบวนก็ให้อยู่ในมิติที่ข้าสร้างขึ้นรับรองว่าทุกคนจะปลอดภัยเมื่อเห็นที่หมายค่อยให้จิ้นร่อนลงแล้วจัดขบวนเดินเท้าเข้าสู่เมืองเช่นนี้ดีอย่างที่สุดแล้ว"

     

    มันไม่ใช่คำว่า'ดีหรือไม่'แต่เป็น'ดีที่สุด'ซึ่งก็ทำให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่ามันคือคำสั่งกลายๆไม่ใช่การถามความคิดเห็นอย่างใดเลยทุกคนมองอู๋เซียนอย่างอึ้งๆแต่ก็ทำตามที่อู๋เซียนบอกทุกอย่าง เมื่อไม่เห็นทางที่ดีกว่าขบวนคนห้าสิบคนก็ถูกนำเข้ามิติสีขาวที่อู๋เซียนสร้างขึ้นมาข้างในมิติว่างเปล่าไม่มีอะไร ตอนแรกทุกคนก็ตกใจแต่ได้ฟังคำกล่าวของท่านเจ้าเมืองเพียงไม่กี่คำก็ทำให้ทุกคนสงบและเชื่อมั่นในตัวของอู๋เซียนทันที

     

    "ท่านทั้งสองเชิญ"

     

    อู๋เซียนได้ผายมือเชิญตงโฉและฮูหยินเดินขึ้นหลังจิ้นโดยอาศัยบันไดพลังที่เขาสร้างขึ้นเมื่อทั้งสองก้าวขึ้นไปแล้วซีซีและซีเหมยก็ก้าวขึ้นตามก่อนจะปิดท้ายที่เจ้าของมังกรอู๋เซียนได้ส่งสัญญาณมือครั้งหนึ่งจิ้นก็ออกตัวทันที

     

    "ท่านพี่อู๋เซียนบอกพวกเราได้หรือไม่ มีเรื่องอันใดที่วังหลวงหลันฮวาส่งข่าวอะไรมาบ้าง"

     

    ซีซีรีบเอ่ยถามพี่ชายทันทีที่อยู่สองคน นางได้ให้ซีเหมยดูแลท่านแม่และท่านพ่ออีกด้านบนหลังของจิ้นก่อนจะรีบปลีกตัวออกมาถามเรื่องที่ค้างคาใจ

     

    "น้องสาวของพี่ช่างฉลาดจริงๆเพียงแค่มองไม่กี่ครั้งก็เดาเหตุการณ์ออกใช่ที่นั่นกำลังจะเกิดเรื่อง"

     

    "เกิดเรื่อง!!!! เกิดเรื่องอันใด" สีหน้าของซีซีเริ่มเคร่งขรึมเมื่อมองมายังหน้าของอู๋เซียนก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนี่คงเป็นเรื่องที่ใหญ่มากทีเดียวไม่งั้นท่านพี่คงไม่มีแววความกังวลเช่นนี้อย่างแน่นอน

     

    "หลันฮวาเห็นนิมิตว่ามีฝูงกาเข้าโจมตีเมืองหลวงและคร่าชีวิตคนไปมากมายเลือดไหลอาบทั่วพื้นดินไม่มีตรงไหนเลยที่จะไม่ได้ยินเสียงคนกรีดร้องขอความช่วยเหลือนี่คือนิมิตที่น่ากลัวที่สุดที่หลันฮวาได้เห็นมัน นางจึงต้องเร่งหาทางแก้ไขและพวกเราก็คือหนึ่งในทางแก้ของเรื่องนี้ด้วย"

     

    ซีซีมีแววตาที่สับสนครู่หนึ่งก่อนที่จะกลับมามั่นคงและสงบนิ่ง

     

    "ดี!!ถ้าเช่นนั้นก็มาดูกันว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาให้ได้ดีกว่าเดิมอย่างไรบ้าง!!"

