จักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า

    ตอนที่ 42 การปลุกพลังวิวัฒน์ของโอดิน

            เสียงสนทนาที่ยังคงดำเนินไปอย่างคึกคักในห้องโถงพิธีกรรม กลับไม่ได้ทำให้ฮาฟเอลฟ์หนุ่มผู้ยืนฟังอยู่ด้านข้างรู้สึกมีความสุขหรือแสดงออกถึงความตื้นตันใดๆ เพียงเศษเสี้ยวของรอยยิ้มก็ไม่ปรากฏบนใบหน้าอันสงบนิ่งของเขา


            เพราะสำหรับโอดินแล้ว คำพูดสวยหรูเหล่านั้นเป็นเพียงม่านมายาที่ใช้หลอกลวงให้ผู้คนลืมเลือนความจริงอันโหดร้ายของโลกใบนี้


            ความยุติธรรมไม่เคยมีอยู่จริง การแบ่งแยกชนชั้นระหว่างสายเลือดสูงส่งกับผู้ที่เกิดจากความแตกต่างยังคงดำรงอยู่ในทุกมิติของสังคม


            และมนุษย์เองก็ไม่ได้ต่างจากเผ่าพันธุ์อื่นตรงไหน


            ตลอดช่วงชีวิตก่อนที่เขาจะย้อนเวลากลับมา


            โอดินต้องเผชิญกับการทรยศหักหลังที่โหดร้ายที่สุดโดยผู้คนที่เขาเคยไว้ใจและมอบทุกสิ่งให้แม้กระทั่งเลือดเนื้อ เพื่อผลประโยชน์อันตื้นเขิน พวกมันหักหลังเขาในฐานะวีรบุรุษราวกับเขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานที่ถูกโยนทิ้งอย่างไร้ความเมตตา


            ทว่าในชาตินี้ เขาได้กลับมาอีกครั้งด้วยพลังของผู้ที่มิใช่เพียงอาจารย์


            แต่คือพระเจ้าโบราณผู้ยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย การูด้า ไอคาคอส เจ้าของบัลลังก์แห่งหายนะและการพิพากษา


            และจากนั้นเสียงของผู้อาวุโสจินเกอก็ดังขึ้นอีกครั้งอย่างสงบ


            “เอาละเจ้าหนุ่มฮาฟเอลฟ์ จงขึ้นมาบนแท่นพิธีกรรมโบราณเพื่อปลุกศักยภาพของผู้วิวัฒน์เถิด”


            “ส่วนจะได้รับอาณาจักรต้นกำเนิดจากเผ่าพันธุ์ใดในทรินิตี้เซเว่นนั้น ข้ายกให้โชคชะตาเป็นผู้กำหนด!”


            “แต่ข้าขอภาวนาให้เจ้าจงได้รับพลังของเผ่าพันธุ์ที่เกี่ยวพันกับเวทมนตร์!”


            “เพราะสายเลือดเอลฟ์ของราชวงศ์ฮาฟฟิเลียนั้นย่อมเปล่งประกายสูงสุดได้ก็เมื่ออยู่บนเส้นทางแห่งเวทมนตร์เท่านั้น!”


            สิ้นเสียงนั้น บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดราวกับทุกสิ่งในโลกหยุดนิ่ง


            โอดินยกเท้าก้าวเดินช้าๆ ผ่านกลุ่มคนที่ยืนล้อมอยู่โดยไม่กล่าวสิ่งใด เพียงสบตากับบางคนอย่างไร้อารมณ์


            ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆก้าวขึ้นสู่แท่นหินพิธีกรรมที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าภายในวิหารแห่งจุดเริ่มต้น


            ทุกย่างก้าวของเขาดูมั่นคง ดุจนักรบที่ก้าวเข้าสู่สมรภูมิซึ่งเคยล้มตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แสงจากโคมเวทย์ที่ห้อยอยู่บนเพดานสาดลงบนเรือนผมสีทองขาวของเขาจนเปล่งประกาย ราวกับเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ที่โอบล้อมร่างไว้อย่างอ่อนโยน


            เมื่อชายหนุ่มยืนประจันหน้ากับแท่นเวทย์ ใบหน้าที่งดงามราวรูปสลักเทพเจ้าก็ก้มลงจ้องมองยังสัญลักษณ์เวทย์ที่ประทับอยู่ใต้ฝ่าเท้า


            มันเป็นวงแหวนเวทย์อักขระโบราณที่สลักด้วยลวดลายอันลี้ลับ ลวดลายของมันซับซ้อนแฝงด้วยพลังแห่งโลก


            วงเวทย์นี้เปรียบเสมือนประตูสู่ชะตากรรมของเหล่าผู้วิวัฒน์ และเมื่อเขามองมัน ความคิดในอดีตก็ผุดขึ้นในจิตใจโดยไม่อาจขัดขวาง


            “ในชาติก่อนข้าได้รับอาณาจักรต้นกำเนิดที่สูงส่งที่สุด!”


