[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 185 ควักกระดูกคืนน้องสาวสะเทือนไปทั่วหล้า ความยุติธรรมนี้นับว่าเพียงพอใช่หรือไม่

    ตอนที่ 185 ควักกระดูกคืนน้องสาวสะเทือนไปทั่วหล้า ความยุติธรรมนี้นับว่าเพียงพอใช่หรือไม่

            ฉึก!

            แสงกระบี่อันเจิดจ้าพุ่งทะลุผ่านแผ่นหลังของกู้ฉางเกอ เสียงเนื้อหนังฉีกขาดดังสะท้อนก้องท่ามกลางสายตานับมิถ้วน โลหิตสีแดงฉานกระจายออกมา ราวกับผุดเดือดล้นออกมาจากเปลวเพลิงอันเร่าร้อน

            ทันใดนั้น ฟ้าดินเสมือนกับถูกปลุกให้สั่นสะเทือน เสียงสวดมนต์อันลี้ลับพลันดังก้องขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า เบื้องบนปรากฏดอกบัวสีทองอร่ามแย้มกลีบละลานตา ท่วงทำนองเสียงแห่งมรรคาดังก้องกังวานไปรอบทิศ ก่อนจะบังเกิดกลิ่นหอมจางๆ แผ่ซ่านไปทั่วทุกหนแห่ง ทุกหยาดโลหิตดูงดงามราวกับอัญมณีโบราณ เจิดจ้าดุจหยาดโลหิตแห่งเทพเจ้าจากอดีตกาล สะท้อนภาพโลกอันน้อยใหญ่นับมิถ้วน

            ฉากเบื้องหน้านี้ทำให้ทุกคนตกตะลึงนิ่งงัน มิอาจจะคาดคิดได้ว่ากู้ฉางเกอจะลงมือเช่นนี้โดยไร้ซึ่งสัญญาณบอกเหตุ เขาถึงกับลงทอทำร้าย ฉีกทึ้งร่างกายของตนเองออกมาหรือ

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญต่างเต็มไปด้วยความสับสน การคืนกระดูกที่เขากล่าวถึงก่อนหน้านี้นั้นหมายความว่าอย่างไร กระดูกอันใดกัน หรือว่าเขาตั้งใจจะควักกระดูกของตนเองออกมาจริงๆ

            แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแห่งวังสมุทรที่ยังเผยสีหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเมื่อครู่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความตกใจและมิอยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น

            “กู้ฉางเกอ…”

            น้ำเสียงของกู้เซียนเอ๋อร์สั่นสะท้านเล็กน้อย ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขณะมองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความหวาดหวั่น มือน้อยกำกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก

            นางคิดว่ากู้ฉางเกอจะเอ่ยความจริงที่ถูกปกปิดเอาไว้ในอดีต ทว่ากลับมิคาดคิดว่าเขาจะเลือกใช้วิธีการอันโหดร้ายที่สุดอย่างการควักกระดูกนั้นมาคืนให้แก่นางด้วยตนเอง

            ในเสี้ยววินาทีนั้น ความว่างเปล่ากลับครอบงำความคิด นางอ้าปากค้าง ทว่าหาได้มีคำพูดใดที่เล็ดลอดออกมาไม่ นางทำได้เพียงแต่ยืนนิ่งงันท่ามกลางอากาศ ราวกับถูกสะกดเอาไว้ด้วยความตื่นตะลึง

            “นึกมิถึงเลยจริงๆ… เขาถึงกับควักกระดูกคืนให้น้องสาวอย่างไร้ซึ่งความลังเล…”

            “ชายผู้นี้ช่างเหี้ยมโหดนัก! มิแม้แต่จะลังเลเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเดียว ดูท่าเขาคงจะคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ต้นแล้ว…”

            เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักมรรคาสูงสุดที่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับความลับของตระกูลกู้ในอดีตต่างก็รู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในใจ พวกเขาต่างจ้องมองกู้ฉางเกอผู้นี้ด้วยความหวั่นเกรง

            ในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ช่างแฝงไว้ด้วยภัยอันตรายอันน่าหวาดหวั่น ความรู้สึกนั้น คือความกลัวที่ผสานไปกับความเกรงขามอันยากจะบรรยาย

