พี่ตงถูกเซียวเจิ้งเตะให้คุกเข่าลงกับพื้นอย่างป่าเถื่อน เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงกระดูก หลอดเลือดดำปูดโปนขึ้นมา ในแววตานอกจากความเจ็บปวดแล้ว สิ่งที่มีมากยิ่งกว่าคือความโกรธ!
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเซียวเจิ้งจะกล้าลงมือที่นี่!
นี่คือที่ไหน? หลังเวทีของงานแข่งรถหยุนเฟิง ในห้องทำงานของผู้จัดงาน! ในฐานะผู้รับผิดชอบการแข่งขันครั้งนี้ พี่ตงเป็นคนควบคุมและดูแลพื้นที่ทั้งหมด ทั้งยังเป็นบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในภูเขาจิ่วผาน
ขอแค่เขากล่าวออกมาเพียงประโยคเดียว ลูกน้องที่คอยดูแลความเรียบร้อยนับสิบคนในสนามแข่งก็พร้อมลงมือซ้อมเซียวเจิ้งให้ตายทั้งเป็นแล้ว!
และพี่ตงก็กำลังเตรียมทำสิ่งนี้!
ในฐานะของนักเลงใหญ่ที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในวงการ เป็นหนึ่งในบรรดาลูกน้องในมือของบอสเย่ เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาท้าทายอำนาจของเขาเด็ดขาด!
“พวกแกมัวยืนบื้ออยู่ทำไม?”
พี่ตงซึ่งขาทั้งสองข้างเหมือนกับหักไปแล้วตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
“ไปจัดการมัน!”
เขาพูดยังไม่ทันจบ เซียวเจิ้งก็ตบหน้าพี่ตงฉาดใหญ่ หลังเวทีที่ถือว่ายังพอเก็บเสียงได้มีเสียงดังฟังชัดสะท้านหัวใจดังออกมา
“แก...”
เลือดไหลซิบออกมาจากมุมปากของพี่ตง คนทั้งร่างถูกตีจนมึนงง ความเจ็บแสบที่ถูกตบบวกกับการถูกหยามเกียรติทำให้ใบหน้าของเขาถมึงทึงบูดเบี้ยว คนทั้งร่างสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง
“ที่จริงต่อให้ฉันแทงนายตายในสถานที่แบบนี้ หากตำรวจคิดจะหาเบาะแสยังยากเลย นายว่างั้นไหม?”
เซียวเจิ้งกวาดตาลงมามองพี่ตงที่ตัวสั่นเทาปราดหนึ่ง จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปจิกผมของพี่ตงขึ้นมา แล้วเน้นย้ำทีละคำว่า
“ฉันไม่สนว่านายจะมีลูกน้องกี่คน และไม่สนด้วยว่าบอสที่หนุนหลังนายเป็นใคร ยิ่งไปกว่านั้นฉันไม่สนว่านายจะแก้แค้นฉันยังไง ฉันแค่อยากบอกนายว่า ทางที่ดีที่สุดคือนายอย่ายุ่งกับเพื่อนของฉันเซียวเจิ้ง!”
พอกล่าวจบก็ปล่อยผมของพี่ตง แล้วเดินไปหาชายหนุ่มขากะเผลกที่ยืนเงียบอยู่อีกฝั่ง ในเวลาเดียวกัน กลุ่มลูกน้องที่อยู่ด้านหลังพี่ตงก็ได้สติ กำลังจะพุ่งตัวเข้าไปสั่งสอนเซียวเจิ้ง แต่กลับถูกพี่ตงตะโกนห้ามด้วยความสับสน
“ทุกคนกลับมานี่!”
