หลังจากที่กายามังกรเก้าสวรรค์ของหลงเซียวเหยาได้ถูกสำแดงออกมาอย่างยิ่งใหญ่และสะเทือนฟ้าสะเทือนปฐพี จนทำให้เหล่าผู้คนทั่วทั้งลานกว้างต้องสยบความคิดอวดดีและเปรียบเทียบลงสู่เงามืดแห่งความเป็นจริงนั้น
บรรยากาศอันเปี่ยมด้วยความคาดหวังและความมุ่งหวังในช่วงเริ่มต้นของวัน ก็กลับกลายเป็นความอึดอัดและกดดันจนยากจะหายใจ
โดยเฉพาะกับบรรดาหนุ่มสาวที่ยังไม่ได้ทดสอบพรสวรรค์ของตนเอง ดวงตาหลายคู่ที่เคยสว่างไสวไปด้วยประกายแห่งความฝันและความเชื่อมั่น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความหวาดหวั่นถึงอนาคตที่กำลังจะถูกตัดสินด้วยชั่วขณะเพียงไม่กี่ลมหายใจ
กระทั่งผู้ที่มาจากตระกูลที่แข็งแกร่งในเมืองจงหนานก็ยังไม่กล้ายืนยันในใจ
ว่าพวกตนจะสามารถยืนอยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่ถือครองร่างศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองอย่างเหยินเฟยและหลงเซียวเหยาได้
เพราะในเมื่อยอดเขาได้ถูกชี้วัดเอาไว้แล้ว ย่อมมีเพียงผู้ครอบครองศรัทธาและพลังที่แท้จริงเท่านั้นที่จะปีนไต่ขึ้นไปได้
หนุ่มสาวหลายคนที่เฝ้าคิดหวังว่าจะได้เข้าตาของผู้อาวุโสหวังฉี หรือเผื่อจะมีโอกาสถูกรับเลือกให้ได้รับการชี้แนะในฐานะศิษย์ส่วนตัวของใครสักคนจากนิกายเทียนหมิง ต่างก็เริ่มหวั่นใจเมื่อเห็นการทดสอบที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ความหวังทั้งมวลนั้นอาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่อาจเอื้อมถึงจริงๆ
เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว โอกาสและพรสวรรค์ไม่ได้กระจายอย่างยุติธรรมแต่อย่างใด
พวกเขาจำนวนมากกว่าแปดในสิบส่วน มีศักยภาพและพรสวรรค์อยู่ในระดับเพียงแค่สอง สีเทาอันแสนธรรมดา
มันคือผลลัพธ์ที่เป็นความจริงอันโหดร้ายของระบบทดสอบซึ่งไม่เคยอ่อนโยนกับผู้ใด
บางคนถึงกับยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานคล้ายไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น ขณะที่บางคนก็หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบงัน
ทว่าก็มีไม่น้อยที่น้ำตาหลั่งรินออกมาโดยไม่อาจกักเก็บเอาไว้ได้
หนุ่มสาวบางคนโผเข้าหาอ้อมอกของบิดามารดาแล้วร่ำไห้ราวกับโลกทั้งใบได้ปิดประตูแห่งความหวังต่อหน้าพวกเขาแล้วเรียบร้อย
ความเงียบงันที่แผ่ปกคลุมไปทั่วนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมที่มิอาจสลาย บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ที่ติดตามบุตรหลานของตนมาเข้าร่วมการทดสอบ ต่างก็ได้แต่ก้มหน้าลูบศีรษะบุตรหลานของตน แล้วปลอบประโลมด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดอันอ่อนโยน
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องไห้ แม้วันนี้เจ้าจะไม่ถูกรับเลือก แต่ทางเดินของชีวิตก็ยังอีกยาวไกล!”