     

     

     

    เช้านี้วังหลวงดูสงบเงียบแม้จะมีเหล่าขันทีและนางกำนัลเดินไปมาเต็มไปหมดแต่เพื่องานเฉลิมฉลองที่กำลังจะเริ่มขึ้นนั้นทำให้พวกเขาต้องเร่งมือในการจัดเตรียมงานและในวังยังมีการเพิ่มเวรยามในการตรวจตราขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อป้องกันการแฝงตัวจากคนที่ไม่หวังดีหรือพวกนักฆ่า

     

    สายลมที่พัดมาเอื่อยๆค่อนข้างเย็นทำให้ทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่งเกิดอาการหาวออกมาเขายังไม่ได้เปลี่ยนเวรเพราะเพื่อนทหารคนนั้นเกิดอาการท้องเดินเสียก่อน เขาสั่นหัวเพื่อไล่อาการง่วงงุนออกก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าเพื่อไล่ความง่วงออกไป

     

    "อะ.....อะไรนั่น"

     

    เสียงร้องของทหารคนนี้ค่อนข้างดังแถมเขายังชี้มือไปยังจุดที่เห็นบนฟ้าทำให้คนที่อยู่ใกล้หรือได้ยินเสียงเขาต่างมองตามก่อนที่ทุกอย่างจะเข้าสู่ความวุ่นวายอย่างแท้จริง

     

    'สัตว์อสูรขนาดใหญ่กำลังบินมาทางนี้'

     

    เสียงฮือฮาของเหล่าขันทีและนางกำนัลดังไปทั่ววังหลวงทหารต่างแตกตื่นกันอย่างมากจอมยุทธที่อยู่ในฝ่ายดูแลความปลอดภัยวิ่งกันให้ทั่ว เมื่อมีสิ่งผิดปกติที่อยู่บนฟ้ากำลังมุ่งตรงมาที่วังหลวงชั้นใน

     

    นายกองที่รับหน้าที่เดินตรวจยามได้ส่งทหารในกองของตนไปรายงานกงกงประจำตำหนักต่างๆให้เหล่าสนมนางในหลบอยู่แต่ภายในตำหนักเพื่อความปลอดภัยจากสิ่งที่กำลังจะเข้ามาคุกคาม

     

    "เกิดอะไรขึ้น!!!!"

     

    กระแสเสียงที่ดังลั่นนี้คือเสียงของหลงเยี่ยนที่ต้องการหยุดความโกลาหลลงเขาได้รับรายงานจากทหารสายลับที่เขาได้วางไว้ภายในวัง สายลับได้ส่งข่าวเหตุการณ์ตอนนี้ให้เขารู้เขาจึงรีบออกมาเพื่อดูสิ่งประหลาดนี้ด้วยตาของตนเอง

     

    "โอ๊ะนั่นองค์ชายดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เหมือนมังกรนะพ่ะย่ะค่ะ"

     

    หลี่ฟงอุทานออกมาด้วยความดีใจเมื่อเห็นร่างของมังกรที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีและตาของเขายิ่งเปล่งประกายเมื่อนึกถึงคนที่อยู่บนหลังของมัน

     

    "เหล่ากงกงและทหารรักษาความปลอดภัยทุกคน!!"

     

    "พ่ะย่ะค่ะ!!!"

     

    "แจ้งทุกหน่วยอย่าได้ทำอันตรายอันใด นี่คือแขกของเราเองจงให้เกียรติและดูแลแขกของเราอย่างดีประดุจดูแลเราเข้าใจหรือไม่"

     

    "รับทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ!!!!!"

     

    เมื่อสั่งการเสร็จทุกคนก็แยกย้ายทำตามรับสั่งอย่างรวดเร็วเมื่อพวกท่านเจ้าเมืองตงโฉมาถึงจึงเหลือความวุ่นวายไม่มากที่เหลือก็คือคนที่สนใจในตัวของแขกคนสำคัญขององค์ชายจ้าวหลงเยี่ยน

     

    หลงเยี่ยนมองเห็นสีหน้าของทุกคนที่ดูย่ำแย่มากเขารับรู้ถึงเรื่องไม่ชอบมาพากลจึงรีบเชิญทุกคนเข้าที่พักที่เขาจัดเตรียมไว้ให้เมื่อมาถึงจวนรับรองเขาก็ส่งสัญญาณให้ทุกคนออกไปเหลือไว้แค่หลี่ฟง

     

    "ถวายพระพรองค์ชายจ้าวหลงเยี่ยนพ่ะย่ะค่ะ"

     

    ทุกคนในคณะที่มาต่างทำความเคารพหลงเยี่ยนยกเว้นอู๋เซียนที่ยังนิ่งเฉยแถมยังเมินหน้าหนีเหมือนไม่รับรู้สิ่งใดซึ่งหลงเยี่ยนก็หาได้ติดใจอันใดไม่กับคนผู้นั้น

