หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 ทรัพย์มากกำลังมาก

            เล่มที่ 2 บทที่ 37 ทรัพย์มากกำลังมาก


            เจียงอวิ๋นไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ฟางยั่วหลินจะยังลงมือกับเขาอีกแม้จะอยากกดนิ้วลงไปขยี้ลำคออีกฝ่ายเสียให้สิ้นเรื่องแต่สุดท้ายเขาก็ไม่กล้าละเมิดกฎของนิกาย จึงทำได้เพียงชักนิ้วกลับ รีบฉากหลบออกมาด้านหลัง

            “ตูม!”

            เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวยันต์แผ่นนั้นได้ระเบิดออกอย่างกะทันหันแม้ว่าเจียงอวิ๋นจะถอยหลบด้วยความเร็วสูงสุดขีดแล้วทว่าหลังจากที่ยันต์ระเบิดออกก็ได้ก่อเกิดเป็นลูกบอลเพลิงขนาดมหึมากลืนร่างกายของเจียงอวิ๋นเข้าไปอย่างสมบูรณ์ทันที

            “ยันต์ระเบิด อานุภาพนี้ อย่างน้อยก็ระดับสาม! ฟางอวี่เซวียนทรัพย์มากกำลังมากจริงๆถึงกับยอมลงทุนให้น้องสาวมากเพียงนี้! คราวนี้เจียงอวิ๋นคงรอดยากแล้วล่ะถูกยันต์ระเบิดเล่นงานในระยะใกล้เพียงนี้ ถึงไม่ตายก็คงต้องสาหัสปางตายแล้ว”

            ในฝูงชนมีเสียงพูดดังขึ้นด้วยความตกใจและความอิจฉาส่วนฟางยั่วหลินเองในที่สุดสีหน้านางก็กลับมามีสีแดงอีกครั้งจ้องเขม็งไปทางลูกบอลเพลิงที่กำลังลุกไหม้อย่างเกรี้ยวกราดด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นกัดฟันกล่าวว่า “บังอาจบีบคั้นข้าถึงเพียงนี้ จงถูกเผาตายไปเสียเถอะ!”

            “จะเผาข้าให้ตาย ไฟแค่นี้ยังไม่พอ!”

            กระนั้นเองในลูกบอลเพลิงกลับมีเสียงของเจียงอวิ๋นดังขึ้นอย่างเย็นชา ต่อจากนั้นเงาร่างของเขาก็ได้ก้าวเดินออกมาจากในลูกบอลเพลิง

            แม้ว่าทั่วร่างเจียงอวิ๋นจะไหม้เป็นตอตะโก เสื้อผ้าเองก็ถูกเผาจนขาดวิ่นทว่าดูท่าทางเขาเหมือนจะไม่ได้บาดเจ็บมากเท่าใดนัก

            ฝูงชนย่อมต้องตื่นตกใจอีกครั้งต่างก็คาดเดากันว่าหรือเจียงอวิ๋นจะเป็นผู้บำเพ็ญกายจริงๆ? มิเพียงแต่มีพละกำลังเหนือมนุษย์อีกทั้งกายเนื้อยังเหมือนจะแข็งแกร่งทนทานเกินบรรยายด้วย กระทั่งเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเพียงนี้ยังไม่หวั่นเกรง

            เจียงอวิ๋นไม่ใช่ผู้บำเพ็ญกายแต่อย่างใดทว่าร่างกายเขานั้นแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัวจริงๆยิ่งรวมกับที่ตลอดครึ่งปีมานี้เขาได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาวิชาอาคมสายอัคคีดังนั้นลูกบอลเพลิงที่ก่อตัวขึ้นมาจากการระเบิดของยันต์ระเบิดจึงไม่อาจทำร้ายเขาได้จริงๆ

            ถังอี้ผู้มีร่างกายกำยำบึกบึนใบหน้าของเขาในเวลานี้มีสีหน้าตื่นตะลึงเหนือผู้อื่นหลายเท่าเพราะเขาก็คือผู้บำเพ็ญกายแท้ๆ เลย ทั้งยังมีคุณสมบัติไม่เลวด้วย พลังเองก็ไม่แย่แต่เขารู้ดีว่าการโจมตีเต็มกำลังของเขา อย่าว่าแต่ศาสตราอาคมระดับสองเลยกระทั่งศาสตราอาคมระดับหนึ่งก็ไม่มีทางทำลายได้

            ส่วนยันต์ระเบิดนั่นเกรงว่าเพียงระดับหนึ่งก็สามารถระเบิดร่างกายเขาจนแหลกเป็นเศษเนื้อได้แล้ว

