' นิมิตกระจกชิงหลวน '
ยามอรุณคลี่ม่านเหนือเขาชิงหลวน ทะเลเมฆาขาวพลิ้วคลุมยอดเขาทั้งสิบประหนึ่งแพรบางทอดลงมาจากแดนเซียน
แสงแรกของวันทาบผ่านหลังคาตำหนักสีคราม หอระฆังสูงเก่า และสะพานหินซึ่งพาดข้ามธารน้ำกลางม่านหมอก
ลำธารสายเล็กไหลผ่านใต้สะพาน เงายอดสนโบราณเอนลงบนผิวน้ำใสราวหยก ฝูงกระเรียนขาวโผบินเหนือยอดเขาชั้นใน ปีกของมันแตะละอองอรุณจนเกิดประกายเงินจางพร่างพราย ดุจหยกงามเพิ่งผ่านสายน้ำบนยอดเขา
ที่นั่นคือ สำนักชิงเสวียน
จากที่สูงมองลงไป สำนักแห่งนี้ประหนึ่งเมืองเซียนขนาดย่อมซ่อนอยู่เหนือทะเลเมฆา ตำหนักใหญ่ตั้งอยู่กลางยอดเขาหลัก รายล้อมด้วยสิบยอดเขาชั้นใน อันเป็ที่พำนักของผู้าุโ ศิษย์ฝ่ายใน ศิษย์หลัก และผู้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าสู่สายวิชาต่าง ๆ
เหนือยอดเขากระบี่ทิศตะวันออก ศิษย์ฝ่ายในหลายสิบคนนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหิน กระบี่บินลอยนิ่งเบื้องหน้าของแต่ละคน ปลายกระบี่ชี้ขึ้นสู่ฟ้า แสงปราณสีเงินบางเบาไหลจากปลายนิ้วเข้าสู่คมกระบี่ บางเล่มหมุนวนเป็วงอักขระกลางม่านหมอก บางเล่มพุ่งขึ้นสูงเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนหยุดนิ่งเหนือยอดสนตามจังหวะหายใจของเ้าของ ราวกับกระบี่เ่าั้รับรู้เจตจำนงได้เอง
ทางทิศใต้ ยอดเขาโอสถถูกปกคลุมด้วยกลิ่นสมุนไพรขมหวาน เตาหลอมสำริดตั้งเรียงรายใต้ชายคา ไฟปราณใต้เตาสว่างไหวตามชนิดโอสถ ไอปราณเขียวอ่อนพวยพุ่งขึ้นเป็ริ้วบาง ก่อนถูกค่ายกลเหนือยอดตำหนักดูดกลับคืนอย่างเงียบงัน
ใกล้หน้าผาหินดำคือยอดเขาค่ายกล อักขระสีฟ้าอ่อนหมุนวนอยู่เหนือพื้น ศิษย์บางคนยืนสงบนิ่ง ใช้ปลายนิ้ววาดเส้นแสงกลางอากาศ เส้นอักขระแตกออกเป็วงเล็กวงน้อย ก่อนรวมกลับเข้าหากันดุจดวงดาวที่รู้จักเส้นทางของตนเอง
เสียงระฆังเช้าดังกังวาน
หนึ่งครั้ง ปลุกศิษย์ฝ่ายนอกให้ลืมตาจากการนั่งสมาธิ
สองครั้ง เปิดประตูตำหนักโอสถ ตำหนักกระบี่ และตำหนักค่ายกล
สามครั้ง ให้เหล่าศิษย์ฝ่ายในรวมตัวรับปราณแรกแห่งฟ้าดิน
ทว่าใต้ความงามของยอดเขาชั้นใน เบื้องล่างเชิงเขากลับเป็อีกโลกหนึ่ง ฝ่ายนอกของสำนักชิงเสวียนมิได้มีสะพานเมฆา มิได้มีตำหนักสูง มิได้มีโอสถล้ำค่าหอมกรุ่นในยามเช้า มีเพียงเรือนไม้เรียงราย ลานหินกว้าง คลังฟืน บ่อน้ำเย็น แปลงสมุนไพร และศิษย์จำนวนมากที่ต้องใช้แรงกายแลกสิทธิ์ฝึกวิชาพื้นฐาน ผู้ใดเกิดในตระกูลผู้ฝึกตน ย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ฝ่ายในเร็วกว่าผู้อื่น
ผู้ใดมีป้ายหยกสกุลใหญ่ ย่อมมีคนยิ้มให้แม้ยังมิได้แสดงความสามารถ ส่วนผู้ไร้สกุล ไร้บิดามารดา ไร้ผู้หนุนหลัง ต่อให้มีรูปลักษณ์โดดเด่นเพียงใด ก็ยังถูกมองเป็เพียงธุลีที่บังเอิญปลิวเข้ามาในสำนักเซียน
ท่ามกลางแสงอรุณอันสงบ หอสมบัติชั้นนอกพลันเกิดเสียงแตกร้าวแ่เบา
แกร็ก…
เสียงนั้นเบายิ่งกว่ากิ่งเหมยแห้งร้าวกลางลมหนาว
แต่ผู้ดูแลหอสมบัติ เฉินก่วน กลับหยุดมือทันที
เขาเป็ชายวัยกลางคน รูปร่างผอม ใบหน้าซูบเล็กน้อยจากการเฝ้าหอสมบัติมาหลายสิบปี ขั้นพลังอยู่เพียงขั้นสร้างฐาน ระยะกลาง ไม่สูงส่งพอจะขึ้นสู่ยอดเขาหลัก แต่ก็มากพอให้ศิษย์ฝ่ายนอกก้มศีรษะเรียกเขาว่าผู้ดูแลด้วยความยำเกรง
เฉินก่วนกำลังตรวจแผ่นหยกบันทึกสมบัติเก่าอยู่บนโต๊ะไม้ พอได้ยินเสียงนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ ภายในหอสมบัติชั้นนอกมีสมบัติเก็บไว้มากมาย บ้างเป็อาวุธวิเศษระดับล่าง บ้างเป็ตำราขาดวิ่น บ้างเป็เศษชิ้นส่วนค่ายกลเก่าที่ไม่มีผู้ใดเข้าใจที่มา สิ่งเหล่านี้มิใช่สมบัติล้ำค่าของยอดเขาหลัก แต่ยังเป็ของสำนัก มิอาจปล่อยให้สูญหายหรือเสียหายง่าย ๆ
เฉินก่วนเดินผ่านชั้นไม้สูงทีละชั้น แสงจากคบอักขระบนผนังส่องลงบนใบหน้าของเขาเป็เงาสลับวูบวาบ
เสียงแตกร้าวดังขึ้นอีกครั้ง
แกร็ก…
คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม
เฉินก่วนหยุดอยู่หน้าห้องด้านในสุด ห้องนั้นถูกปิดด้วยม่านอักขระสีคราม เป็ที่เก็บวัตถุโบราณซึ่งหลับใหลมานาน บางชิ้นไม่อาจใช้การได้ บางชิ้นมีชื่อเสียงเก่าจนเหลือเพียงตำนาน บางชิ้นสำนักยังไม่กล้าทิ้ง เพราะเกรงว่าวันหนึ่งมันอาจตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
กลางห้องมีแท่นหยกสีหม่นตั้งอยู่ บนแท่นนั้นวางกระจกสำริดบานหนึ่ง
ผิวกระจกเก่าจนเกือบดำ ขอบกระจกสลักลายวิหคชิงหลวนกางปีกท่ามกลางเมฆา เส้นสลักหลายตำแหน่งถูกฝุ่นจับจนเลือนราง ทว่าบัดนี้ บริเวณกลางกระจกกลับมีแสงสีเงินจางค่อย ๆ หมุนวน
เฉินก่วนเบิกตากว้าง
“กระจกชิงหลวนส่องฟ้า…”