     

    "ลุกขึ้นเถอะ ลำบากท่านตงโฉแล้ว"

     

    เขารีบดึงตัวท่านเจ้าเมืองให้ลุกขึ้นก่อนจะลอบมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังนางเองก็มองตอบเขาเช่นกัน

     

    'อ่า.....ข้าอยากดึงนางเข้ามากอดเสียจริง’

     

    "หาได้ลำบากพ่ะย่ะค่ะ สมควรแล้วๆ"

     

    หลงเยี่ยนพ่นลมหายใจออกเบาๆเขาไม่ชอบพวกพิธีเหล่านี้จริงๆ

     

    "เอาเถอะท่านเจ้าเมืองข้าอยากรู้เรื่องระหว่างการเดินทางมาที่นี่ของท่านมีเรื่องเกิดขึ้นระหว่างทางใช่หรือไม่"หลงเยี่ยนสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดจางๆจากตัวของเจ้าเมืองตงโฉเขาคิดว่าการเดินทางในครั้งนี้คงไม่ง่ายดายนัก

     

    "เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ"

     

    ตงโฉจึงเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างตั้งแต่ออกเดินทางจนเกิดเหตุที่ทำให้เขาต้องตื่นเต้นเหลือเกินดูเหมือนเขาจะห่างจากสนามรบนานเกินไปจริงๆ

     

    "มีกลุ่มสัตว์อสูรคอยซุ่มโจมตีแถมยังรุนแรงและมากขึ้นเรื่อยๆนี่พวกมันคงจะไม่ใช่แค่ตั้งใจขัดขวางแค่นั้นหรอกพวกมันต้องมีแผนบางอย่างที่เราคาดไม่ถึงแน่นอน"

     

    "ดูเหมือนจะมีคนที่สามารถควบคุมฝูงสัตว์อสูรอยู่ในกลุ่มพวกมันต้องการหยั่งดูฝีมือและกำลังเสริมของพวกเราหรือถ้ารู้มากก็คงจะต้องการใช้พวกเจ้าเป็นเครื่องมือต่อรองข้าแน่นอน"

     

    หลี่ฟงและจ้าวหลงเยี่ยนช่างมีความคิดที่สอดคล้องกันพวกเขาพากันวิเคราะห์ออกมาแต่ก็ไม่กล้าสรุปเรื่องทั้งหมดมันดูจงใจเกินไปและมันยังมีช่องโหว่ในอีกหลายๆเรื่องแต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลอย่างแท้จริงคือความปลอดภัยของสองสาวตรงหน้า

     

    ซีซีและซีเหมยลอบมองตากันหากพวกเขารู้เรื่องที่พวกนางทั้งสองทำคงไม่กล้าที่จะคิดว่าพวกนางอ่อนแออีกต่อไป……

     

     

    ก่อนหน้านี้…………

    เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังจากที่จิ้นพาออกจากเมืองได้สามชั่วโมงอยู่ดีๆก็ปรากฏสัตว์อสูรประเภทมีปีกจำนวนหนึ่งบินโฉบเข้าโจมตีกลุ่มของพวกนาง ดีที่ซีซีเกิดลางสังหรณ์ใจก่อนจึงได้เอาตัวรถม้าออกมาให้ท่านแม่เข้าไปพักผ่อนและปิดผนึกไว้ไม่ให้รับรู้อะไรจากด้านนอกยกเว้นเสียงลมและพวกนางยังให้ผิงผิงและอาหลินเฝ้ารถม้าไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

     

    "ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มเผยตัวแล้วข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งสองและคุณชายอู๋เซียนโปรดระวังตัวด้วย"

     

    ตงโฉรีบกางม่านป้องกันออกมาทำให้พวกสัตว์อสูรเหล่านั้นโจมตีไร้ผลใช้เวลาพักใหญ่พวกมันจึงล่าถอยออกไปแต่เพียงครึ่งชั่วโมงก็กลับมาอีกครั้งและลงมือรุนแรงกว่าเดิม

     