            “ควักกระดูกคืนให้แก่น้องสาว มินึกเลยว่ากู้ฉางเกอจะหาญกล้าทำเรื่องเช่นนี้ลงไปจริงๆ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นในวันนี้ แล้วเขาจะทำเช่นนั้นไปเพื่ออันใด”

            “ทว่าถึงอย่างไร เรื่องราวที่ได้เผยออกมานั้นก็ใช่ว่าจะเลวร้ายไปเสียทีเดียว ครั้งหนึ่งตระกูลของเรานั้นเคยได้ล่วงเกินเซียนเอ๋อร์ไปจริงๆ เรื่องคำครหาอันเล็กน้อยนั้นจะนับเป็นสิ่งใดกัน ต่อให้เป็นทั้งทั่วแดนสวรรค์ทั้งหมด ก็มิมีผู้ใดจะหาญกล้าดูแคลนตระกูลกู้ของพวกเราได้!” กู้หนานซานทอดถอนหายใจ ทว่าในดวงตาที่มองดูกู้ฉางเกอก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนขึ้นมาก

            ในขณะนั้น แม้กระทั่งเขาเองก็เริ่มสงสัยแล้วว่า เหตุการณ์ในปีนั้นอาจซ่อนเร้นซึ่งความลับอันใดบางอย่างที่มิอาจจะล่วงรู้เอาไว้ได้ และสิ่งที่กู้เซียนเอ๋อร์ได้คาดเดาเอาไว้ก็อาจจะมิใช่เรื่องที่ห่างไกลจากความจริง

            สุ้มเสียงของกู้ฉางเกอยังคงดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน เขากำลังบอกเล่าเรื่องราวบางอย่าง ถ้อยคำเหล่านั้นเรียบง่าย มิมีการเสริมแต่งหรือบิดเบือน เขาเพียงแต่บอกเล่าความจริงทุกประการ

            ไฟนั้นย่อมมิอาจจะถูกซ่อนเอาไว้ด้วยกระดาษ เรื่องราวเช่นนี้ย่อมจะต้องแพร่กระจายไปทั่วทั้งใต้หล้าในมิช้า หากต้องถูกบีบบังคับให้เปิดเผย สู้เลือกที่จะเป็นฝ่ายเปิดเผยความจริงด้วยตนเองย่อมจะยังดีเสียกว่า 

            ตราบใดที่เขายังคงถือสิทธิ์เหนือกว่าในสถานการณ์เหล่านั้น ทุกสิ่งก็ย่อมจะมิเกินขอบเขตไปกว่าการควบคุมของเขา อีกทั้ง ผู้ใดเล่าจะกล่าวได้ว่า ความจริงนี้จะต้องนำพาผลกระทบด้านลบมาสู่ตัวเขาเสมอไป

            กู้ฉางเกอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “กระดูกมรรคาชิ้นนี้เดิมทีเป็นของเซียนเอ๋อร์ เมื่อครั้งนางยังเยาว์วัย ขณะที่บิดามารดาของนางมิอยู่ ข้าได้อาศัยโอกาสนั้นช่วงชิงเอากระดูกของนางไป ทำให้นางต้องระหกระเหินเร่ร่อนอยู่นอกตระกูลมานานนับสิบปี… ข้ารู้สึกผิดต่อนางมาโดยตลอด ในวันนี้ ข้าจะถือโอกาสนี้คืนความยุติธรรมให้แก่นางต่อหน้าฟ้าดิน”

            สีหน้าและน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาของเขาล้วนสงบนิ่ง ทว่าในดวงตากลับทอประกายแปลกประหลาดบางอย่าง

            แสงกระบี่ที่ยังคงเจิดจ้าและส่งเสียงก้องกังวานนั้น ได้บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่มิอาจเปลี่ยนแปลง

            บริเวณบาดแผลของเขาได้ปรากฏแสงสว่างอันเจิดจ้าที่ทอประกายแสบตา อักขระศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นทีละตัว มันเต้นระริกอย่างงดงาม อีกทั้งยังลึกลับและเปี่ยมล้นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความน่าเกรงขาม โลหิตที่หยดลงพื้นดูบริสุทธิ์ราวกับหยาดน้ำค้างแห่งสวรรค์ที่งดงามเกินกว่าจะบรรยาย

            ถ้อยคำเกี่ยวกับความลับในอดีตที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ของกู้ฉางเกอ ก็ได้เปิดเผยต่อสายตาของผู้คนทั่วทั้งฟ้าดิน

            "ที่แท้แล้ว ความลับระหว่างกู้เซียนเอ๋อร์กับกู้ฉางเกอกลับเป็นเช่นนี้เองหรือ..."

