'นาคยเทวี..’
‘นาคยเทวี..’
‘นาคยเทวี..’
‘เ้านางนาคยเทวี..’
‘เ้านางนาคยเทวี..’
‘เ้านางน้อย....’
‘เ้านางน้อยกลับมาแล้ว...’
เสียงเรียกชื่อแปลกๆ นั้นดังระงมอยู่รายรอบตัวของขิม เสียงนั้นมันช่างทำให้เธอรู้สึกปวดหัว
อาการเวียนหัวเริ่มถาโถมเข้ามาอย่างน่าประหลาดใจ ขิมเงยหน้าขึ้นมาสบพระพักตร์ของรูปปั้นเสมือนจริงขององค์ปู่เ้าศรีสุทโธและองค์แม่ย่าเ้าศรีปทุมมาที่อยู่ด้านหน้าแต่เธอกลับเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป
ไม่ใช่รูปปั้นอย่างที่ควรจะเป็
เธอเห็นรูปปั้นนั้นค่อยๆ กลายร่างเป็คน!!
เบื้องหน้านั้นหนึ่งคือบุรุษสูงอายุ หน้าคมเข้มรับกับั์ตาคมที่ทำให้ยิ่งดูมากด้วยบารมี ผิวสีน้ำตาลไหม้ พระเกศานั้นดำแสมขาว มีเครายาวประดับอยู่บนพระพักตร์ยิ่งทำให้ดูน่าเกรงขาม แต่งองค์ด้วยชุดโบราณคือผ้าโจงกระเบนสีเขียวดิ้นทองโทนอ่อน พระเกศามัดรวบไว้เป็ทรงโซงโขดง และที่เคียงข้างกันคือสตรีสูงอายุผู้มีพระพักตร์รูปไข่ดวงหน้าของสตรีสูงอายุนั้นบ่งบอกถึงความเมตตาธรรม ั์ตาสีนิลฉายแววให้เห็นถึงความสูงศักดิ์และบารมีที่ มากมายนัก พระเกศาสีดำยาวสรวยราวกับขนนกกาน้ำนั้นถูกแซกกลางแล้วรวบสูงเป็ทรงโซงโขดงเช่นกัน
ทั้งสองพระองค์ทรงประดับด้วยเครื่องประดับทรงพญานาคราช ไม่ว่าจะเป็ กรองคอ รัดเกล้า รัดแขน สายสังวาลย์ กำไล แม่ยาศรีปทุมมานั้นทรงปักปิ่นปักผมพญานาคอยู่เหนือรัดเกล้ายิ่งทำให้ทรงพระสิริโฉมงดงามยิ่ง
คนหนึ่งดูเข้มขลัง คงแก่บารมี
อีกคนก็ดูมากไปด้วยความเมตตาและงดงามราวกับนางฟ้านาง์
อาการคงหนัก
ขิมคิดเพียงในใจ เธอรู้สึกว่าตอนนี้กำลังเห็นภาพหลอน รูปปั้นที่ไหนจะกลายเป็คนได้กัน
เธออาจจะทำงานมากไป มิน่าพี่ชายทั้งสองของเธอถึง้าให้มาพักผ่อนยาวก่อนที่จะทำงานใหญ่ แต่ทว่าตอนนี้อาการเวียนหัวไม่สบายเนื้อสบายตัวกับความปวดหัวที่แล่นแปร๊บอยู่เรื่อยๆ มันทำให้เธอรู้สึกแย่ ขิมเห็นเพื่อนๆ ทุกคนลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวที่จะกลับออกไปด้านนอกของวังคำชะโนดแล้ว แต่เธอกลับไม่สามารถที่จะลุกขึ้นได้ เเม้นแต่เรียวแรงเธอก็แทบไม่มี
ร่างบางปราดตาไปยังเพื่อนก่อนจะค่อยๆ พยามดันตัวเองให้ลุกจากพื้น เเต่ทว่าเมื่อยืนขึ้นเธอก็ทรุดลงไปทันที ดีทีว่าอังเดร์รั้งร่างของเธอไว้ได้ก่อนที่หน้าจะฟาดพื้น
“เฮ้ยไอ้ขิม!!!”