    ทั้งสี่คนเริ่มที่จะตอบโต้กลับไปทำให้พวกมันตายตกลงอย่างรวดเร็วทุกคนเริ่มขมวดคิ้วดูเหมือนมันจะจบง่ายเกินไปอย่างที่ควรจะเป็นและก็เป็นเช่นนี้ทุกครึ่งชั่วโมงจะมีสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งโผล่มาคอยจู่โจมและระดับของพวกมันก็สูงขึ้นเรื่อยๆจนทำให้พวกเขาไม่มีเวลาหาที่ร่อนลงเพื่อจัดเตรียมขบวนเข้าเมือง

     

    ซีซีเริ่มใช้พลังที่แท้จริงสู้กับเหยี่ยวปากเหล็กที่มีขั้นพลังสูงสามตัวพวกมันต่างพยายามทลายโล่พลังที่ท่านพ่อกางเอาไว้จนพวกมันเกือบทำสำเร็จดีที่นางลงมือได้ทันเวลาไม่เช่นนั้นพวกนางคงจะตึงมือเช่นกันเมื่อต้องมาสู้กันบนอากาศเช่นนี้......เสียเปรียบชัดๆดีที่ความเร็วของจิ้นนั้นมีมากทำให้พวกนางถึงจุดหมายอย่างเร็วและพวกมันก็ล่าถอยก่อนที่จะถึงเขตในวัง

     

     

     

    อ่า.......เป็นเช่นที่เขานึกไว้ไม่ผิดแน่พวกมันต้องรู้ถึงเรื่องของพวกนางแค่คิดว่าพวกมันต้องการใช้หญิงสาวทั้งสองมาต่อรองเขาและหลี่ฟงมันก็ทำให้พลังภายในเดือดพล่านอย่างรุนแรงตอนนี้แววตาที่เคยอบอุ่นกลายเป็นเย็นชาแลดูเหมือนมีแววอำมหิตฉายออกมาจนหลี่ฟงต้องกระแอมเตือนจ้าวหลงเยี่ยนจึงได้สติ

     

    'หากมันกล้าแตะแม้เส้นผมนางเพียงเส้นเดียวข้าก็จะเฉือนมันออกสักร้อยชิ้นให้สมกับที่มันกล้าดี'

     

    ถ้าซีซีรู้ว่าเขาคิดอะไรคงจะต้องรีบวิ่งเข้าไปจูบซ้ายจูบขวาแน่เพราะนางชื่นชอบบุรุษที่มีความองอาจแข็งมาแรงไปเช่นนี้

     

    ซีเหมยที่กำลังรินชาให้ฮูหยินก็รับรู้ถึงความร้อนแรงจากข้างหลังเมื่อหันกลับไปมองก็เจอกับสายตาหวานซึ้งที่ส่งมาจากชายหนุ่มอีกด้านหนึ่งนางแย้มยิ้มน้อยๆให้เขาก่อนจะหันกลับมาและก็มาจ๊ะเอ๋กับสายตาของท่านแม่ที่มองอยู่เช่นกัน......ไอ้หยาาาซวยแล้ว

     

    "บุรุษผู้นั้นแลดูรูปงามมากแต่ดูเหมือนเขาจะใช้พลังผนึกเหมือนกับพวกเจ้า"

     

    ฮูหยินกระซิบบอกบุตรสาวเมื่อนางสังเกตและรับรู้ถึงพลังที่คล้ายคลึงกับพลังของบุตรีทั้งสอง

     

    "ท่านแม่รู้ได้เช่นไรหรือเจ้าค่ะ"

     

    ซีเหมยตกใจมากที่ท่านแม่รับรู้ถึงพลังที่พวกนางปกปิดไว้นี่ยังมีเรื่องที่ท่านแม่ยังไม่เอ่ยกล่าวให้พวกนางฟังอีกหรือ  สีหน้าสงสัยของซีเหมยทำให้ฮูหยินหัวเราะออกมา

     

    "แล้วแม่จะเล่าให้ฟังทีหลัง"

     

     

    ฟิ้ว~~~~~

     

    เสียงลมหอบใหญ่พัดผ่านประตูทางเข้าก่อนจะมีแรงลมกระแทกประตูจนเปิดออก

     

    "ปึ้ง!!"

     

    "ท่านพี่หลงเยี่ยน!! หลันฮวาขออภัยเจ้าค่ะ........เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!!!"สีหน้าเด็กสาวดูตื่นตระหนกจนทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นตัวและเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมาในทันใด

    คล้ายกับเรื่องนางมารจำเป็น ที่คุณอ่าน