เสียงของเขาเบาหวิวราวหลุดออกมาจากลำคอโดยไม่ตั้งใจ
กระจกชิงหลวนส่องฟ้าเคยเป็สมบัติสำคัญของสำนักชิงเสวียนเมื่อสามร้อยปีก่อน ว่ากันว่ายามมันตื่นขึ้น มันสามารถสะท้อนลางฟ้าดิน ชี้วาสนาใหญ่ หรือเตือนภัยซึ่งกำลังเคลื่อนเข้าหาสำนัก
ทว่าตลอดสามร้อยปีที่ผ่านมา กระจกบานนี้นิ่งเงียบดุจโลหะตาย แม้ผู้าุโในอดีตเคยใช้ปราณปลุกมันหลายครั้ง ก็ไม่เกิดสิ่งใดขึ้น
แต่วันนี้มันกลับตื่นเอง
แสงสีเงินบนผิวกระจกขยับช้าลง ก่อนเปลี่ยนเป็วงคลื่นบาง ๆ ราวน้ำในบ่อโบราณถูกหยดโลหิตแตะผิวน้ำ แล้วกลางกระจกก็ปรากฏเส้นแสงทมิฬเจือรัศมีทองอ่อนสายหนึ่ง เส้นแสงนั้นมิได้สว่างจ้า มิได้แผดเผา ทว่ากลับทำให้ผู้มองรู้สึกคล้ายกำลังจ้องมองรอยแยกที่ลึกจนไม่เห็นก้น มันค่อย ๆ บิดตัวบนผิวสำริด ก่อนพุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
เฉินก่วนรู้ดีว่าทิศนั้นมีสิ่งใด
เหวกลืนฟ้า
สถานที่ต้องห้ามซึ่งอยู่ห่างจากสำนักชิงเสวียนหลายร้อยลี้
มือของเขาเย็นเฉียบขึ้นทันที
เหวกลืนฟ้าเป็รอยแผลของฟ้าดินที่ดำรงอยู่นับแสนปี ก่อนแคว้นต้าเยี่ยนถือกำเนิด ก่อนสำนักชิงเสวียนสร้างหอระฆัง ก่อนแม้แต่ชื่อของผู้ก่อตั้งสำนักจะถูกจารึกบนศิลาประวัติ
ตำนานเล่าว่า ที่นั่นเคยเป็สนามรบของเทพ เซียน และมาร เืเซียนซึมลงชั้นหิน ปราณมารฝังรากในผืนดิน ซากกระบี่เทพและอาวุธต้องห้ามแตกหักปักอยู่ใต้หมอกดำ ผู้ที่ตกลงไปในเหวนั้นไม่เพียงสูญเสียชีวิต บางครั้งแม้แต่ชื่อในความทรงจำของผู้คนก็เลือนหายไปราวไม่เคยมีตัวตน
เฉินก่วนไม่เคยไปที่นั่น
และไม่เคยคิดจะไป
แสงบนกระจกพลันกระเพื่อมแรงขึ้น เงาภาพพร่าเลือนค่อย ๆ ปรากฏบนผิวสำริด
ม่านหมอกดำ
ชั้นหินแตก
ซากกระบี่นับไม่ถ้วน
รอยสายฟ้าสีขาวซีดซึ่งฝังอยู่บนผืนดินราวเส้นเืของฟ้าดิน
จากนั้นตัวอักษรโบราณห้าตัวค่อย ๆ ผุดขึ้นกลางผิวกระจก
วาสนาไร้ราก
เฉินก่วนถอยหลังครึ่งก้าว ลมหายใจสะดุด
ยังไม่ทันที่เขาจะตั้งสติ ตัวอักษรอีกแถวก็ปรากฏตามมา
ชะตามิอาจจารึก
คราวนี้เขาไม่ลังเลอีก
เฉินก่วนหมุนตัวกลับไปคว้าแผ่นหยกส่งสารบนโต๊ะ เขาต้องรายงานเ้าสำนักทันที ไม่ว่าเื่นี้จะหมายถึงวาสนาหรือภัยพิบัติ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ดูแลหอสมบัติชั้นนอกควรตัดสินใจเอง แต่ปลายนิ้วของเขายังไม่ทันส่งปราณเข้าสู่แผ่นหยก
เสียงฝีเท้าก็ดังลอดผ่านประตูเข้ามา เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้ขึ้น เป็จังหวะหนักแน่น สม่ำเสมอเกินกว่าจะเป็ศิษย์เฝ้าหอสมบัติทั่วไป
เฉินก่วนชะงักมือ
เงาร่างสายหนึ่งหยุดลงนอกห้อง ก่อนประตูไม้จะถูกผลักเปิดอย่างแ่เบา
ประตูไม้เปิดออกโดยไร้เสียงดัง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในห้อง เสื้อคลุมสีเทาอมน้ำเงินของเขาปักลายเตาหลอมเล็ก ๆ บนปลายแขน ใบหน้าผอมยาว ดวงตาเรียบลึก ริมฝีปากมีรอยยิ้มบางที่ดูสุภาพเสมอ เขาคือ หลัวจิ้งหยวน
หลัวจิ้งหยวน เ้าตำหนักหลอมโอสถฝ่ายนอกแห่งสำนักชิงเสวียน ขั้นพลังของเขาอยู่ที่ขั้นสร้างฐาน ระยะสมบูรณ์ ผู้ติดอยู่หน้าธรณีขั้นแก่นทองมาหลายปี
ในฝ่ายนอก ผู้คนต่างมองว่าหลัวจิ้งหยวนเป็อาจารย์โอสถผู้สุขุม อารมณ์มั่นคง และไม่เคยลงโทษศิษย์รุนแรงต่อหน้าผู้อื่น
แต่เฉินก่วนรู้ดีว่า คนผู้นี้มิใช่คนอ่อนโยนอย่างที่ศิษย์ฝ่ายนอกคิด
ผู้ที่ฝึกโอสถจนถึงระดับนี้ ย่อมรู้จักอดทน รู้จักรอ รู้จักเก็บไฟไว้ใต้เถ้า และรู้จักยื่นมือออกมาในจังหวะที่ผู้อื่นไร้ทางเลือกที่สุด
“ผู้ดูแลเฉิน”
หลัวจิ้งหยวนเอ่ยเสียงเบา
“ข้าเพิ่งััได้ว่าหอสมบัติมีปราณผิดปกติ จึงแวะมาดู”
เฉินก่วนกำแผ่นหยกส่งสารแน่นขึ้น
“เื่นี้เกี่ยวข้องกับกระจกชิงหลวนส่องฟ้า ข้าต้องรายงานเ้าสำนัก”
หลัวจิ้งหยวนมิได้ตอบในทันที
สายตาของเขาเลื่อนผ่านแผ่นหยกในมือเฉินก่วน ก่อนหันไปมองผิวกระจกสำริด แสงทมิฬเจือรัศมีทองอ่อนยังคงไหลวนอยู่กลางกระจก ตัวอักษรโบราณสองแถวสะท้อนเข้าในดวงตาเขา เพียงชั่วพริบตาเดียว ประกายบางอย่างก็วาบผ่านแววตาของหลัวจิ้งหยวน
ก่อนจมหายไปใต้ความสงบดังเดิม
“ควรรายงานจริง ๆ”
เขากล่าวเสียงเรียบ
เฉินก่วนมองเขาอย่างระแวง
หลัวจิ้งหยวนค่อย ๆ เบนสายตากลับมามองผู้ดูแลหอสมบัติ
“เพียงแต่ผู้ดูแลเฉินควรถามตนเองให้ดี หากยามนี้ข่าวถูกส่งถึงตำหนักเ้าสำนัก ผู้คุมกฎย่อมต้องลงมาปิดหอสมบัติ ตรวจสมบัติโบราณทุกชิ้นที่เก็บไว้ในห้องนี้ เพื่อดูว่ายังมีสิ่งใดสำแดงนิมิตตามกระจกชิงหลวนอีกหรือไม่”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
สายตาเลื่อนผ่านชั้นไม้เก่า แผ่นหยกบันทึก และประตูคลังรองด้านหลังห้องอย่างเชื่องช้า