เสียงอังเดร์อุทานลั่นเล่นเอาเพื่อนๆ ต่างใและวิ่งกรูกันเข้ามาหาเธอ และเเน่นอนว่าความโกลาหลครั้งนี้เรียกความสนใจให้แก่ผู้มากราบสักการะไม่นอน
“ขิมๆ เธอยังไงบ้าง ทำไมเป็ลมได้เนี้ย”
เอมวิ่งเข้ามาหาเพื่อนสาวพร้ อมกับเอายาดมและพัดลมพกพาขนาดเล็กมาเสียกเข้ากับมือถือแล้วเปิดให้เธอ
ทุกคนล้วนรู้สึกแปลกใจพร้อมกับมีความไม่สบายใจปะปน เพราะขิมแม้นจะเป็ผู้หญิงร่างบางแต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงขี้โรคและเรียกได้ว่าไม่เคยมีใครเห็นเธอป่วย จะฝนตกแดดออกแค่ไหนเธอก็ไม่เคยมีท่าทีจะป่วยตามสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนสักครั้ง
อย่างมากก็แค่บ่นว่าร้อนหรือไม่ก็หนาว
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่
“ไอ้ขิมป่วยหรือเปล่าวะ” ภูมิพูดขึ้น
“แกเคยเห็นมันป่วยรึไง ฉันว่านี้มันผิดปกติแล้ว” เคนพูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก
‘นาคยเทวี..ธิดาข้า...’
เสียงหวานนุ่มละมุนนั้นช่างชวนให้หลงไหลกับใบหน้าอันงดงามที่แสนจะเปี่ยมเมตตาก็ยังคงแย้ม
พระสรวยให้เธออยู่
สายตานั้นที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น
แต่ความเ็ปที่ทรมานนั้นกลับทำให้เธอรู้สึกแย่
“ไอ้หนุ่ม เป็อะไรกัน”
เสียงดังแว่วมาจากด้านหลัง เคยหันไปพบกับ “พ่อจ้ำ” ผู้ซึ่งดูแลสถานที่แห่งนี้กำลังเร่งเดินจ้ำอ้าวเข้ามา ชายชราร่างเล็กที่ติดจะท้วมนิดๆ ผิวน้ำตาลไหม้ ผมขาวที่ถูกตัดสั้นนั้นดูจะบางลงตามอายุ พ่อจ้ำอยู่ในชุดขาวและมีประคำสีขาวคล้องอยู่เคนหันไปมองพร้อมส่งสายตาราวกับขอความช่วยเหลือเพราะนี้ดูจะเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไหว
“พ่อจ้ำครับเพื่อนผมอยู่ดีๆ ก็เป็ลม พยามช่วยพยุงแล้วเเต่ทำยังไงก็ให้เธอลุกไม่ได้”
เคนยกมือไหว้พ่อจ้ำพร้อมบอกเล่าเื่ราว พ่อจ้ำรับไหว้พร้อมกับปราดสายตาไปมองที่เด็กสาวตรงหน้า ผลันเกิดสายลมกรรโชกวูบใหญ่ราวกับจะมีพายุเล่นเอาข้าวของกระจัดกระจาย ผู้คนต่างแตกตื่นใกรีดร้อง เพียงชั่วครู่สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาทั้งๆ ที่ท้องฟัายังคงแจ่มใสจนทำให้เหล่าผู้ศรัทธาที่อยู่ด้านนอกต่างวิ่งหาที่หลบลมหลบฝนกันอุตหลุด
“อีหนู..รับนี้ไปจุดแล้วอธิฐานให้เพื่อน บอกท่านทั้งสองเสียว่าเพื่อนของเอ็งกลับมาแล้วแต่ขอเวลาให้เขาเสียหน่อย”
เอมมองไปยังพ่อจ้ำซึ่งเขาส่งธูปให้เธอมาทั้งกำมือ
ใช่1กำมือ..พ่อจ้ำกำธูปขึ้นมาทีเดียวแล้วยื่นให้เธอทั้งแบบนั้นเลย
เอมไม่ค่อยเข้าใจพิธีกรรมอะไรนี้หรอกและเธอก็กลัวมากด้วยที่อยู่ๆ ขิมก็มีอาการแปลกๆ
แต่อะไรที่ว่าดีก็ทำไปก่อนเพราะสิ่งที่ขิมเป็มันหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ยากเหลือเกิน เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างขิมที่ไม่เคยแม้นแต่จะป่วยอยู่ๆ ก็มีเป็ลมตรงหน้าศาลแถมผู้ชายตั้งสามคนยังอุ้มเธอไม่ขึ้น..ไม่สิอย่าเรียกว่าอุ้มเลย เเค่ช่วยกันพยุงยังดึงเธอให้ขึ้นมาจากพื้นไม่ได้เลย แม้นแต่ภูมิที่ดูแข็งแรงที่สุดก็พยุงเธอไม่ขึ้น ราวกับขิมมีน้ำหนักเท่ากับหินก้อนใหญ่มากๆ ก้อนหนึ่งก็ไม่ปาน ทั้งที่จริงๆ แล้วขิมหนักไม่เกิน55กิโลกรัมเท่านั้น
“ขอเวลาอะไรครับ” เคนเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดี
พูดตามข้าไปเถอะอย่าพึ่งสงสัยกระไรกัน” พ่อจ้ำย้ำคำจนหนุ่มๆ ต้องเงียบลง
“คะๆ” เอมรับมาพร้อมกับรับจุดธุปด้วยไฟแช็กของภูมิทันที
“เ้าปู่ศรีสุทโธแม่ย่าศรีปทุมมาคะตอนนี้ขิมกลับมาแล้วนะคะหนูไม่รู้ว่าอดีตขิมไปทำอะไรผิดไว้หรือเปล่าแต่ขอได้โปรดให้อภัยขิมเถอะคะ วันนี้พวกหนูมากราบไหว้ด้วยความศรัทธาเพื่อมุ่งหวังว่าอนาคตจะพาผู้ศรัทธาอีกจำนวนมากมากราบไหว้ท่าน ได้โปรดขอให้ขิมหายจากอาการไม่สบายนี้ด้วยเถอะคะ..ขอเวลาให้เธออีกสักนิด..”
