เยี่ยจือกับซุนเหมินซู่สือปิดห้องคุยธุรกิจกันนานหลายชั่วโมงกว่าจะยอมโผล่หน้าออกมา
"คุณลั่ว เครื่องบินส่วนตัวจะออกตอนสิบโมงเช้า พรุ่งนี้ผมจะมารับไปสนามบินด้วยกัน ส่วนเรื่องเอกสารการเดินทางกับวีซ่า ผมสั่งคนเดินเรื่องแบบวีไอพีไว้แล้ว รับรองว่าทุกอย่างจะเสร็จสรรพก่อนคุณก้าวเท้าถึงสนามบินแน่นอนครับ" ซุนเหมินซู่สือไม่อ้อมค้อม ยิงเข้าประเด็นทันทีที่ก้าวพ้นประตูห้องรับรอง
"ขอบคุณครับ" ลั่วหยางปั้นหน้าขรึม ทว่าในใจแอบลอบเหงื่อตก ขืนตาเฒ่านี่ไม่ทัก เขาคงลืมไปสนิทว่าการออกนอกประเทศมันต้องใช้พาสปอร์ตกับวีซ่าด้วย
ตามปกติกว่าเอกสารพวกนี้จะเสร็จต้องรอเป็นอาทิตย์ แต่ด้วยเส้นสายระดับมหาเศรษฐีของซุนเหมินซู่สือ บวกกับไฟเขียวจากเบื้องบนของเมืองปาเฉิง การเสกพาสปอร์ตให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมงย่อมง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
"ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อน พรุ่งนี้พบกันครับ" พ่อลูกตระกูลซุนค้อมศีรษะอำลาตามธรรมเนียมฝูซัง
ลั่วหยางกับเยี่ยจือจึงผงกหัวรับตามมารยาท
จังหวะที่กำลังจะก้าวพ้นประตู ซุนซ่างเซียงลอบหันขวับกลับมามองลั่วหยางอีกครั้ง แววตาแฝงความอาลัยอาวรณ์ หลายชั่วโมงที่ผู้ใหญ่คุยธุรกิจ เธอกับเขาก็นั่งจิบชาคุยกันจนใบชาหมดไปเป็นกระปุก พอต้องแยกย้ายกะทันหัน หญิงสาวจึงรู้สึกโหวงๆ ในใจพิกล ฝ่ายลั่วหยางเห็นสายตานั้นก็ฉีกยิ้มบางส่งท้ายตามประสาคนมีมารยาท
ทว่ารอยยิ้มยังไม่ทันหุบ มือเรียวของเยี่ยจือก็เลื่อนมาควับเข้าที่เอวสอบของเขา ก่อนจะออกแรงบิดเนื้อเต็มเหนี่ยว รอยยิ้มทรงเสน่ห์ของหมอเทวะหนุ่มถึงกับแข็งค้าง กระตุกยิกๆ ทันที
โชคดีที่สองพ่อลูกชาวฝูซังเดินพ้นมุมตึกไปแล้ว ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์มาดขรึมของเขาคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
"ไม่อยากตามไปส่งเธอหน่อยเหรอคะ" เยี่ยจือจิกกัดเสียงเย็น
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของลั่วหยางทำงานเต็มสูบ เขาส่ายหน้าพรืด ตอบกลับทันควัน "จะไปส่งทำไมล่ะครับ โตๆ กันแล้ว เดินหาทางออกเองได้น่า"
จู่ๆ ซีอีโอสาวก็ขยับเข้ามาซุกไซ้ เอนจมูกดมฟุดฟิดไปตามสาบเสื้อของเขา
"คุณทำอะไรเนี่ย" ลั่วหยางชะงัก
"กำลังพิสูจน์หลักฐานไงคะ ว่าบนตัวคุณมีกลิ่นน้ำหอมจิ้งจอกฝูซังติดมาหรือเปล่า"
ลั่วหยาง "..."
เยี่ยจือทิ้งตัวซบลงกับอกแกร่ง น้ำเสียงตวัดเปลี่ยนเป็นออดอ้อน "ก็ฉันกลัวแม่นั่นจะมาขโมยคุณไปนี่นา"
ลั่วหยางตวัดแขนโอบเอวคอดกิ่วของเธอไว้หลวมๆ "คิดมากไปแล้วน่า ในใจผมมีแค่คุณคนเดียวนั่นแหละ อีกอย่าง เธอจะมาขโมยอะไรผมได้"
"ลิงขโมยลูกท้อไง"
ลั่วหยาง "..."