“เมื่อถึงตอนนั้น ไม่เพียงกระจกบานนี้ บัญชีวัตถุเก่า ตราผนึกประจำคลัง และของทุกชิ้นที่เคยถูกเบิกออกจากหอสมบัติ ย่อมต้องถูกตรวจทวนทั้งหมด”
สีหน้าของเฉินก่วนพลันแข็งค้าง
หลัวจิ้งหยวนก้าวเข้าไปใกล้อีกครึ่งก้าว กลิ่นโอสถจาง ๆ บนแขนเสื้อของเขาลอยแตะปลายจมูกอย่างแ่เบา
“หากในบัญชีเ่าั้มีร่องรอยใดไม่ตรงกันขึ้นมา ผู้ดูแลเฉินคิดว่าผู้คุมกฎจะมองข้ามหรือ”
เฉินก่วนเม้มปากแน่น
“เ้าหมายความว่าอย่างไร”
หลัวจิ้งหยวนยิ้มบาง
“เมื่อสามปีก่อน ศิษย์เอกของท่านถูกพิษปราณย้อนกัด สมุนไพริญญาในคลังรองหายไปหนึ่งต้น บัญชีวันรุ่งขึ้นกลับเขียนว่า ‘เสียหายจากไอชื้น’”
เฉินก่วนหน้าถอดสี
“หลัวจิ้งหยวน…”
“สมุนไพริญญาที่ถูกผนึกในหอสมบัติ ล้วนมีตราปราณประจำคลังติดอยู่ในราก”
หลัวจิ้งหยวนกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน
“โอสถที่ช่วยชีวิตศิษย์ผู้ติดตามของท่านในคืนนั้น ข้าเป็คนหลอม กากโอสถที่เหลือ ข้าก็ยังเก็บไว้ในเรือนหลอมยาเล็ก”
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที
แสงบนกระจกชิงหลวนสั่นไหวเบา ๆ ราวกับฟ้าดินกำลังเฝ้ามองมนุษย์สองคนต่อรองกันใต้เงาวาสนา
หลัวจิ้งหยวนเอ่ยเสียงเบากว่าเดิม
“หากผู้คุมกฎนำกากโอสถนั้นไปตรวจ ย่อมรู้ว่าสมุนไพรต้นนั้นมาจากคลังรองของหอสมบัติ”
ลมหายใจของเฉินก่วนหนักขึ้น
เขาก้มมองแผ่นหยกส่งสารในมือ แสงปราณบนแผ่นหยกสว่างวูบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่นไหวเหมือนใจเ้าของ
“เ้า้าสิ่งใด”
หลัวจิ้งหยวนละสายตาจากเขา หันกลับไปมองเส้นแสงบนผิวกระจก
“หนึ่งคืน”
เฉินก่วนเงยหน้าขึ้นทันที
หลัวจิ้งหยวนกล่าวต่ออย่างสงบ
“ให้ข้าไปตรวจดูสิ่งที่กระจกชี้ หากก่อนฟ้าสางวันพรุ่งนี้ข้าไม่กลับมา หรือไม่มีข่าวใดส่งถึงท่าน ท่านจะรายงานเ้าสำนักด้วยตนเอง ข้าก็ไม่ขัด”
เฉินก่วนกัดกรามแน่น
“เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเ้า?”
“ท่านไม่จำเป็ต้องเชื่อข้า”
หลัวจิ้งหยวนตอบเสียงเรียบ
“ท่านเพียงต้องเลือกว่า จะให้ผู้คุมกฎลงมาตรวจหอสมบัติยามนี้ หรือรออีกหนึ่งคืน ให้เื่บางเื่ยังคงถูกฝังอยู่ใต้ฝุ่นบัญชีเก่าเช่นเดิม”
คำสุดท้ายนั้นแ่เบา
แต่เฉินก่วนกลับรู้สึกราวมีมือเย็นเฉียบกดลงบนลำคอ
เวลาผ่านไปหลายลมหายใจ
ในที่สุด แสงบนแผ่นหยกส่งสารก็ค่อย ๆ ดับลง
เฉินก่วนวางมันกลับบนโต๊ะไม้ด้วยมือที่แข็งเกร็ง
“หนึ่งคืน”
เขากล่าวเสียงต่ำ
“หากก่อนฟ้าสางวันพรุ่งนี้ท่านไม่กลับมา ข้าจะรายงานเ้าสำนักทันที”
หลัวจิ้งหยวนประสานมืออย่างสุภาพ
“ย่อมเป็เช่นนั้น”
เฉินก่วนจ้องเขาอยู่นาน ก่อนหันกลับไปมองกระจกชิงหลวนส่องฟ้าอีกครั้ง
บนผิวกระจก เส้นแสงยังคงชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ราวสายตาของสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์กำลังจับจ้องสถานที่แห่งหนึ่งอย่างแน่วแน่
หลัวจิ้งหยวนหมุนกายออกจากห้อง
ขณะชายเสื้อของเขากำลังพ้นธรณีประตู แสงบนกระจกพลันสั่นไหว
ตัวอักษรโบราณคำว่า ชะตา เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ พาดผ่านกลางตัว
เฉินก่วนเห็นมัน
หลัวจิ้งหยวนก็เห็นเช่นกัน
แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
ราตรีนั้น สำนักชิงเสวียนถูกม่านเมฆาปกคลุมทั่วทั้งเขา
ลมจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือพัดผ่านหอระฆังจนกระดิ่งทองแดงใต้ชายคาสั่นเบา ๆ เสียงกังวานเล็กแ่ไหลไปกับสายลม แล้วจางหายลงในความมืดระหว่างยอดเขา
ในเรือนหลอมยาเล็กซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังลานฝ่ายนอก แสงไฟจากเตาหลอมมอดลงทีละดวง กลิ่นสมุนไพรที่เคยอบอวลตลอดวันค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงไอขมบางเบาซึ่งติดอยู่ตามผนังหินและชายคาไม้
หลัวจิ้งหยวนออกจากเรือนโดยไม่จุดโคม
เขาเปลี่ยนเป็เสื้อคลุมสีเทาเข้ม เก็บยันต์คุ้มปราณไว้ในแขนเสื้อหลายแผ่น พกโอสถคืนปราณสามเม็ด และแผ่นหยกนำทางซึ่งคัดลอกเส้นแสงจากกระจกชิงหลวนมาอย่างเร่งรีบ
ศิษย์รับใช้สองคนรออยู่หน้าลาน
คนหนึ่งชื่อซ่งอี้ รูปร่างผอม ใบหน้าซีดอยู่เสมอ พื้นฐานอยู่เพียงขั้นหลอมปราณ ระยะกลาง
อีกคนชื่อลู่เฉิง ร่างสูงกว่า แววตามักไหววูบยามเห็นสมบัติหรือโอสถที่มีราคา เขาเองก็อยู่ขั้นหลอมปราณ ระยะกลางเช่นกัน แต่มีนิสัยกล้ากว่าซ่งอี้อยู่มาก
“ท่านอาจารย์”
ซ่งอี้ก้มศีรษะ
“เราจะไปที่ใดหรือขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนสะบัดแขนเสื้อ กระบี่บินสีเขียวหม่นเล่มหนึ่งลอยออกจากห้วงปราณ แสงบนตัวกระบี่ไม่ฉูดฉาด แต่มั่นคงแ่า
“เหวกลืนฟ้า”
ลู่เฉิงเงยหน้าทันที
“เหวกลืนฟ้า?”