ขิมได้ยินเสียงของเอมที่กำลังจุดธูปไหว้บุรุษและสตรีชราตรงหน้าของเธอ เธอเห็นทั้งคู่แย้มสรวยออกมาด้วยความเอ็นดูเอม
ใจขิมเชื่อได้เลยว่าเอมและทุกคนไม่ได้เห็นอย่างที่เธอเห็นแน่นอน เพราะถ้าหากเห็นแบบเธอรับรองว่าวิ่งกันป่าราบแน่ๆ
‘ลูกมีเพื่อนที่ดีนางจิตใจบริสุทธิ์ พ่อกับแม่จะให้เวลาเ้านาคยเทวี..แต่ลูกต้องมีเขาคอยดูแล...’
“ใครกัน..”
เสียงของขิมนั้นช่างแ่เบา เบาเสียจนแทบจะเป็เสียงกระซิบ เพื่อนๆ ต่างเห็นปฏิกิริยาของขิม
แล้วก็ยิ่งรู้สึกเป็ห่วงเพราะทุกคนเห็นเธอมองไปที่รูปปั้นและเอ่ยเสียงออกมาราวกับกำลังคุยกับใครบางคนที่มองไม่เห็นอยู่
‘อีกไม่ช้าลูกจะพบเขานาคยเทวี..’
เสียงเอ่ยสุดท้ายนั้นค่อยๆ เบาลงพร้อมกับพายุที่ค่อยๆ สงบและร่างบางที่สลบฟุบลงที่ตักของเพื่อนสาว ซึ่งนั้นก็ยิ่งทำให้เพื่อนๆ ต่างใเข้าไปใหญ่ และเอมนั้นดูเหมือนจะสติแตกไปเป็ที่เรียบร้อยเพราะเธอเริ่มร้องไห้ออกมาจนภูมิต้องเดินเข้ามาตบบ่าเธอเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“ไอ้หนุ่ม อุ้มอีหนูเพื่อนเอ็งมาแล้วตามมาทางนี้” พ่อจ้ำเรียกก่อนที่จะเดินออกไป
เคนมองตำมก่อนที่จะเดินเข้าไปอุ้มเพื่อนสาวขึ้นแล้วเดินตามพ่อจ้ำไปโดยไม่สนใจคำทักท้วงใดๆ ของเพื่อนๆ ที่เหลือ
“เอาไงดีวะ” อังเดร์พูดขึ้นด้วยความสับสน เพราะเขาเป็ลูกครึ่งการมาเจอเหตุการณ์แบบนี้บอกเลยว่ามันเหนือความคาดหมายไว้มาก
ลูกครึ่งถึงกับงง!!!
“ตามไปก่อนเถอะ” ภูมิตัดสินใจแทนในขณะนั้นก่อนที่จะพร้อมใจกันเดินตามเคนและพ่อจ้ำไป
‘นานเหลือเกินนาคยเทวี..นานมากเหลือเกินที่กว่าข้าจะได้พบเ้าอีกครั้ง..ในที่สุดความถวิลหาอันแสนทรมานของข้าก็สิ้นสุดลง..ข้าจะนำเ้ากลับคืนวังบาดาล’
เสียงเอื้อนเอ่ยนั้นแ่เบาราวกับล่องลอยมาตามสายลม กลิ่นหอมของดอกไม้ก็กลับตลบอบอวนไปทั่วทั้งวังนาคินทร์