            "ช่างเหลือเชื่อและน่าอัศจรรย์ยิ่ง จนแทบจะมิอาจทำใจเชื่อได้"

            "หากมิใช่เพราะกู้ฉางเกอเป็นผู้เปิดเผยมันออกมาด้วยตนเอง พวกเราก็คงจะมิมีวันล่วงรู้ ตามที่เล่าขานกันมานั้นได้กล่าวเอาไว้ว่า กู้เซียนเอ๋อร์เป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ผ่านการหลอมชะตาให้แกร่งกล้า ทว่าความจริงแล้วกลับกลายเป็นดังเช่นในวันนี้! เมื่อคิดดูแล้ว นางก็ช่างน่าเวทนานัก ถึงกับเผชิญกับเหตุการณ์อย่างการถูกพี่ชายร่วมตระกูลช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาไปตั้งแต่เยาว์วัย…"

            "ใช่แล้ว นางยังเยาว์นัก ทว่ากลับต้องแบกรับความทุกข์ยากที่นางมิควรจะได้รับไปเลยแม้แต่น้อย!"

            "เดิมทีนางควรจะเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง หากแต่กลับถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ประสบผ่านโลกอันแสนขมขื่นด้วยตนเองมาโดยตลอด…"

            ก่อนหน้านี้ หญิงสาวมากมายที่ยังเคยรู้สึกอิจฉากู้เซียนเอ๋อร์ และคิดว่าที่นางมีพี่ชายอย่างกู้ฉางเกอคอยปกป้องนั้นช่างนับว่าโชคดียิ่ง ทว่าผู้ใดจะคาดคิดว่า เบื้องหลังนั้น กลับซ่อนเร้นเอาไว้ด้วยชะตากรรมอันแสนเศร้าเช่นนี้

            บัดนี้ การที่กู้ฉางเกอเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดออกมานั้น หรือว่าเขาตั้งใจจะชดเชยให้แก่นางกัน

            ทั่วทั้งฟ้าดินต่างเงียบงัน ผู้คนทั้งหลายต่างตกตะลึงนิ่งค้างไป ณ ที่แห่งนั้น แม้แต่เหล่าผู้ที่เคยล่วงรู้ถึงความลับเกี่ยวกับตระกูลกู้ก็ยังคงเงียบงัน พวกเขามิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า กู้ฉางเกอจะเลือกเปิดเผยความลับอันเป็นตราบาปของตนเองออกมา

            การยอมรับความจริงเช่นนี้ อีกทั้งยังลงมือควักกระดูกคืนให้แก่น้องสาวด้วยน้ำมือของตนเอง… ช่างเป็นการกระทำที่ทำให้ผู้คนสะท้านสะเทือนอย่างแท้จริง

            เขานั้นโหดเหี้ยมกับผู้อื่นแล้วก็จริง ทว่ายังกลับโหดเหี้ยมต่อตนเองเสียยิ่งกว่า

            เพียงแค่คิดถึงการกระทำที่เย็นชาราวกับไร้ความรู้สึกเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้รู้สึกหนาวสะท้าน กระนั้น เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาภายในของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง แล้วผู้อื่นจะเข้าไปแทรกแซงยุ่งเกี่ยวได้อย่างไร ทว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไป ชื่อเสียงของกู้ฉางเกอที่เคยสุกสกาวเจิดจ้าเกินกว่าผู้ใด ก็มิอาจจะกลับไปเป็นเช่นเดิมได้อีกต่อไปแล้ว

            เขาที่เคยเป็นดั่งบุรุษที่สมบูรณ์แบบที่สุดในสายตาผู้คน เปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ดั่งเซียนท่ามกลางโลกาผู้เปล่งรัศมีอันยิ่งใหญ่ หากก่อนหน้านี้จะมีคำใดมาบรรยายถึงตัวตนของกู้ฉางเกอได้อย่างดีที่สุด คำคำนั้นก็ย่อมเป็นความสมบูรณ์แบบ ทว่าบัดนี้ บนร่างของบุรุษผู้นี้ กลับปรากฏร่องรอยอันด่างพร้อยที่มิอาจจะลบเลือนไปได้ตลอดกาล