เสียงของเขามีทั้งใและตื่นเต้น
ซ่งอี้หน้าซีดลงในพริบตา
หลัวจิ้งหยวนเหลือบมองทั้งสอง
“ข้าให้พวกเ้าตามไป มิใช่ให้ถามมาก”
ทั้งสองรีบก้มหน้า
“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”
ยันต์คงกายสองแผ่นถูกโยนไปให้ศิษย์รับใช้ หลัวจิ้งหยวนก้าวขึ้นบนกระบี่บินก่อน กระบี่เล่มนั้นขยายแสงใต้เท้าขึ้นเล็กน้อย ศิษย์ทั้งสองจึงตามขึ้นไปยืนด้านหลัง
กระแสปราณสีเขียวหม่นหมุนรอบตัวกระบี่
เพียงลมหายใจเดียว กระบี่บินก็ทะยานออกจากเขาชิงหลวน ตัดผ่านม่านเมฆามุ่งสู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ด้านล่าง ูเาและป่าดำถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว
ลมราตรีพัดแรงจนชายเสื้อของซ่งอี้สะบัดไม่หยุด เขากำยันต์คงกายไว้แน่น ไม่กล้าก้มมองลงไปมากนัก ส่วนลู่เฉิงกลับจ้องไปข้างหน้า ดวงตาแฝงประกายอยากรู้อยากเห็น
ยิ่งเข้าใกล้เขตเหวกลืนฟ้า เมฆาก็ยิ่งต่ำลง สีของท้องฟ้าเปลี่ยนจากดำสนิทเป็ดำอมม่วง พื้นดินด้านล่างเริ่มมีเส้นหินแตกเป็ทางยาว บางตำแหน่งมีไอปราณดำลอยขึ้นจากรอยแยกดิน ดุจควันธูปที่ถูกจุดให้ผู้ตายในสนามรบโบราณ
หลัวจิ้งหยวนลดความเร็วของกระบี่บิน
แผ่นหยกนำทางในมือเขาส่องแสงอ่อน ๆ เส้นแสงเล็กละเอียดบนแผ่นหยกสั่นไม่หยุด ราวสิ่งที่มันกำลังชี้หาอยู่ใกล้เพียงเอื้อม แต่ก็ลึกเกินกว่าแผ่นหยกธรรมดาจะมองทะลุ
ไม่นานนัก กระบี่บินก็หยุดอยู่เหนือสันเขาหินดำ
เบื้องหน้าคือเหวกลืนฟ้า
มันไม่ได้เป็เพียงรอยแยกของผืนดิน
มันคล้ายาแที่ฟ้าดินไม่เคยสมาน
ขอบเหวทอดยาวออกไปสองด้านจนจมหายเข้าในหมอกดำ ชั้นหินริมเหวถูกย้อมเป็สีดำสนิท บางจุดมีลายสีแดงคล้ำฝังอยู่ในเนื้อหินเหมือนโลหิตที่แห้งกรังมานับแสนปี ไอปราณดำลอยขึ้นจากด้านล่างเป็สาย บางสายบิดตัวเหมือนงู บางสายแผ่ออกเป็เงาปีก บางสายรวมตัวเป็ใบหน้าเลือนรางแล้วสลายไปโดยไร้เสียง
เหนือเหวไม่มีนกบินผ่าน
ต้นไม้โดยรอบบิดงอ ใบไม้ร่วงหมดั้แ่ยังไม่ถึงฤดู เหลือเพียงกิ่งดำเกรียมซึ่งยื่นเข้าหาห้วงลึกดุจมือของผู้วายชนม์ที่พยายามปีนกลับขึ้นมาจากปรโลก
หลัวจิ้งหยวนก้าวลงจากกระบี่บิน กระแสปราณใต้เท้าแตะพื้นหินอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่เขาเหยียบลงบนผืนดิน ยันต์คุ้มปราณในแขนเสื้อก็สว่างขึ้นเองหนึ่งแผ่น
เปลวแสงสีเหลืองจางลุกขึ้นรอบกายเขาชั่วครู่ ก่อนหรี่ลงจนเหลือเพียงม่านบาง
ซ่งอี้กับลู่เฉิงรีบตามลงมา
ใบหน้าของซ่งอี้ไร้สีเื
“ท่านอาจารย์ ที่นี่…”
เขาพูดไม่จบ
เพราะลมจากก้นเหวพัดขึ้นมาพอดี ลมนั้นไม่แรงนัก แต่เมื่อแตะผิว กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีทรายละเอียดนับไม่ถ้วนขูดผ่านกระดูก เสียงกระซิบเบามากดังปะปนอยู่ในลม จับใจความไม่ได้ ทว่าทำให้ผู้ฟังขนลุกั้แ่ท้ายทอยถึงกลางหลัง
หลัวจิ้งหยวนส่งยันต์อีกสองแผ่นให้ศิษย์ทั้งสอง
“ติดไว้ที่อก อย่าแตะสิ่งใด อย่าเดินห่างจากข้าเกินสามก้าว”
ซ่งอี้รีบทำตาม
ลู่เฉิงรับยันต์ไว้ แม้พยักหน้า แต่สายตากลับเลื่อนไปยังพื้นที่ไม่ไกลจากขอบเหว
ตรงนั้นมีซากกระบี่ครึ่งเล่มปักอยู่ในหินดำ ตัวกระบี่แตกหัก แต่ยังมีประกายเงินจางไหลอยู่ตามรอยร้าว ด้ามกระบี่พันด้วยหนังสัตว์เก่าแก่ซึ่งยังไม่ผุพังทั้งหมด
ลู่เฉิงกลืนน้ำลาย
ของที่หลงเหลืออยู่ในเหวกลืนฟ้า ย่อมไม่ใช่ของธรรมดา
หลัวจิ้งหยวนเห็นสายตาของศิษย์ แต่ไม่เอ่ยเตือนซ้ำ
เขาก้าวไปตามเส้นแสงบนแผ่นหยกนำทาง
ทุกย่างก้าวใกล้ขอบเหว พื้นดินเหมือนจะยุบตัวลงเล็กน้อย ไอปราณดำวนผ่านข้อเท้า ก่อนถูกยันต์คุ้มปราณผลักออกไปอย่างยากลำบาก แสงบนยันต์จางลงทีละน้อย
ลู่เฉิงเดินรั้งท้าย
เขาหันกลับไปมองซากกระบี่อีกครั้ง
ประกายเงินบนคมกระบี่สั่นวูบ ราวเรียกหา
ปลายนิ้วของลู่เฉิงขยับ
“ข้าเพียงดูใกล้ ๆ…”
เสียงของเขาเบามาก
ซ่งอี้หันมาพอดี สีหน้าเปลี่ยนทันที
“อย่าแตะ!”
แต่ช้าไปแล้ว
ลู่เฉิงยื่นมือไปจับด้ามกระบี่
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะหนังพันด้าม กระบี่ครึ่งเล่มนั้นพลันแตกเป็ผุยผง
เงาดำใต้พื้นหินพุ่งขึ้นมาเหมือนมีชีวิต เส้นหมอกนับสิบสายพันรอบแขน ขา เอว และลำคอของเขาในพริบตา
ลู่เฉิงเบิกตาโพลง
เขาอ้าปากจะร้อง แต่เสียงกลับถูกกลืนหายลงในลำคอ
ซ่งอี้ะโลั่น
“ท่านอาจารย์!”