"คำพูดผู้ชายก็เหมือนผีหลอกนั่นแหละ ใครจะไปเชื่อ" ปากบอกไม่เชื่อ แต่เจ้าตัวกลับถูไถพวงแก้มเข้ากับแผงอกเขา ออเซาะราวกับลูกแมวขี้อ้อน
ลั่วหยางถึงกับกุมขมับ นึกอยากจะชูสามนิ้วสาบานแบบพระเอกซีรีส์ประโลมโลกให้มันจบๆ ไป แต่ก็กลัวจะดูปัญญาอ่อนเกินรับไหว
"ไม่ได้การละ คืนนี้ฉันต้องวาดรูปลิงไว้บนตัวคุณสักตัว ให้มันคอยเฝ้าคุณไว้ จะได้ไม่มีช่องโหว่ให้แม่สาวฝูซังนั่นเข้ามาแทรก" เยี่ยจือประกาศกร้าว
ลั่วหยางหน้าเหวอ "วาดรูปลิงบนตัวผม แล้วมันจะไปเฝ้าผมได้ยังไง"
"ได้สิ" เยี่ยจือช้อนตาขึ้นมอง สีหน้าจริงจังชนิดที่ว่าไม่ได้ล้อเล่น
ชายหนุ่มหลุดขำ "เพิ่งรู้ว่าประธานเยี่ยมีวิชาอาคมด้วย แล้วกะจะวาดไว้ตรงไหนล่ะครับ"
เยี่ยจือใช้ดวงตากลมโตช้อนมองพราวระยับ "ลิงชอบอยู่ตรงไหนที่สุดล่ะคะ"
ลั่วหยางตอบสวนแทบจะในเสี้ยววินาที "ก็ต้องบนต้นไม้สิ"
"ปิ๊งป่อง ถูกต้อง" เยี่ยจือหัวเราะคิกคัก "ฉันก็จะวาดทับต้นไม้ของคุณเอาไว้ไง"
ลั่วหยาง "?"
เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหัวหมอเทวะ ต่อให้เขาเรียนจบแพทย์แผนปัจจุบัน ผ่านการชำแหละอาจารย์ใหญ่มานับไม่ถ้วน เขาก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่าสรีระส่วนไหนของมนุษย์มันงอกเป็นต้นไม้ได้! ต่อให้มีต้นไม้งอกออกมาจริงๆ แล้วจะเอาไปปลูกตรงไหน ไร้สาระ ผิดหลักวิทยาศาตร์ขั้นรุนแรง!
มุมปากของประธานสาวกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ ทว่าจังหวะที่มือนุ่มกำลังจะเลื่อนต่ำลงไป 'ชี้ทางสว่าง' ให้ชายหนุ่ม ร่างของใครบางคนก็โผล่พรวดเข้ามาหน้าประตู
"ประธานเยี่ย... อุ๊ยตาย!" พนักงานหญิงเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน พอเห็นเจ้านายกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับผู้ชายก็รีบหันหลังขวับ ลนลานถอยกรูดออกไปแทบไม่ทัน
เยี่ยจือกับลั่วหยางดีดตัวออกจากกันราวกับโดนไฟช็อต ส่วนมือซุกซนที่เตรียมจะชี้เป้าก็ชักกลับด้วยความเร็วเหนือเสียง
เยี่ยจือกระแอมไอปรับสีหน้ากลับมาขรึม "เข้ามาได้"
เลขาวัยกลางคนเดินก้มหน้างุดเข้ามา ท่าทางลุกลี้ลุกลน "ประธานเยี่ยคะ ทางโรงพยาบาลเพิ่งโทรมาแจ้งว่า อดีตพ่อสามีของคุณเส้นเลือดในสมองแตก อาการวิกฤตมาก คุณอยากจะ..."
"เข้าใจแล้ว" เยี่ยจือตัดบทเสียงเรียบ "เดี๋ยวฉันแวะไปดูหน่อยก็แล้วกัน แล้วทางนั้นได้บอกไหมว่าซ่งตงหมิงสภาพเป็นยังไงบ้าง"
"ไม่ได้แจ้งรายละเอียดส่วนนั้นไว้เลยค่ะ"
"งั้นคุณไปทำงานต่อเถอะ"
เลขารับคำสั่งแล้วเผ่นแน่บออกจากห้องพร้อมปิดประตูให้เสร็จสรรพ
"ที่รัก ฉันคงต้องแวะไปโรงพยาบาลสักหน่อย ยังไงตาแก่นั่นก็ยังได้ชื่อว่าเป็นอดีตพ่อสามี" เยี่ยจือหันมาบอก
"ไปเถอะ ถ้ามีเรื่องวุ่นวายอะไรก็โทรหาผม" ลั่วหยางพยักหน้าเดินไปส่ง
เยี่ยจือเขย่งปลายเท้ากระซิบข้างหู "คืนนี้... มาหาฉันที่บ้านนะ"
ลั่วหยางพยักหน้ารับคำ ใบหน้าสวยเฉี่ยวเผยรอยยิ้มหวานหยดพร้อมขยิบตา เสน่ห์เย้ายวนสไตล์สาวเต็มวัยแผ่ซ่านทะลุเพดาน ลั่วหยางยกยิ้มมุมปาก ทั้งคู่มองตาก็รู้ใจโดยไม่ต้องสาธยายให้มากความ
ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้ามีคนถ่ายฉากจู๋จี๋นี้ไปเปิดให้ซ่งไห่ชางดูถึงเตียงผู้ป่วย ตาเฒ่านั่นคงได้กระอักเลือดจนขี่กระเรียนขาวบินฟิ้วสู่สุคติไปเลยแน่ๆ
กริ๊ง...