บรรดาลูกน้องต่างแสดงสีหน้าตกใจ ไม่เข้าใจว่าเมื่อครู่พี่ตงยังตะโกนบอกให้พวกเขาเข้าไปสู้ ทำไมถึงยอมรามือเอาง่าย ๆ แต่ในฐานะของลูกน้อง การเชื่อฟังเป็นเงื่อนไขอันเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้ได้รับการเลื่อนขั้นจากเจ้านาย ดังนั้นพวกเขาจึงถอยกลับมาทีละคน แล้วประคองพี่ตงที่สองตาแดงก่ำเพราะหัวเข่าได้รับบาดเจ็บขึ้นมา
ในฐานะนักเลงใหญ่ที่เลื่อนขั้นเร็วที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ใคร ๆ ก็เห็นความสามารถของพี่ตง ไม่อย่างนั้นบอสเย่คงไม่มีทางให้เขารับผิดชอบโปรเจคที่ได้กำไรมากขนาดนี้ มากถึงขนาดที่พี่ตงเชื่อสนิทใจว่า หลังจากปิดจ๊อบการแข่งขันใหญ่ครั้งนี้ เขาจะกลายเป็นลูกน้องคนที่ห้าที่ได้ไปทานอาหารที่บ้านของบอสเย่ หลังจากนั้นก็เลื่อนตำแหน่งเข้าไปเป็นทีมหลักของบอสเย่อย่างสบาย ๆ
ถ้าเป็นแบบนั้นอนาคตก็จะสดใส พี่ตงที่ได้รับการชื่นชมจากบอสเย่จะถอนตัวกะทันหันได้ยังไง ทำไมถึงต้องหยุดการแก้แค้นที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วยล่ะ? กลัวว่าจะสู้ไม่ได้งั้นเหรอ? อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย แค่พี่ตงออกคำสั่ง ลูกน้องที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่แต่ละจุดก็จะกรูกันเข้ามากู้หน้าให้พี่ตงแล้ว อย่าว่าแต่เซียวเจิ้งจะมีสาวน้อยใบหน้าสวยหวานอยู่ข้างกายแค่คนเดียว ต่อให้มีชายฉกรรจ์สามคนห้าคนเพิ่มเข้ามาก็ยังไม่มีอะไรน่ากังวล
แล้วทำไมกันล่ะ?
ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างกายต่างงุนงง มองไปทางพี่ตงด้วยสีหน้าสับสนสุดขีด
พี่ตงที่ถูกประคองไปนั่งบนเก้าอี้ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงจุดบุหรี่ด้วยมือสั่นระริก มองเซียวเจิ้งที่เดินเข้าไปหาชายหนุ่มขากะเผลกด้วยสีหน้าสลับซับซ้อน ทำปากขมุบขมิบแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในทางกลับกัน เซียวเจิ้งเดินมาอยู่ที่ข้างกายชายหนุ่มขากะเผลกด้วยสีหน้าจริงจัง แล้วกล่าวด้วยสายตาหม่นหมอง
“เกิดอะไรขึ้นกับขาของนาย?”
ชายหนุ่มขากะเผลกเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าเผยความอบอุ่นจาง ๆ สายตาว่างเปล่ากลายเป็นร้อนแรง เขายิ้มมุมปากพร้อมกับกล่าวว่า
“ไม่มีอะไร ฉันแค่ขาหักจากการแข่งขันใต้ดินเมื่อสามปีก่อน”
“ในเมืองหมิงจูยังมีใครเอาชนะนายได้อีกเหรอ?” เซียวเจิ้งว่าพลางขมวดคิ้ว “ใครเป็นคนทำ?”
“ไม่แน่ใจ รู้แค่เป็นนักแข่งมืออาชีพ” ชายหนุ่มขากะเผลกจุดบุหรี่ในมือ “แต่ฉันก็ไม่ได้สูญเสียอะไร ขาข้างนี้ฉันแค่โดนตะปูเหล็กไม่กี่ตัว แต่อีกฝ่ายรถชนตาย”
เซียวเจิ้งหัวเราะพร้อมกับต่อยอีกฝ่ายอย่างแรง
“เจ๋งดีนี่”
ชายหนุ่มขากะเผลกยืนแทบไม่อยู่ โซเซถอยหลังไปสองก้าว แล้วพูดพลางยิ้มมุมปาก
“นายล่ะ? หลายปีมานี้ไปอยู่ไหน? ทำไมไม่ได้ยินข่าวคราวสักแอะ”
“ฉันไปต่างประเทศ” เซียวเจิ้งกล่าวเสียงเรียบ “เพิ่งกลับมาได้ไม่นาน”
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วจึงกล่าวว่า “กลับมาก็ดี กลับมาก็ดี”
“พี่เขย! ที่แท้พวกพี่ก็รู้จักกันนี่เอง”
หลังจากหลินเสี่ยวจู้แน่ใจว่าฝั่งพี่ตงไม่ได้คิดจะเอาคืน เธอจึงแอบคลายมือจากโทรศัพท์ที่ถูกกำแน่นจนร้อนผ่าว กระโดดมาข้างหน้าแล้วกล่าวแกมบ่น
“ไม่เห็นแนะนำให้ฉันรู้จักบ้างเลย!”
“พี่เขยเหรอ?” แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความขบขัน ถามขึ้นมาว่า “นายแต่งงานแล้วเหรอ?”
“เปล่าหรอก” เซียวเจิ้งส่ายหัว จากนั้นจึงแนะนำหลินเสี่ยวจู้ “หลี่เฟิง เป็นเซียนรถที่รวดเร็วที่สุดแห่งภูเขาจิ่วผานในตอนนั้น มีฉายาว่าเดอะแฟลช”
“สุดยอด!”