หลัวจิ้งหยวนหมุนตัวกลับ ยกสองนิ้วขึ้นอย่างรวดเร็ว ปราณสีเขียวหม่นพุ่งออกจากปลายนิ้ว กลายเป็เส้นแสงเกี่ยวแขนเสื้อของลู่เฉิงไว้
ร่างของลู่เฉิงถูกดึงค้างอยู่กลางพื้นหิน ครึ่งตัวเอนไปทางขอบเหว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว
ไอปราณดำด้านล่างพุ่งขึ้นอีกระลอก
คราวนี้มันพันเส้นปราณของหลัวจิ้งหยวนด้วย
สีหน้าของหลัวจิ้งหยวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาััได้ว่าปราณในร่างกำลังถูกกัดกินผ่านเส้นแสงที่เชื่อมกับลู่เฉิง
เพียงพริบตาเดียว เขาก็ตัดสินใจ
ปลายนิ้วขยับเบา ๆ
เส้นปราณสีเขียวขาดสะบั้น
ร่างของลู่เฉิงถูกลากหายลงไปในเหวทันที
ไม่มีเสียงกระแทก
ไม่มีเสียงกรีดร้องตามมา
มีเพียงไอปราณดำม้วนตัวขึ้นมาชั่วครู่ ราวเพิ่งกลืนสิ่งเล็กน้อยเข้าไป แล้วสงบนิ่งดังเดิม
ซ่งอี้ทรุดลงกับพื้น ขาทั้งสองสั่นจนแทบยืนไม่อยู่
หลัวจิ้งหยวนมองขอบเหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ความโลภทำให้คนอายุสั้น”
ซ่งอี้ก้มหน้าจนหน้าผากเกือบแตะพื้น
“ศิษย์…ศิษย์จะจำไว้ขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนเก็บมือกลับเข้าแขนเสื้อ
สีหน้าของเขายังคงสงบ แต่ปลายนิ้วใต้แขนเสื้อกลับมีรอยดำบาง ๆ ปรากฏขึ้นตรงข้อแรก
ไอปราณของเหวกลืนฟ้าร้ายกาจกว่าที่เขาคิด
เขาไม่ควรอยู่นาน
แผ่นหยกนำทางในมือสั่นแรงขึ้น เส้นแสงบนแผ่นหยกชี้ไปยังแนวหินที่ต่ำลงด้านซ้ายของขอบเหว ตรงนั้นมีชั้นหินยื่นออกไปราวสะพานธรรมชาติ แต่มันถูกม่านหมอกดำคลุมไว้ครึ่งหนึ่ง
หลัวจิ้งหยวนกลืนโอสถคืนปราณหนึ่งเม็ด แล้วก้าวนำไป
ซ่งอี้รีบลุกตาม แม้ใบหน้าจะยังไร้สีเื
ชั้นหินนั้นแคบกว่าที่เห็นจากไกลมาก ด้านหนึ่งเป็ผนังหินดำ ด้านหนึ่งเป็ห้วงเหวไร้ก้น เสียงลมพัดขึ้นจากด้านล่างเป็่ ๆ คล้ายลมหายใจของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ซึ่งหลับใหลอยู่ใต้พิภพ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ซากาโบราณก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้น
บนผนังหินมีรอยกระบี่ใหญ่พาดผ่านเป็แนวเฉียง รอยนั้นลึกหลายจั้ง แม้ผ่านกาลเวลานับแสนปียังมีแสงกระบี่เก่าแก่ค้างอยู่บางเบา ไม่ไกลกันมีโครงกระดูกสีทองหม่นครึ่งร่างฝังอยู่ในหิน นิ้วกระดูกข้างหนึ่งยังคงชี้ขึ้นฟ้า ราวก่อนตายเคยพยายามเรียกบางสิ่งให้ลงมา
ใต้ฝ่าเท้าของหลัวจิ้งหยวน มีเศษยันต์แผ่นหนึ่งติดอยู่ในรอยแตกของหิน
ตัวอักขระบนยันต์ถูกกัดกร่อนจนเหลือเพียงเส้นสีแดงจาง แต่เมื่อหลัวจิ้งหยวนเดินผ่าน มันกลับสว่างขึ้นชั่ววูบ ก่อนกลายเป็เถ้าธุลี
ซ่งอี้หายใจติดขัด
“ท่านอาจารย์ ที่นี่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่”
หลัวจิ้งหยวนไม่ตอบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ
แต่เพราะเขาเองก็ไม่รู้
ตำราในสำนักกล่าวถึงเหวกลืนฟ้าเพียงไม่กี่บรรทัด ทุกบรรทัดล้วนเป็คำเตือน ผู้ใดเข้าใกล้ต้องระวัง ผู้ใดตกลงไปยากกลับคืน ผู้ใดได้ยินเสียงเรียกจากก้นเหว ห้ามตอบรับโดยเด็ดขาด
แต่ไม่มีตำราเล่มใดบอกว่า ที่ก้นเหวมีสิ่งใดหลับใหลอยู่
แผ่นหยกนำทางในมือเขาพลันหยุดสั่น
เส้นแสงบนแผ่นหยกดับลง
ตรงหน้าพวกเขาคือพื้นที่ว่างเล็ก ๆ บนชั้นหิน ม่านหมอกดำลอยต่ำอยู่เหนือพื้น ซากกระบี่หักหลายสิบเล่มปักล้อมเป็วง บางเล่มเหลือเพียงด้าม บางเล่มแตกจนแทบจำรูปไม่ได้ แต่ทุกเล่มหันปลายเข้าหากึ่งกลางวง
กลางวงกระบี่นั้น มีแผ่นหินดำแผ่นหนึ่ง
บนแผ่นหิน มีเด็กทารกผู้หนึ่งนอนอยู่
ซ่งอี้เบิกตากว้าง
“เด็กทารก…เหตุใดจึงมีเด็กอยู่ที่นี่”
หลัวจิ้งหยวนมิได้ตอบ
สายตาของเขายังคงจับอยู่บนแผ่นหินดำเบื้องหน้า
ขณะเดียวกัน แผ่นหยกนำทางในมือกลับสั่นรุนแรงขึ้นทุกขณะ แสงนิมิตที่คัดลอกมาจากกระจกชิงหลวนส่องฟ้าแตกออกเป็เส้นเล็กละเอียด ไหลวนอยู่เหนือผิวหยกราวแมลงแสงนับร้อยกำลังหาทางออกจากกรง
แสงเ่าั้มิได้ชี้ไปยังกระบี่โบราณที่ปักอยู่รอบวง
มิได้ชี้ไปยังรอยค่ายกลบนพื้นหิน
มิได้ชี้ไปยังเศษตราผนึกเก่าแก่ซึ่งฝังอยู่ใต้เถ้ากระดูก
แต่มันค่อย ๆ รวมตัวเป็เส้นเดียว แล้วหยุดนิ่งอยู่เหนือเด็กทารกผู้นั้น
ร่างเล็กมิได้ถูกห่อด้วยผ้าหรืออาภรณ์ใด หากถูกไอปราณทมิฬโอบล้อมไว้ราวรังไหม บาง่มีเส้นแสงทองอ่อนแทรกผ่านหมอกดำอย่างเชื่องช้า ปัดฝุ่นเถ้า เศษกระดูก และไออาฆาตรอบกายออกไปทีละน้อย
แม้รายล้อมด้วยซากาโบราณและไอหมอกมรณะ ร่างทารกกลับไม่แปดเปื้อนแม้แต่น้อย ผิวกายขาวผ่องใต้เงาหม่นของเหวลึก ดวงตาคู่เล็กลืมอยู่เงียบ ๆ ม่านตาแดงคล้ำลึกราวโลหิตเก่าถูกซ่อนอยู่ใต้ราตรี