“ในเมื่อเจ้าไม่มีพรสวรรค์เด่นชัด เจ้าก็จงขยันมากกว่าผู้อื่นก็พอ”
คำพูดปลอบใจเหล่านี้แม้จะฟังดูดี แต่ก็ไม่อาจลบล้างความรู้สึกที่บีบรัดอยู่ในอกได้เลยซักนิด
การทดสอบยังคงดำเนินต่อไป จากช่วงเช้าได้ลากยาวเข้าสู่ช่วงบ่ายจนเงาของเสาหินที่ทอดลงบนพื้นยาวเหยียด
บรรยากาศของลานกว้างเริ่มอบอ้าวด้วยแดดและความเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
แม้จะมีผู้เข้าทดสอบนับพันคน ทว่าหลังจากที่เวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วยาม ก็ยังไม่มีผู้ใดที่สามารถสร้างปรากฏการณ์อันน่าตื่นตะลึงเฉกเช่นเหยินเฟยหรือหลงเซียวเหยาได้เลยซักคนคนเดียว
ความตื่นเต้นของฝูงชนเริ่มลดลงตามลำดับ
เสียงซุบซิบเริ่มกลับมาดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะความสนใจ แต่เพราะความเบื่อหน่ายและคาดหวังที่ลดลงอย่างชัดเจน
ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งยืนอย่างเงียบงันอยู่ท้ายแถวก็ยังคงจับจ้องสายตามองภาพสะท้อนของแถวที่ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ
นัยน์ตาสีแดงลึกล้ำราวกับรัตติกาลยังคงนิ่งสงบเหมือนผืนน้ำในคืนไร้จันทร์ ทว่าในส่วนลึกของดวงตาคู่นั้นกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นที่กำลังลุกโชนอย่างไม่มีวันมอดดับ ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่งแต่ในใจกลับเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกอันเกินจะกล่าวออกมาได้
“ใกล้แล้วสินะท่านอาจารย์.. ข้าหลัวหยาง.. ข้ารอไม่ไหวจริงๆที่จะได้ทดสอบพรสวรรค์ของตนเอง”
“ข้าอยากรู้ว่าหลังจากที่ได้รับระบบสังหารโชคชะตาจากท่าน รวมถึงได้รับเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลอันยิ่งใหญ่!”
“พรสวรรค์ระดับหนึ่งที่ข้าเคยมีจะสามารถแปรเปลี่ยนไปได้มากเพียงใดกันแน่!”
เสียงพูดภายในใจของเขาไม่อาจถูกได้ยินจากใคร แต่กลับชัดเจนสำหรับผู้ที่ซ่อนตัวอยู่ภายในส่วนลึกของจิตสำนึก
【แน่นอนสิวะไอ้เด็กบ้า】
【ดวงเนตรสุริยันจันทราหรือกายามังกรเก้าสวรรค์อะไรนั่นน่ะน่ะเหรอ.. ฮึ พวกมันเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้ยวของเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหล! ข้ารับประกันได้เลยว่านับจากวันนี้ไป.. จะไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อของเจ้า!】
คำพูดของระบบไม่ได้พูดเล่น มันคือคำประกาศอันเยือกเย็นที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่และศรัทธาในตัวศิษย์ของตน
ทำให้ดวงตาของหลัวหยางเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง รอยยิ้มมุมปากค่อยๆผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ข้าจะทำให้โลกใบนี้..”
“ต้องรู้จักชื่อของข้า!!”
กระทั่งผ่านไปไม่นานนัก บริเวณแถวที่สิบของการทดสอบพรสวรรค์ซึ่งเรียงรายยาวเหยียด
ในที่สุดมันก็ถึงคิวของหลัวหยาง ชายหนุ่มผู้ยืนเด่นท่ามกลางผู้คนด้วยท่วงท่าสงบนิ่งและดวงตาที่ดูลึกลับน่าค้นหา
เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับของเขาถูกมัดรวบไว้หลวมๆ ด้วยเชือกหนังสีแดงเข้มที่ตัดกับผิวขาวซีดราวหิมะ
นัยน์ตาสีแดงฉานเปล่งประกายเหมือนอัญมณีต้องแสงจันทร์ที่สะท้อนแววลึกล้ำ ส่วนใบหน้าและโครงหน้าที่งดงามหล่อเหลาราวรูปสลักขององค์ชายจากตำนาน รูปร่างสูงโปร่งสง่างามของเขานั้นก็เป็นดั่งศิลาชั้นดีที่สวรรค์เจียระไนขึ้นมาเอง
ทำให้ทันทีที่เขาก้าวออกจากแถว สายตาของผู้คนมากมายที่ยืนอยู่ในบริเวณลานทดสอบ
แทบทั้งหมดต่างก็หันขวับมองมายังเขาแทบจะพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นจากหลากหลายทิศทาง บ้างก็ชื่นชมในรูปลักษณ์ บ้างก็สงสัยว่าเขามาจากตระกูลใหญ่แห่งใด เหล่าศิษย์หญิงที่ยืนอยู่ใกล้ถึงกับออกอาการเขินอาย บางคนยกมือปิดปาก บางคนก็เอ่ยถามเพื่อนข้างกายเบาๆด้วยความกระตือรือร้น
“เขาเป็นใครน่ะ? ทำไมถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน?”
ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มวูบวาบนั้น หวังฉีซึ่งแต่เดิมมีสีหน้าเปี่ยมสุขจากผลการทดสอบที่ผ่านมาก็ยังต้องเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสนใจอย่างฉับพลัน เขาเพ่งมองไปยังหลัวหยางด้วยดวงตาแหลมคมในทันที
“ไอ้หนู เจ้ามาจากตระกูลใหญ่ที่ไหนกันเรอะ?”
น้ำเสียงที่เอ่ยถามนั้นเปี่ยมด้วยความสนใจจริงจัง
นี่คือครั้งแรกของวันในการทดสอบครั้งนี้ที่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิงเอ่ยถามเด็กหนุ่มคนใดเป็นการส่วนตัว
คำกล่าวนั้นเปล่งออกไปเพียงชั่วครู่ แต่กลับก่อให้เกิดผลสะเทือนทางความรู้สึกที่รุนแรงอย่างไม่อาจประเมินค่าลงได้
ทุกสายตาแทบจะพร้อมใจกันหันไปมองหลัวหยางอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสงสัยหรือชื่นชมเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยความประหลาดใจและการจับตามองอย่างมีนัยสำคัญ ราวกับว่าทุกคนต้องการจะรู้ให้ได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้คือใครกันแน่
หลัวหยางถูกจับจ้องจากผู้คนมากมาย แต่ท่วงท่ายังคงนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในถ้ำมืดที่ไม่ไหวติง
เขายกมือขึ้นแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมโดยไม่โอ้อวดหรือแสดงความเก้อเขินใดๆ
“ข้ามีชื่อว่าหลัวหยาง อายุสิบห้าปี มาจากหมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อว่าหมู่บ้านหินผา ไม่ได้มาจากตระกูลใหญ่หรือมีภูมิหลังอะไรทั้งสิ้น!”
คำพูดเพียงไม่กี่คำนี้กลับเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของผู้ฟัง
ผู้คนรอบด้านต่างอึ้งค้างไปชั่วขณะ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสจากทั้งเก้าสำนักที่ยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็ยังเผยสีหน้าประหลาดใจชัดเจน
“หมู่บ้านหินผา…?”
บางคนพึมพำทวนชื่อสถานที่ด้วยความงุนงง ขณะที่บางคนถึงกับเบิกตากว้างราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
เพราะจากรูปลักษณ์ภายนอกของหลัวหยางเพียงอย่างเดียว เขาสามารถถูกเข้าใจได้ว่าเป็นองค์ชายหรือคุณชายใหญ่จากตระกูลผู้ปกครองแห่งหนึ่งได้อย่างง่ายดาย แต่กลับกลายเป็นว่าเขามาจากเพียงหมู่บ้านชนบทเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักเลยด้วยซ้ำ
หวังฉีถึงกับขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างลึกซึ้ง
“งะ.. งั้นเหรอ.. เจ้าอายุสิบห้าปีเองเหรอเนี่ย?”
“แต่ดูจากรูปร่างและการเติบโตของเจ้าแล้ว เจ้าดูไม่ต่างอะไรไปจากชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดหรือสิบแปดปีเลยทีเดียว”
ชายชราเอ่ยขึ้นอย่างไม่อาจเก็บความรู้สึกทึ่งไว้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติม นอกจากยิ้มออกมาเบาๆ
“แต่ก็ช่างมันเถอะ ข้าอยากจะเห็นพรสวรรค์ที่ถูกซ่อนเอาไว้!”
“เจ้าจงนำมือของเจ้าวางเอาไว้ที่ลูกแก้วทดสอบพรสวรรค์ซะ!”
ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในใจของหวังฉีตอนนี้คือความสงสัยและลางสังหรณ์ที่บอกกับเขาอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มผู้มีนามว่าหลัวหยางคนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เด็กหนุ่มธรรมดาที่เผอิญดูดีหรือมีท่วงท่าที่ดึงดูดสายตาเท่านั้น
แต่ยังมีอะไรบางอย่าง บางสิ่งบางอย่างที่กำลังหลับใหลอยู่ในส่วนลึกของร่างกายนั้นอย่างแน่นอน