            เมื่อสิบกว่าปีก่อนนั้นกู้ฉางเกออายุเพียงเท่าใดกัน ทว่ากลับหาญกล้าทำเรื่องร้ายแรงดังเช่นการลอบทำร้ายญาติร่วมตระกูลได้อย่างลงคอ เบื้องหลังรูปลักษณ์อันสง่างามราวกับเทพบุตรที่ล่องลอยอยู่เหนือโลกีย์นั้น กลับซ่อนเร้นไว้ซึ่งจิตใจอันเย็นชาและโหดเหี้ยมดั่งคมกระบี่ ถึงแม้เขาจะพยายามชดเชยความผิดพลาดในอดีต ทว่ารอยด่างพร้อยนี้ก็จะคงอยู่ไปตลอดกาล

            เหล่าสตรีผู้หลงใหลในตัวกู้ฉางเกอจนยกให้เขาเป็นชายผู้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ต่างก็รู้สึกราวกับโลกทั้งใบพังทลายลงต่อหน้าต่อตา หัวใจเต็มไปด้วยความขมขื่น ในสายตาของพวกนาง กู้ฉางเกอนั้นคือชายผู้สูงส่งไร้ผู้ใดเทียบเทียม เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์อันงดงามไร้ที่ติ เขานั้นลงมือทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร

            “เป็นไปมิได้ ทั้งหมดนี้มันเป็นไปมิได้ นี่ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่…” เสียงพึมพำอันแผ่วเบาดังขึ้นมาจากเหล่าผู้คนที่ยังคงตกตะลึง และมิอาจจะทำใจยอมรับในสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าได้

            “กู้ฉางเกอ เจ้าอย่าได้พูดสิ่งใดอีกเลย… เรื่องในวันวานนั้นมันผ่านไปแล้ว”

            ในที่สุด กู้เซียนเอ๋อร์ที่นิ่งงันไปเนิ่นนานก็ได้สติกลับมา แม้สุ้มเสียงของนางจะยังคงเยือกเย็น ทว่าก็กลับแฝงไปด้วยความสั่นไหวซึ่งยากจะควบคุม นัยน์ตาของนางนั้นเริ่มแดงก่ำ แสดงให้เห็นถึงความสับสนและปั่นป่วนในใจ นางพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาความสงบ ทว่าความคิดในหัวกลับวุ่นวายราวกับฝูงผึ้งนับพันที่บินพล่าน ในสถานการณ์เช่นนี้ นางย่อมมิอาจจะสงบจิตใจลงได้เลย

            “ในเมื่อกล้าลงมือทำแล้ว จะยังมีสิ่งใดที่ข้าจะมิกล้ายอมรับได้อีกเล่า กระดูกชิ้นนี้ข้าได้ใช้มันมานานจนเกินพอ บัดนี้สมควรจะคืนมันให้แก่เจ้าแล้ว…” กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ขณะจ้องมองนางด้วยแววตาอันแน่วแน่

            “กู้ฉางเกอ หยุดเถิด! ข้ามีกระดูกใหม่แล้ว เจ้าจะคืนมันให้ข้าไปด้วยเหตุใดกัน!”

            กู้เซียนเอ๋อร์ตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ นางเห็นใบหน้าของกู้ฉางเกอซีดขาวลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในแววตาของเขากลับนิ่งลึกดุจทะเลสาบอันไร้ก้นบึ้ง ร่างของนางขยับวูบหมายจะหยุดเขา ทว่ากู้ฉางเกอกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วยิ่งกว่านาง

            ในความทรงจำของนางนั้น ครั้งหนึ่งหน้าประตูตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ กู้ฉางเกอก็เคยถูกนางฟาดฟันกระบี่จนเกือบจะต้องสิ้นชีวิตลง กระทั่งกระดูกมรรคานั้นก็เกือบจะแตกสลาย สำหรับนางแล้ว เรื่องราวระหว่างทั้งสองก็ถือว่าได้ยุติลงแล้วตั้งแต่ครั้งนั้น

            ทว่าการที่เขาจะคืนกระดูกมรรคาให้แก่นางในวันนี้ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เกินกว่าความคาดหมายของนางไปโดยสิ้นเชิง นางมิอยากจะให้เขาทำเช่นนี้ เพราะมันไร้ซึ่งความจำเป็นโดยสิ้นเชิง เรื่องราวระหว่างทั้งสองควรจะจบลงได้เสียที

            โครม!