เขาไม่ร้องไห้ ไม่ดิ้นรน และไม่แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ราวกับเขามิใช่เด็กทารกผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในเหวกลืนฟ้า
แต่เป็สิ่งที่เหวทั้งเหวร่วมกันปกป้องไว้ั้แ่แรกเกิด
หลัวจิ้งหยวนยืนนิ่งไปชั่วครู่
ในตอนแรก เขาคิดว่านิมิตจากกระจกชิงหลวนอาจนำเขามาพบกระบี่เทพสักเล่ม เศษผนึกาสักชิ้น หรือค่ายกลโบราณที่ยังหลงเหลือพลังพอให้ผู้ฝึกตนอย่างเขาฉวยวาสนา
ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า กลับเป็เด็กทารกผู้หนึ่ง
“มิใช่อาวุธเทพงั้นรึ…”
เสียงของเขาแ่ต่ำ คล้ายกล่าวกับตนเอง
แผ่นหยกนำทางในมือยังคงสั่นไม่หยุด แสงเหนือผิวหยกพยายามพุ่งเข้าหาทารกครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับมันมิได้เพียงชี้ทาง หากกำลังยืนยันว่าทุกสิ่งซึ่งกระจกชิงหลวนสำแดง ล้วนสิ้นสุดอยู่ที่ร่างเล็กบนแผ่นหินดำผู้นี้
หลัวจิ้งหยวนค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้
ความตื่นตะลึงในดวงตาของเขายังไม่ทันจางหาย ก็ถูกประกายอีกอย่างหนึ่งกลืนกินอย่างเงียบงัน
ประกายของความโลภ
เด็กคนนี้ไม่ใช่กระบี่เทพ
ไม่ใช่ผนึกโบราณ
ไม่ใช่โอสถวิเศษ
แต่บางที…อาจมีค่ามากกว่าสิ่งเ่าั้ทั้งหมด
พื้นหินรอบตัวเด็กมีรอยฟ้าผ่านับไม่ถ้วน บางรอยยังมีประกายขาวซีดค้างอยู่ ราวสายฟ้านั้นเพิ่งดับลงได้ไม่นาน
หลัวจิ้งหยวนย่อตัวลงช้า ๆ
ทันทีที่เขาเข้าใกล้เด็กทารก ยันต์คุ้มปราณที่ติดอยู่บนอกพลันสว่างวาบขึ้น
แสงอักขระสีเหลืองอ่อนแตกเป็เส้นเล็ก ๆ ลอยออกจากแผ่นยันต์ ราวถูกแรงบางอย่างดึงให้หลุดจากรูปเดิม เส้นแสงเ่าั้บิดวนอยู่กลางอากาศเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนค่อย ๆ ไหลเข้าสู่รังไหมปราณทมิฬรอบกายเด็กทารกอย่างเงียบงัน
หลัวจิ้งหยวนชะงักทันที
ม่านปราณคุ้มกายที่เคยแผ่คลุมรอบร่างบางลงไปหนึ่งชั้น ชีพจรตรงปลายนิ้วของเขากระตุกเบา ๆ แม้ไม่ถึงกับทำให้าเ็ แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนยิ่งนัก
มันไม่ใช่การจู่โจม
ไม่ใช่การสะท้อนกลับของปรานมาร
แต่คล้ายร่างเล็กบนแผ่นหินดำกำลังดูดกลืนไอปราณรอบตัวตามสัญชาตญาณ ดุจสิ่งมีชีวิตแรกเกิดที่ยังไม่รู้จักเอื้อมมือคว้าสิ่งใด ทว่ากลับรู้จักกลืนกินปราณฟ้าดินได้แล้ว
ลมหายใจของหลัวจิ้งหยวนช้าลง
คราวนี้ เขามองเด็กทารกผู้นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เขากดสองนิ้วลงบนชีพจรของเด็กอย่างระมัดระวัง
ความเงียบแผ่คลุมชั่วขณะ
แล้วปลายนิ้วของเขาก็กระตุกเบา ๆ
ชีพจรของเด็กคนนี้ผิดปกติ
ไม่ใช่ชีพจรอ่อนแอ
แต่เป็ชีพจรที่ไหลย้อนทิศทางของผู้ฝึกตนทั่วไป เส้นปราณเล็กละเอียดในร่างคล้ายรากไม้ใต้ดิน แผ่ไปทั่วกายอย่างไร้ระเบียบ ทว่ากลับเชื่อมโยงกันด้วยความสมดุลประหลาด ราวฟ้าดินเองก็ไม่อาจกำหนดทางไหลให้มันได้
หลัวจิ้งหยวนค่อย ๆ ถอนมือกลับ
ดวงตาของเขาสั่นไหว
เขาหยิบหินหยั่งรากปราณออกจากถุงเก็บของ หินก้อนนั้นมีขนาดเท่าฝ่ามือ สีขาวขุ่น ใช้ตรวจพื้นฐานศิษย์แรกเข้า หากผู้ใดมีรากปราณ หินจะเปล่งแสงตามธาตุและระดับความบริสุทธิ์
หลัวจิ้งหยวนวางหินลงข้างกายเด็กทารก
หินหยั่งรากปราณนิ่งอยู่ชั่วลมหายใจ
ต่อมา แสงทมิฬสนิทก็แผ่จากด้านในหิน
ดำราวหมึกโบราณ
แต่ในความดำนั้น กลับมีเส้นทองบางยิ่งกว่าขนเส้นหนึ่งปรากฏขึ้น พาดผ่านกลางหินอย่างเชื่องช้า
ซ่งอี้กลั้นหายใจ
หลัวจิ้งหยวนโน้มตัวเข้าไปใกล้
แกร็ก…
รอยร้าวเส้นหนึ่งผ่ากลางหิน
แกร็ก แกร็ก แกร็ก…
หินหยั่งรากปราณแตกออกเป็ผงละเอียดในพริบตา
ผงหินสีขาวลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนถูกไอปราณดำรอบกายเด็กกลืนหายไปอย่างเงียบงัน
ซ่งอี้หน้าซีดกว่าเดิม
“ท่านอาจารย์ นี่คือ…”
หลัวจิ้งหยวนยกมือห้ามไม่ให้เขาพูดต่อ
แววตาของอาจารย์โอสถฝ่ายนอกผู้นั้นเปลี่ยนไปแล้ว
ความหวาดหวั่นยังอยู่ในนั้น แต่ใต้ความหวาดหวั่นกลับมีประกายลึกเร้นบางอย่างงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เหมือนเมล็ดพิษที่ได้ััน้ำฝนครั้งแรก
เขาติดอยู่หน้าธรณีแก่นทองมาหลายปี
หลอมโอสถทะลวงด่านหลายครั้ง ล้มเหลวหลายครั้ง ปราณย้อนกัดเกือบทำลายชีพจรหลายครั้ง เขารู้ดีว่าหากยังเป็เช่นนี้ต่อไป อายุขัยของเขาจะค่อย ๆ ถูกเผาไปกับเตาหลอม โดยไม่มีวันก้าวขึ้นไปสูงกว่านี้
แต่เด็กคนนี้…
เด็กที่นอนอยู่กลางเหวกลืนฟ้า
เด็กที่ไอปราณอาฆาตไม่กล้าแตะต้อง
เด็กที่กลืนปราณของเขาได้ทั้งที่เพิ่งลืมตาดูโลกไม่นาน
เด็กที่ทำให้หินหยั่งรากปราณแตกเป็ผง
เด็กคนนี้อาจเป็กุญแจ