            ฝูงชนนอกจากจะตื่นตะลึงแล้วก็ยังมีผู้คนไม่น้อยที่เผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา อย่างเช่นสวี่เฉิงซาน ฮั่วหย่วนและชายอ้วนเตี้ยที่ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มคนคนมาโดยตลอดอย่างเปาหยวนเฉียง

            โดยเฉพาะสวี่เฉิงซานเขาพลันรู้สึกว่าการที่เจียงอวิ๋นปฏิเสธคำท้าของตนก่อนหน้านี้แท้จริงแล้วถือเป็นความโชคดีของเขาต่างหากกับฟางยั่วหลินเขาก็ห่างชั้นอย่างใหญ่หลวงในทุกๆ ด้านแล้ว แต่กระทั่งฟางยั่วหลินก็ยังถูกเล่นงานจนสะบักสะบอมเพียงนี้หากเปลี่ยนเป็นตัวเขาเองละก็ เกรงว่าคงจะนอนหมอบไปนานแล้ว

            ส่วนเปาหยวนเฉียงนั้นกลอกตาไปมาไม่หยุดเขาไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าเจียงอวิ๋นจะแข็งแกร่งเพียงนี้ดังนั้นเขาจึงกังวลอยู่บ้างเหมือนกัน หากว่าเจียงอวิ๋นรู้เรื่องที่เขาปิดบังความจริงบางอย่างไว้ละก็อีกฝ่ายจะทำลายการบำเพ็ญของเขาจริงไหม?

            “ไม่หรอก ไม่หรอกต่อให้ฟางยั่วหลินมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่เมื่อเล่นงานฟางยั่วหลินไปฟางอวี่เซวียนย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่ ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของฟางอวี่เซวียนได้แน่และด้วยนิสัยของฟางอวี่เซวียนแล้ว นับจากนี้ไป ต่อให้เจียงอวิ๋นไม่ตายก็จะต้องถูกบีบให้ออกจากนิกายแสวงมรรคเป็นแน่”

            เปาหยวนเฉียงคอยปลอบใจตัวเองไม่ขาดสายโดยเฉพาะเมื่อนึกถึงฟางอวี่เซวียน ความกระวนกระวายในใจเขาก็ได้สงบลงเล็กน้อย

            เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นปรากฎตัวขึ้นตรงหน้าตนอีกครั้งบนใบหน้าของฟางยั่วหลินก็พลันซีดเผือดลงอีกครั้งแทนทีด้วยสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว

            เจียงอวิ๋นกลับสีหน้าไร้ความรู้สึกย่างกรายเข้าหาฟางยั่วหลินทีละก้าว “ตอนนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง หนึ่งคือบอกเรื่องที่ข้าอยากรู้มาเดี๋ยวนี้สองคือข้าจะไม่เกรงใจอีก ลงมือเล่นงานเจ้าจนกว่าจะปริปากเอง!”

            “ข้าบอก!” ฟางยั่วหลินลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาทันที“เจ้าเข้ามาใกล้หน่อย ข้าจะบอกเจ้า!”

            เจียงอวิ๋นตาเป็นประกายแวบหนึ่งกลับกลายเป็นว่าหยุดเท้าลง ซึ่งฟางยั่วหลินก็กล่าวต่อว่า “เจ้าเองก็รู้ว่าเรื่องที่ข้าจะบอกเจ้าจะให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้มิใช่หรือ?”

            เป็นจริงอย่างว่าหากฟางยั่วหลินบอกตำแหน่งของลู่เซี่ยวอวี๋ออกมาต่อหน้าผู้คนมากมายเพียงนี้ก็เท่ากับว่ายอมรับว่าตนละเมิดกฎของนิกาย ปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋เรื่องโง่เขลาเช่นนี้ นางไม่ทำอยู่แล้ว

            เจียงอวิ๋นพยักหน้า เดินเข้าไปอีกครั้งเมื่อห่างจากฟางยั่วหลินไม่ถึงหนึ่งฉื่อแล้วจึงได้หยุดเท้าลงก่อนจับจ้องไปที่นาง“ตอนนี้เจ้าพูดได้แล้วล่ะ!”

            “ได้!” ฟางยั่วหลินเอ่ยพูดโดยกดเสียงต่ำลง“ลู่เซี่ยวอวี๋กำลังรอเจ้าอยู่ที่... ใต้ดิน!”