            ทว่ากู้ฉางเกอกลับมิคิดจะหยุดมือ การกระทำของเขาดำเนินไปอย่างเด็ดขาดจนเกินกว่าจะมีสิ่งใดมาขัดขวางได้

            ฉึก!

            โลหิตสีแดงฉานพวยพุ่งออกมาอีกครั้ง มันเจิดจ้าเสียจนแสบตา

            เขาใช้มือข้างหนึ่งแทงทะลุผ่านบาดแผลของตน โลหิตที่อาบโชกนั้นเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไหลรินออกมาตามฝ่ามือ ก่อนจะทอแสงเจิดจ้าอยู่ในหมอกแสงสีทอง จากนั้น ใบหน้าของเขาพลันซีดเผือดลงไปอีก คิ้วนั้นขมวดแน่น ก่อนที่เขาจะดึงบางสิ่งออกมาจากร่างกายอย่างรุนแรง!

            พรึ่บ!

            ในมือของเขาปรากฏแสงหลากสีเปล่งประกายราวกับหมอกอันลึกลับ

            ครืน!

            ทันใดนั้น ปรากฏฟ้าดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ด้วยเพราะกระดูกชิ้นนั้นซึ่งทั้งใสกระจ่างและเจิดจ้าได้ปลดปล่อยสุ้มเสียงแห่งมรรคาอันลี้ลับออกมา

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญทั้งหลายต่างรู้สึกได้ถึงพลังแห่งมรรคาที่ประสานกัน ราวกับกระดูกชิ้นนั้นสามารถดึงพลังแห่งมรรคาจากผู้คนให้สั่นคลอน กระดูกชิ้นนี้มิใช่ของที่ธรรมดาสามัญ ทว่ามันช่างสูงค่าเสียจนทำให้เหล่าผู้คนตกตะลึง

            “นี่คือกระดูกแห่งมรรคา! ช่างเป็นพรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก ถึงขั้นส่งผลต่อกฎแห่งฟ้าดิน นี่มิอาจจะจินตนาการได้เลย!”

            “กระดูกแห่งมรรคา… เดิมทีที่กู้ฉางเกอแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนั้นก็เป็นเพราะอาศัยกระดูกชิ้นนี้มาโดยตลอด มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงทรงพลังถึงเพียงนั้น กระดูกนี้แท้จริงแล้วเป็นของกู้เซียนเอ๋อร์…”

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญต่างหน้าถอดสี เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังแห่งมรรคาที่พลุ่งพล่านขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว

            ถึงขนาดที่พลังแห่งมรรคาของพวกเขาเองก็เริ่มหมุนวนอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะบรรลุสู่ระดับใหม่

            นี่หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ

            ก็หมายความว่ากระดูกแห่งมรรคาชิ้นนั้นสามารถช่วยในการบำเพ็ญเพียร และส่งผลต่อกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินได้โดยตรง!

            “มิน่าแปลกใจที่กู้ฉางเกอจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เดิมทีเขาก็แค่ใช้กระดูกของน้องสาวตนเองเท่านั้น… เขาเป็นเพียงคนหลอกลวงที่แย่งชิงความรุ่งโรจน์ของผู้อื่นมา! วันนี้เมื่อเขาควักกระดูกชิ้นนี้คืนไปให้กับนางแล้ว ความยิ่งใหญ่ของเขาก็คงจะมิมีวันหวนกลับมาได้อีก!”

            “หากมีกระดูกแห่งมรรคาเช่นนี้ ข้าเองก็สามารถที่จะแข็งแกร่งได้อย่างมิแพ้เขา!”

            “กระดูกแห่งมรรคานั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้ มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาจึงเลือกที่จะลงมือทำเช่นนั้น ทว่าเมื่อถูกกดดันให้จนมุม ในที่สุดก็ต้องเปิดเผยความจริงออกมา! เฮอะ ตัวตนที่ถูกเรียกว่าผู้ต้องห้ามแห่งยุค ที่แท้ก็หาใช่อื่นใดนอกจากผู้ที่อาศัยกระดูกของน้องสาวให้ตนเองแข็งแกร่ง!”