หลัวจิ้งหยวนค่อย ๆ ถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออก แล้วห่อร่างทารกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
เด็กในอ้อมแขนยังคงไม่ร้อง
เพียงดวงตาแดงคล้ำลึกคู่นั้นเลื่อนขึ้นมองเขาเงียบ ๆ
ชั่วขณะหนึ่ง หลัวจิ้งหยวนรู้สึกคล้ายตนไม่ได้อุ้มทารก
แต่กำลังอุ้มเงาของเหวทั้งเหวไว้ในอ้อมแขน
เขาหัวเราะเบามาก
“วาสนาจริง ๆ”
เสียงนั้นแ่เสียจนเกือบจมหายไปกับลมจากก้นเหว
ซ่งอี้ยืนตัวแข็ง ไม่กล้าถามอีก
หลัวจิ้งหยวนก้มมองเด็กทารก แววตากลับคืนสู่ความสุภาพอ่อนโยนดังเดิม ราวประกายเมื่อครู่ไม่เคยมีอยู่
“เด็กกำพร้าผู้หนึ่งถูกทิ้งไว้ริมเหวกลืนฟ้า ข้าพบเข้าโดยบังเอิญ เห็นว่าเขายังมีลมหายใจ จึงพากลับสำนักด้วยความเวทนา”
ซ่งอี้สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบก้มศีรษะ
“ศิษย์ทราบแล้วขอรับ”
“ส่วนลู่เฉิง”
เสียงของหลัวจิ้งหยวนยังนุ่มนวล
แต่ซ่งอี้กลับรู้สึกว่าลมรอบกายหนาวขึ้นทันที
“ศิษย์น้องลู่…ถูกไอปราณอาฆาตลากลงเหว ศิษย์ช่วยไม่ทันขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนพยักหน้า
“จำไว้ให้ดี”
“ขอรับ”
หลัวจิ้งหยวนอุ้มเด็กทารกเดินกลับไปตามชั้นหิน
ทว่าครั้งนี้ ไอปราณดำรอบทางกลับเคลื่อนไหวแปลกไป มันมิได้พุ่งเข้าหาพวกเขาเหมือนก่อนหน้า เพียงลอยวนห่าง ๆ ราวกำลังติดตามสิ่งหนึ่งซึ่งกำลังถูกพรากออกจากเหว
เมื่อพวกเขากลับถึงขอบเหว กระบี่บินสีเขียวหม่นก็ลอยขึ้นจากห้วงปราณ หลัวจิ้งหยวนก้าวขึ้นไปก่อน ซ่งอี้รีบตามขึ้นด้วยท่าทางสั่นเทา
ก่อนกระบี่บินจะทะยานขึ้นฟ้า หลัวจิ้งหยวนก้มมองทารกในอ้อมแขนอีกครั้ง
“เ้าเกิดจากสถานที่ซึ่งกลืนฟ้า เช่นนั้นควรมีนามที่กดเงาอัปมงคลไว้บ้าง”
เด็กทารกมองเขาเงียบ ๆ
ดวงตาคู่นั้นไม่เหมือนเด็กแรกเกิด
หลัวจิ้งหยวนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“หลิว…”
เสียงลมจากก้นเหวพัดขึ้นมาพอดี
หมอกดำด้านล่างม้วนตัวรุนแรงขึ้น ราวกำลังฟัง
“หยาง”
ทันทีที่สองพยางค์นั้นหลุดจากปากเขา รอยสายฟ้าบนพื้นหินพลันสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน ซากกระบี่หักรอบชั้นหินสั่นะเืเบา ๆ แสงสีดำปนทองสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากก้นเหว แล้วจางหายไปก่อนแตะปลายกระบี่บิน
ซ่งอี้หน้าซีดจนแทบไร้เื
“ท่านอาจารย์…”
หลัวจิ้งหยวนหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาตั้งใจใช้คำว่า “หยาง” เพื่อหมายถึงแสงตะวัน หมายจะให้นามนี้กดเงามืดของสถานที่ต้องห้ามไว้ใต้แสงอรุณ
แต่หลัวจิ้งหยวนไม่เห็นว่า ลึกลงไปใต้หมอกดำของเหวกลืนฟ้า เส้นแสงที่ดับหายไปเมื่อครู่ได้ทิ้งรอยอักษรอีกความหมายหนึ่งไว้บนหินโบราณเพียงชั่วพริบตา
มิใช่หยางแห่งตะวัน
หากเป็หยางแห่งมหาวิบัติ
หายนะซึ่งหลั่งไหลผ่านใต้หล้า
เพียงลมหายใจเดียว รอยอักษรนั้นก็ถูกหมอกดำกลืนหายไปราวไม่เคยปรากฏ
หลัวจิ้งหยวนไม่รู้สิ่งใดทั้งสิ้น เขาเพียงมองเด็กทารกในอ้อมแขน แล้วหัวเราะเบา ๆ
“ชื่อดี”
กระบี่บินทะยานขึ้นจากขอบเหว ตัดผ่านม่านหมอกดำกลับสู่ทิศของสำนักชิงเสวียน
ใต้เหวกลืนฟ้า ไอปราณดำยังคงม้วนตัวอยู่นานกว่าจะสงบลง
ลึกลงไปในห้วงมืดที่ไม่มีแสงใดส่องถึง เศษเงาขนาดใหญ่เคลื่อนผ่านซากกระบี่และโครงกระดูกโบราณ เสียงโซ่เก่าแก่เสียดสีกับหินดังแ่ ๆ เพียงครั้งเดียว แล้วทุกอย่างก็เงียบงัน
ยามฟ้าสางมาถึง
สำนักชิงเสวียนยังคงถูกหมอกขาวคลุมยอดเขาเหมือนวันก่อน ๆ
เสียงระฆังเช้าดังจากยอดเขาหลัก
ศิษย์ฝ่ายนอกเริ่มตักน้ำ กวาดลาน และจุดไฟเตาโอสถในเรือนต่าง ๆ
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อคืนมีคนออกจากสำนักไปยังเหวกลืนฟ้า
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าศิษย์รับใช้คนหนึ่งหายไปในความมืด
และไม่มีผู้ใดรู้ว่า อาจารย์โอสถฝ่ายนอกผู้มีชื่อเสียงเื่เมตตา ได้พาเด็กทารกผู้หนึ่งกลับมายังเรือนหลอมยาเล็ก
หลัวจิ้งหยวนก้าวเข้าสู่ห้องลับด้านหลังเรือนหลอมยา
เขาวางเด็กทารกลงบนแท่นหยกเล็ก ๆ ใต้แสงอักขระคุ้มชีพ
รอบแท่นหยกมีเตาหลอมสามใบตั้งอยู่ในตำแหน่งสามทิศ ไฟปราณในเตายังไม่ถูกจุด
แต่กลิ่นสมุนไพรเก่าแก่และเถ้าโอสถซึมอยู่ในอากาศมานานจนยากจะแยกออกจากผนังหิน
เด็กทารกนอนนิ่ง ไม่ร้องไห้ ไม่หลับ ม่านตาแดงคล้ำลึกของเขาสะท้อนแสงอักขระใต้แท่นหยกอยู่เงียบ ๆ ราวดวงตาคู่นั้นมิได้เพิ่งมองเห็นโลกมนุษย์เป็ครั้งแรก
หากเฝ้ามองมันจากความมืดอันไกลโพ้นมานานแล้ว
หลัวจิ้งหยวนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบแผ่นหยกบันทึกออกมา เขาเขียนข้อความลงไปด้วยปราณสีเขียวหม่นอย่างประณีต