ลั่วหยางเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากประตูอาคารสำนักงาน สมาร์ทโฟนในกระเป๋าก็แผดเสียงร้อง เขาล้วงออกมาดูรายชื่อคนโทรเข้าก่อนจะกดรับสาย
"ฉันรออยู่ในรถหน้าประตูใหญ่ รถออฟโรดคันเดิม มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย" เสียงทุ้มของหูปู้เฝ่ยดังลอดมา
"ได้ เดี๋ยวผมออกไป" ลั่วหยางรับคำสั้นๆ แล้วกดตัดสาย
"ใครโทรมาเหรอคะ" เยี่ยจือถาม
"พี่หูน่ะครับ จอดรถรออยู่ข้างนอก บอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วยนิดหน่อย"
"งั้นคุณไปเถอะ ไว้ฉันค่อยตามไปคิดบัญชีกับหมอนั่นทีหลัง" เยี่ยจือแค่นเสียง ดูทรงแล้วจะเหม็นขี้หน้าหูปู้เฝ่ยอยู่ไม่น้อย
ลั่วหยางเดินล้วงกระเป๋าตรงไปทางประตูใหญ่ พอคล้อยหลังคน เขาก็กลั้นขำไว้ไม่อยู่ หลุดหัวเราะพรืดออกมา ซ่งไห่ชางเส้นเลือดในสมองแตกคาที่? จะดวงซวยอะไรเบอร์นั้น!
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าการเดินหัวเราะเยาะความฉิบหายของชาวบ้านมันดูชั่วร้ายไปนิด เขาจึงพยายามเก๊กหน้าขรึม ทว่าก้าวพ้นประตูบริษัทได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หลุดขำก๊ากออกมาอีกรอบ ช่วยไม่ได้จริงๆ โคตรสะใจโว้ย!
ห่างออกไปทางขวามีรถออฟโรดจอดนิ่งสนิท ลั่วหยางยังไม่ทันเดินถึงตัวรถ ประตูฝั่งผู้โดยสารก็ถูกผลักออกรอไว้แล้ว เขาตบเท้าก้าวขึ้นรถพร้อมกระชากประตูปิด
หูปู้เฝ่ยปรายตามองลั่วหยางแวบหนึ่ง ก่อนจะยิงคำถามเข้าแสกหน้า "ไอ้หลัวเจวี๋ยซิงเพิ่งขึ้นเครื่องตรงไปโตเกียวเมื่อกี้ ทรงนี้มันดักรอนายที่ฝูซังชัวร์ นายยังจะดันทุรังไปอยู่อีกเหรอ"
ลั่วหยางพยักหน้าไม่สะทกสะท้าน "ผมรับปากซุนเหมินซู่สือไว้แล้ว ยังไงก็ต้องไป"
"นายลืมไปแล้วรึไงว่าเหม่ยลี่กั๋วมีฐานทัพอยู่ในฝูซัง หลัวเจวี๋ยซิงเป็นคนของเกาเจิ้งกรุ๊ป การที่มันจะขอยืมมือทหารเหม่ยลี่กั๋วมันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ถ้านายเหยียบแผ่นดินนั้น ศัตรูอาจไม่ใช่แค่หลัวเจวี๋ยซิงคนเดียว แต่เผลอๆ จะเจอหน่วยรบพิเศษของเหม่ยลี่กั๋วแห่มาประเคนกระสุนใส่ด้วย ไม่คิดถึงหัวกุดๆ ของตัวเองบ้างเลยหรือไง"
ลั่วหยางตบบ่าหูปู้เฝ่ยป้าบๆ พร้อมแค่นยิ้มเย็น "ผมรู้ว่าพี่เป็นห่วง แล้วก็รู้ดีว่าต้องเจอกับอะไร แต่พี่คิดว่าผมไม่อยากเชือดคอไอ้หลัวเจวี๋ยซิงหรือไงล่ะ อีกอย่าง ซุนเหมินซู่สือเป็นถึงกลุ่มทุนระดับท็อปของฝูซัง จิ้งจอกเฒ่านั่นไม่ใช่กระดูกที่ใครจะเคี้ยวได้ง่ายๆ หรอกน่า พี่วางใจเถอะ ผมจะกลับมาแบบครบสามสิบสองแน่นอน"
หูปู้เฝ่ยถอนหายใจพรืดใหญ่ "ฉันรู้ว่าที่นายดิ้นรนไปฝูซังก็เพื่อดึงเงินลงทุนมาช่วยบริษัทเยี่ยจือ ยัยผู้หญิงคนนี้ก็เหลือเกิน อุตส่าห์ตกผู้ชายดีๆ ได้ทั้งที ไม่กลัวบ้างเลยหรือไงว่าปล่อยนายไปแล้ว... ตัวเองอาจจะต้องกลับไปเป็นแม่ม่ายอีกรอบน่ะ"
ลั่วหยาง "..."
ไอ้ปากอัปมงคล! ไปให้หมาวัดไหนเจิมมาวะเนี่ย!