            บนฝ่ามือของฟางยั่วหลินพลันมีประกายแสงสีทองที่สว่างจนแยงตาปรากฏเป็นมีดสั้นสีทองเล่มหนึ่งมันได้เสียบแทงมาทางตันเถียนของเจียงอวิ๋นอย่างรวดเร็วดุจประกายสายฟ้า

            “ฟางยั่วหลินผู้นี้ ช่างรับมือยากเสียจริงมีลูกเล่นมากมายเหลือเกิน มีดสั้นสีทองเล่มนี้ เกรงว่าคงจะระดับสูงกว่าโล่เกล็ดทมิฬเสียอีกไม่รู้จริงๆ ว่าฟางอวี่เซวียนมอบของป้องกันตัวให้น้องสาวเขามากมายเพียงใดกันแน่ระดับเบิกปราณขั้นเจ็ด ทั้งยังมีของดีมากมายเพียงนี้อีก...”

            ฝูงชนต่างหมดคำพูดกับเรื่องที่ฟางยั่วหลินมีของดีติดตัวมากมายเพียงนี้อย่างสิ้นเชิงแล้ว!

            แต่ในที่สุดก็มีคนเข้าใจว่าแม้ฟางยั่วหลินจะมีของดีติดตัวอยู่ไม่น้อยทว่าความแข็งแกร่งของนางก็สมกับระดับเบิกปราณขั้นเจ็ด ไม่ได้อ่อนแอเลยแต่กระนั้นเองนางก็ยังถูกเจียงอวิ๋นที่ระดับเบิกปราณขั้นสามเล่นงานจนไม่อาจต่อต้านขัดขืนได้เลยแม้แต่น้อย

            และจนบัดนี้ เจียงอวิ๋นก็ยังไม่ได้ใช้พลังปราณออกมาเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวใช้เพียงกายเนื้ออันทรงพลังอย่างเดียวก็สามารถสยบฟางยั่วหลินได้อย่างอยู่หมัด

            ความแข็งแกร่งของเจียงอวิ๋นผู้นี้ใช้คำว่าน่ากลัวมาบรรยายได้เลย!

            แม้คนส่วนมากต่างก็เป็นมีดสั้นสีทองแล้วทว่าเจียงอวิ๋นอยู่ใกล้กับฟางยั่วหลินมากเกินไปรวมกับที่ฟางยั่วหลินลงมือด้วยความอำมหิตสุดขีด เห็นได้ชัดว่านางใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีออกมาหมายจะปลิดชีพเจียงอวิ๋นในครั้งเดียวดังนั้นต่อให้เซียวอี้ซูคิดจะลงมือขัดขวางก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว

            “เคร้ง!”

            แต่เมื่อมีเสียงดังขึ้นฟางยั่วหลินกลับรู้สึกว่ามีดสั้นที่คมกริบเกินบรรยายของตนเล่มนี้เหมือนกำลังแทงใส่หินผาก็ไม่ปาน ไม่อาจแทงเข้าไปได้เลยแม้แต่น้อยเมื่อก้มลงมองถึงพบว่า เจียงอวิ๋นได้ใช้ฝ่ามือคว้าจับมีดสั้นเอาไว้อย่างแน่นหนา!

            แม้ฝ่ามือของเจียงอวิ๋นที่จับคมมีดเอาไว้จะมีเลือดสดๆไหลริน ทว่าสีหน้าของเขากลับสงบอย่างน่าประหลาด จ้องมองทางฟางยั่วหลินพร้อมกล่าว“ดูท่า ข้าคงต้องเล่นงานเจ้าจนกว่าจะยอมพูดแล้ว!”

            วินาทีต่อมาในที่สุดฟางยั่วหลินก็บังเกิดความกลัวอย่างรุนแรงขึ้นจากก้นบึ้งของจิตใจแผดเสียงตะโกนสุดแรงว่า “เจียงอวิ๋น หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า เจ้าไม่รอดแน่เจ้ารู้ไหมว่าพี่ชายข้าเป็นใคร?”

            “ข้าไม่รู้ และไม่อยากรู้ด้วย!”

            เจียงอวิ๋นปล่อยมีดออกจากเย็นชาฝ่ามือที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดถูกยกขึ้นสูงหวดฟาดไปที่ใบหน้าของฟางยั่วหลินอย่างดุดัน

            แต่เมื่อฝ่ามือของเจียงอวิ๋นกำลังจะฟาดโดนใบหน้าของฟางยั่วหลินแล้วนั่นเองสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะเขารู้สึกได้ว่ามีกลิ่นอายอันทรงพลังครอบร่างกายของเขาไว้ทำให้เขาไม่อาจขยับตัวได้อย่างสิ้นเชิง

            ต่อจากนั้นเสียงพูดอันอ่อนโยนพลันดังขึ้นที่ข้างหูผู้คนทั้งหมด “เจ้าไม่อยากรู้ข้ายิ่งอยากบอกให้เจ้ารู้ พี่ชายของนางคือข้า ฟางอวี่เซวียน!”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์ ที่คุณอ่าน