พบเด็กทารกถูกทิ้งใกล้ชายป่าตะวันตกเฉียงเหนือ ร่างกายอ่อนแอ ชีพจรผิดปกติ สงสารจึงรับไว้ในเรือนหลอมยาเล็กชั่วคราว
เขาหยุดปลายนิ้วครู่หนึ่ง ก่อนเติมอีกบรรทัด
ตั้งนามว่า หลิวหยาง
แผ่นหยกสว่างวาบ แล้วปิดผนึก หลัวจิ้งหยวนเก็บมันไว้ในกล่องไม้
จากนั้นเขาหยิบแผ่นหยกส่งสารอีกแผ่นหนึ่งออกมา ปลายนิ้วแตะลงบนผิวหยก ส่งปราณเข้าไปเพียงสายเดียว ข้อความสั้น ๆ ก็ถูกส่งออกไปยังหอสมบัติชั้นนอก
ตรวจพบเพียงเด็กทารกผู้หนึ่งใกล้เขตป่าตะวันตกเฉียงเหนือ มิพบวัตถุโบราณสำแดงนิมิตเพิ่มเติม ข้าพากลับเรือนหลอมยาเล็กเพื่อรักษาชีวิต เื่อื่นค่อยรายงานตามระเบียบภายหลัง
ทันทีที่ข้อความสุดท้ายจางหาย แสงบนแผ่นหยกก็ดับลง อักขระเล็กละเอียดที่ฝังอยู่ในเนื้อหยกค่อย ๆ มอดตามไปทีละเส้น สีหยกซึ่งเคยขาวหม่นเริ่มเลือนจาง ราวถูกสายลมไร้รูปค่อย ๆ ลบออกจากฝ่ามือของหลัวจิ้งหยวน
เพียงชั่วลมหายใจ รูปร่างของแผ่นหยกก็พร่าเลือนไปในอากาศ ไม่เหลือเศษหยก ไม่เหลือผงธุลี ไม่เหลือแม้แต่กลิ่นอายปราณให้ผู้ใดตามรอยได้
หลัวจิ้งหยวนลดมือลง สีหน้ายังคงสงบราบเรียบ ราวเมื่อครู่เขาไม่เคยส่งข่าวใดออกไปเลย
หลัวจิ้งหยวนหันมามองเด็กบนแท่นหยกอีกครั้ง “ั้แ่นี้ไป เ้าคือเด็กที่ข้าเก็บมาเลี้ยง”
น้ำเสียงของเขายังคงอ่อนโยน
“เป็วาสนาของเ้า ที่ได้รอดชีวิตเพราะข้า”
เด็กทารกกะพริบตาช้า ๆ เพียงครั้งเดียว แสงอักขระใต้แท่นหยกสั่นไหวเล็กน้อย
หลัวจิ้งหยวนเห็นมัน รอยยิ้มบนริมฝีปากของเขาลึกขึ้นอีกนิด
ในเวลาเดียวกัน ณ หอสมบัติชั้นนอก เฉินก่วนยืนอยู่หน้ากระจกชิงหลวนส่องฟ้า ดวงตาแดงก่ำจากการไม่ได้นอนทั้งคืน กระจกบานนั้นยังคงวางอยู่บนแท่นหยกสีหม่นในห้องเก็บวัตถุโบราณ มิได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปแม้ครึ่งก้าว
ตลอดราตรีที่ผ่านมา สิ่งที่หลัวจิ้งหยวนถือออกจากสำนักไป มีเพียงแผ่นหยกนำทางซึ่งคัดลอกเส้นนิมิตจากกระจกบานนี้เท่านั้น
ยามแผ่นหยกส่งสารสว่างขึ้นบนโต๊ะ เฉินก่วนจึงรีบหยิบขึ้นมาอ่าน ถ้อยคำของหลัวจิ้งหยวนปรากฏบนผิวหยกทีละบรรทัด
ตรวจพบเพียงเด็กทารกผู้หนึ่ง มิพบวัตถุโบราณสำแดงนิมิตเพิ่มเติม พากลับเรือนหลอมยาเล็กเพื่อรักษาชีวิต
เฉินก่วนอ่านจบแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง เด็กทารก? คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันช้า ๆ
กระจกชิงหลวนส่องฟ้าตื่นขึ้นเองหลังหลับใหลสามร้อยปี ชี้ไปยังเหวกลืนฟ้า สำแดงคำว่า วาสนาไร้ราก และ ชะตามิอาจจารึก แต่ผู้ที่ถูกพากลับมา กลับเป็เพียงเด็กทารกผู้หนึ่งเท่านั้นหรือ
เฉินก่วนก้มมองแผ่นหยกส่งสารในมือ ความรู้สึกไม่สบายใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก
ผิวกระจกซึ่งเคยเกิดเส้นแสงทมิฬเจือรัศมีทองอ่อนกลับมาหม่นมัวดังเดิมแล้ว
มีเพียงรอยร้าวบาง ๆ เส้นหนึ่งพาดผ่านกลางกระจก
เฉินก่วนยื่นมือไปแตะรอยร้าวนั้นอย่างระมัดระวัง
ทันใดนั้น ผิวกระจกก็สว่างขึ้นชั่ววูบ
แสงนั้นมิได้สว่างเต็มบานเหมือนยามแรกตื่น
หากเป็เพียงประกายอ่อนริบหรี่ ราวเปลวตะเกียงที่กำลังจะดับกลางลมหนาว
เฉินก่วนชะงักมือ
บนผิวกระจกซึ่งแตกร้าว ตัวอักษรโบราณค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละเส้น
ทว่าเส้นอักขระเ่าั้พร่าเลือน
แตกขาด
และบิดเบี้ยวราวถูกบางสิ่งบดขยี้ก่อนจะจารึกได้สมบูรณ์
ไม่ใช่คำว่า วาสนาไร้ราก
ไม่ใช่คำว่า ชะตามิอาจจารึก
คราวนี้ กระจกชิงหลวนมิอาจสำแดงถ้อยคำได้ครบถ้วน เฉินก่วนเพ่งมองอยู่ครู่หนึ่ง จึงเห็นเพียงอักษรไม่กี่ตัวที่ลอยขึ้นท่ามกลางรอยร้าว
เหว…มิได้ปล่อย…
เงา…ยังตาม…
ตัวอักษรสุดท้ายยังไม่ทันก่อตัว ผิวกระจกก็พลันสั่นะเืเบา ๆ
ราวสิ่งที่มันพยายามส่องนั้นมิได้อยู่ในบัญชีของฟ้าดิน
แกร็ก…
รอยร้าวบนกระจกยาวขึ้นอีกเล็กน้อย แสงทั้งหมดดับลงในพริบตา
หอสมบัติกลับคืนสู่ความเงียบ
เฉินก่วนยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกอยู่นานมาก ความพรั่นพรึงค่อย ๆ ซึมจากปลายนิ้วเข้าสู่กลางอก
เขาอ่านความหมายของมันไม่ออก
แต่เขารู้เพียงอย่างเดียว สิ่งที่หลัวจิ้งหยวนพากลับมา มิใช่เด็กทารกธรรมดาแน่นอน
เฉินก่วนค่อย ๆ หันหน้าไปทางเรือนหลอมยาเล็กซึ่งซ่อนอยู่ท่ามกลางหมอกยามเช้า
ลึกเข้าไปในหมอกนั้น เด็กทารกนามหลิวหยางยังคงลืมตาอยู่บนแท่นหยก
ดวงตาแดงคล้ำของเขาสงบนิ่ง ว่างเปล่า
และลึกจนคล้ายไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับเหวกลืนฟ้ายังคงมองโลกมนุษย์ผ่านดวงตาคู่นั้น