            ในความมืด เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นเยาว์บางคนต่างตื่นเต้นขึ้นมา ในใจเปี่ยมไปด้วยความอิจฉาริษยา พวกเขาอดมิได้ที่จะเอ่ยคำเยาะเย้ยลับหลัง ด้วยคิดว่าเมื่อกู้ฉางเกอสูญเสียกระดูกแห่งมรรคานี้ไปแล้ว พลังของเขาก็จะต้องเสื่อมถอยลงอย่างมหาศาล นี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับพวกเขาที่จะผงาดขึ้นแทนที่

            ในขณะเดียวกัน เหล่าผู้แข็งแกร่งบางคนที่ซ่อนตัวอยู่ต่างก็จับจ้องไปยังกระดูกแห่งมรรคานั้นด้วยแววตาอันมุ่งมาด เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แฝงเอาไว้อยู่ภายใน หากพวกเขาสามารถทำความเข้าใจและถอดความหมายของลวดลายแห่งมรรคาอันลึกล้ำที่สลักอยู่บนกระดูกชิ้นนี้ได้ ก็ย่อมจะทำให้พลังบำเพ็ญของพวกเขาก้าวกระโดดขึ้นอย่างมหาศาล

            “หากผู้ใดคิดจะแย่งชิงกระดูกชิ้นนี้ไป ก็เข้ามาลองดูได้เลย”

            กู้ฉางเกอที่ดูอ่อนแอจนสีหน้าซีดเผือด มือข้างหนึ่งได้กุมกระดูกแห่งมหามรรคาเอาไว้แน่น ทว่าบนใบหน้านั้นกลับยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มบาง

            แม้ร่างกายจะเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงฉานราวกับดอกไม้ต้องคำสาปบนผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์ ทว่ากลิ่นอายของเขากลับยังคงสง่างาม เปี่ยมล้นด้วยรัศมีอันล้ำลึกที่มิอาจจะแตะต้องได้

            ภาพนี้ทำให้เหล่าหญิงสาวที่มองดูต่างต้องเบือนสายตาหนี หัวใจเต้นระรัวไปด้วยความสะเทือนใจ

            กองทัพสรรพชีวิตแห่งวังสมุทรที่ยืนตระหง่านอยู่เต็มฟ้าดิน บัดนี้ก็กลับเงียบงัน ความหวาดหวั่นเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ

            กู้ฉางเกอ… ชายผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมและเยือกเย็นจนเกินกว่าจะจินตนาการนัก การกระทำของเขาในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมิอาจจะห้ามได้

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าก็เผยสีหน้าซีดเผือดออกมาด้วยความตกตะลึง เขาคิดว่าตนจะสามารถใช้เรื่องนี้บีบคั้นกู้ฉางเกอเอาไว้ได้ ทว่าการตัดสินใจอันไร้ซึ่งความลังเลของชายหนุ่มผู้นี้ กลับทำให้เขารู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งร่าง

            นี่มิใช่การกระทำที่มนุษย์ทั่วไปจะสามารถทำได้!

            เด็กหนุ่มผู้นี้… ช่างน่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว!

            “กระดูกแห่งมรรคานี้… พี่ขอคืนให้แก่เจ้า” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง

            กระดูกแห่งมหามรรคาที่ถูกอักขระอันไร้สิ้นสุดห่อหุ้มเอาไว้ ได้แผ่พลังอันเรืองรองล่องลอยลงสู่มือของกู้เซียนเอ๋อร์

            “กู้ฉางเกอ…”

            ปลายนิ้วของกู้เซียนเอ๋อร์สั่นขึ้นเล็กน้อยขณะรับกระดูกนั้นเอาไว้ มันยังชุ่มไปด้วยโลหิตของกู้ฉางเกอ ทว่านางกลับยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ความสับสนว้าวุ่นเกาะกุมจิตใจอย่างมิทันตั้งตัว

            การกระทำของกู้ฉางเกอที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนั้นทำให้นางรู้สึกมึนงง ราวกับถูกพัดพาเข้าสู่ความเวิ้งว้างแห่งความคิด

            นางมิเคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะยอมควักกระดูกแห่งมรรคานั้นออกมา และเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังภายในนั้น นางก็รับรู้ได้ในทันทีว่ามันคือกระดูกของนางเอง กระดูกที่ครั้งหนึ่งเคยถือกำเนิดขึ้นในร่างกายของนาง ประกอบไปด้วยอักขระตั้งแต่ถือกำเนิดและพรสวรรค์อันเกรียงไกร