หลินเสี่ยวจู้ชูนิ้วโป้งให้ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าสลับซับซ้อนอีกครั้ง “แล้วทำไมครั้งนี้ถึงแพ้ให้ไอ้ขี้โกงนั่นกันล่ะ?”
“รถของเขาดี แถมยังติดตั้งระบบไนโตรเจน เขาใช้แค่ขาข้างเดียวแข่ง สู้มาจนถึงช่วงสุดท้ายได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว” เซียวเจิ้งอธิบายแทนเพื่อนเก่าของตน
“ที่พี่ว่ามาก็ถูก! เจ้าของรถเบนท์ลีย์หน้าไม่อายเกินไป” หลินเสี่ยวจู้กล่าวอย่างแค้นเคือง
หลี่เฟิงหัวเราะขมขื่น “แพ้ก็คือแพ้ ไม่ต้องแก้ตัวอะไรมากหรอก” เขาพูดตัดบท จากนั้นจึงมองเซียวเจิ้งด้วยสีหน้าประหลาดใจ “ทำไมนายถึงมาที่นี่ด้วย? จะลงแข่งเหรอ?”
“เธออยากมาดูเรื่องสนุก ฉันเลยมากับเธอ” เซียวเจิ้งว่าพลางฉีกยิ้ม “ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เจอนาย”
หลี่เฟิงพยักหน้าแล้วตอบว่า “ดูเรื่องสนุกก็พอ ไม่มีอะไรน่าเล่นหรอก”
“ฉันว่ามันก็น่าสนใจนะ” เซียวเจิ้งหรี่ตาเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวพร้อมกับหัวเราะ “คนเก่ง ๆ เยอะทีเดียว ฉันเองก็ชักจะคันไม้คันมือขึ้นมาแล้ว”
หลี่เฟิงถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำพร้อมกับมุ่นคิ้ว
“นายจะลงแข่งจริง ๆ เหรอ?”
“บัตรผ่านประตูก็จ่ายไปแล้ว ยังไงก็เสียเงินฟรี ๆ ไม่ได้นี่? อีกอย่างอันดับหนึ่งก็ได้เงินรางวัลตั้งห้าแสนหยวนเชียวนะ” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
หลี่เฟิงเดินเข้ามาหาสองก้าว แล้วพูดเสียงทุ้มต่ำ “วงเดิมพันของปีนี้ใหญ่มาก คนที่ได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์ก็มีไม่น้อย นายอยากลงแข่งจริง ๆ เหรอ?”
“พวกเขาเดิมพันก็เรื่องของพวกเขา ฉันจะลงแข่งก็เรื่องของฉัน ขัดกันตรงไหน?” เซียวเจิ้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ถึงนายจะแค่ป่วนอันดับ แต่เย่ซื่อกวนเสียเงินอย่างน้อยราวสิบล้านหรืออาจมากกว่านั้นด้วยซ้ำ” หลี่เฟิงกล่าวอย่างเป็นกังวล “พวกนายเองก็ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว เพิ่งกลับมาก็จะให้เขาเสียเปรียบแล้วเหรอ ฉันกลัว”
“กลัวอะไร?” เซียวเจิ้งถามกลับ “ทำไม ตอนนี้ก็เป็นบอสแล้ว รวยแล้ว จะไม่เห็นแก่หน้าคนอื่นก็ได้เหรอ?”
หลี่เฟิงกล่าวพลางแสดงสีหน้าเศร้าสลด “ฉันกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ยังมีปากให้กินข้าวได้ก็พอใจแล้วล่ะ”
เซียวเจิ้งไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่ตบบ่าของหลี่เฟิงพร้อมกับกล่าวว่า “ขนข้าวของนายออกมาเถอะ ฉันจะช่วยนายหาเงินเอง”
หลี่เฟิงได้ยินดังนั้นจึงยิ้มออกมาด้วยความสบายใจ “มีนายคุ้มหัว ฉันจะไม่ปล่อยโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปแน่นอน”
“พี่เขย พี่จะลงแข่งเหรอ?” หลินเสี่ยวจู้เอียงคอถามอย่างจริงจัง
“ใช่แล้ว เธออยากสัมผัสกับบรรยากาศการแข่งรถระดับ S มากเลยไม่ใช่หรือไง?”
เซียวเจิ้งยิ้มร่า แต่ดวงตาอันลึกซึ้งกลับมีความแตกต่างที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวเปล่งประกายออกมา