            “มังกรเซียนมรกต สัตว์เทพเจ้าที่ถือกำเนิดจากแก่นแท้ของโลก มันมอบพลังอำนาจแห่งวิถียุทธ์ระดับเทพให้แก่ข้า”


            “ทว่าตัวของข้ากลับเลือกเส้นทางแห่งเวทมนตร์ ทำให้ไม่อาจใช้ศักยภาพของมันได้ถึงขีดสุด”


            “ความผิดพลาดครั้งนั้นนำข้าสู่ความพ่ายแพ้ และความตายที่ไร้ศักดิ์ศรี แต่ในชาตินี้ ข้าได้พบกับหนึ่งในเจ็ดพระเจ้าโบราณ ผู้เป็นทั้งอาจารย์และแสงนำทาง ท่านการูด้า ไอคาคอส บอกกับข้าว่าชาตินี้ ข้าจะกลายเป็น..”


            ความคิดของเขาถูกกลืนหายไปในแสงที่เจิดจ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน


            สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์เริ่มหมุนวนอย่างช้าๆ ปลดปล่อยประกายแสงสีทองแผ่ขยายออกมาราวริ้วคลื่นในผืนน้ำสงบนิ่ง


            ประกายแสงเหล่านั้นไหลเวียนไปทั่วร่างของโอดิน แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเซลล์และวิญญาณ พลังงานที่หลั่งไหลมานั้นมิใช่เพียงเวทมนตร์ธรรมดา แต่คือพลังของกฎแห่งสรรพสิ่งที่เริ่มตอบสนองต่อการมีอยู่ของเขา และทันใดนั้นเอง ทุกสิ่งก็กลับตาลปัตร


            “ครืนนนนนนนนนนนน!”


            แท่นพิธีกรรมโบราณซึ่งไม่เคยแสดงอาการใดนอกเหนือจากปฏิกิริยาของวงเวทย์เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง


            ดั่งมิติเวลาเริ่มบิดเบี้ยวและโหยหาการหลุดพ้น ร่างของโอดินที่ยืนอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของวงเวทย์พลันถูกยกขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นแท่นพิธีราวกับไร้น้ำหนัก ประกายแสงสีทองเข้มแปรเปลี่ยนเป็นเส้นลำแสงสว่างที่พันรอบร่างกายของเขาดั่งเถาวัลย์


            ผู้คนที่เฝ้ามองต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เสียงอุทานดังขึ้นรอบด้าน


            “นะ.. นี่มัน..! ฮาฟเอลฟ์คนนั้นกำลัง.. ลอยขึ้น! เป็นไปไม่ได้!”


            อารมณ์อันแตกตื่นแพร่กระจายไปทั่วห้องโถงพิธีกรรม ผู้คนบางคนถึงกับถอยกรูด


            ขณะที่สีหน้าของผู้อาวุโสจินเกอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกปนงุนงง เขาสบถออกมาเบาๆขณะเพ่งมองปรากฏการณ์ตรงหน้า


            “สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ในบันทึกโบราณของประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์มนุษย์พวกเรา!”


            “หรือว่าวงเวทย์กำลังเชื่อมต่อกับพลังบางอย่างที่อยู่นอกเหนือจากทรินิตี้เซเว่น? เจ้าเด็กคนนี้คืออะไรกันแน่!”


            ตอนนั้นประกายที่เปล่งออกจากร่างของโอดินเริ่มขยายอาณาเขตออกไปราวกับอาทิตย์ย่อส่วน แผ่พลังสะท้านไปทั่วทั้งวิหารแห่งจุดเริ่มต้น


            ทุกคนรู้สึกเหมือนมวลอากาศเปลี่ยนแปลง ความหนาวแทรกซึมกระดูก และพลังแห่งจิตวิญญาณเหมือนกำลังไหลรวมเข้าสู่ร่างของเขาอย่างผิดธรรมชาติ สายเลือดของเขาเริ่มสั่นสะท้านและพุ่งทะยาน ไม่ใช่เพียงเลือดเอลฟ์หรือมนุษย์อีกต่อไป แต่คือบางสิ่งที่อยู่เหนือกว่านั้น


    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิหมื่นเผ่าพันธุ์ ขอเกิดใหม่เพื่อขึ้นเป็นพระเจ้า ที่คุณอ่าน