            ตลอดมานั้น สิ่งที่ผลักดันให้นางฝึกฝนอย่างมิหยุดยั้งนั้นคือการเอาชนะกู้ฉางเกอ และทวงคืนทุกสิ่งที่เคยเป็นของนาง ทว่าบัดนี้กู้ฉางเกอกลับคืนสิ่งนั้นให้แก่นางโดยที่นางยังมิทันได้เอาชนะเขา หัวใจของนางเต็มไปด้วยความสับสน ราวกับสูญเสียเป้าหมายที่เคยยึดถือเอาไว้ ความแค้นในอดีตที่เคยเกาะกุมจิตใจ บัดนี้กลับดูเลือนรางจนแทบจะมิหลงเหลืออยู่

            นางมองดูกู้ฉางเกอด้วยความรู้สึกอันซับซ้อนที่เกินกว่าจะบรรยายได้ จนแม้แต่ตนเองก็มิอาจจะเข้าใจ

            “บางสิ่งนั้น มิใช่แม้แต่สิ่งที่พวกเจ้าจะคิดแย่งชิงได้”

            น้ำเสียงอันเรียบนิ่งของกู้ฉางเกอพลันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ก่อนจะดึงดูดสายตาของกู้เซียนเอ๋อร์ให้กลับมาจับจ้องเขาอีกครั้ง

            ในขณะนั้น ความรู้สึกอันลึกล้ำบางอย่างได้แผ่ซ่านขึ้นในใจของนาง มันเป็นความอบอุ่นอย่างน่าประหลาดที่ทำให้ใจนางสงบลง

            ถึงแม้กู้ฉางเกอจะเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเล่ห์กลและความลึกลับ ทว่าก็กลับมีเพียงนางเท่านั้นที่เขาจะมอบความปรานีให้อย่างมิเสแสร้ง เพราะเหตุใดกัน เหตุใดในความเลวร้ายของเขา จึงกลับยังมีความอ่อนโยนที่สงวนเอาไว้ให้กับนางแต่เพียงผู้เดียว

            “แย่แล้ว...”

            ถ้อยคำของกู้ฉางเกอทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่แอบจับจ้องกระดูกแห่งมรรคาอยู่ในความมืดมิดพลันรู้สึกหนาวเย็นยะเยือกไปทั้งสันหลัง ราวกับถูกสายตาของสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงกลัวจับจ้องมองมาโดยตรง ความเย็นเยียบอันน่าขนลุกนี้แผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน

            กู้ฉางเกอตั้งใจจะทำให้พวกที่มิเจียมตัวเหล่านี้ได้รู้ว่า ต่อให้ไร้ซึ่งกระดูกแห่งมรรคา พลังของเขาก็หาได้ลดลงแต่อย่างใด หากปราศจากความหวาดกลัว บรรดาคนที่ไร้ค่าเหล่านี้ก็คงจะกระโดดออกมาท้าทายเขาอยู่เรื่อยไป ซึ่งมันช่างน่าเบื่อเกินกว่าจะยอมทนได้

            ครืน!!

            สายตาของเขากวาดผ่านกลุ่มหออาคารเหล่านั้น ก่อนที่ดวงตาจะฉายประกายอันเจิดจ้าที่ส่องแสงแห่งมรรคาออกมา อักขระสีดำและขาวปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ทันใดนั้นมันเปล่งเสียงสะท้อนดังก้องกังวาน พุ่งเข้ากรีดผ่านความว่างเปล่าราวกับสายฟ้าฟาด

            ฟ้าดินสั่นสะเทือนราวกับกระดาษบางที่ถูกฉีกขาด

            ราวกับกระบี่เซียนอันไร้เทียมทานถูกชักออกจากฝัก คมกระบี่แผ่ซ่านไปทั่วจนสามารถผ่าแยกฟากฟ้า อานุภาพนี้ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่ผู้ใดจะต้านทานได้ ความเย็นเยียบของมันได้แทรกซึมเข้าสู่กระดูกของผู้ที่อยู่โดยรอบ

            บางคนถึงกับสัมผัสได้ถึงพลังอันลี้ลับแห่งยุคดึกดำบรรพ์ที่ได้โอบล้อมเอาไว้ คล้ายกับปรากฏภาพบ่อน้ำโบราณอันลึกลับหกบ่อที่ลอยละล่องอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า

            แสงกระบี่ที่ผ่าพุ่งออกมานั้น ราวกับเป็นการถือกำเนิดขึ้นจากบ่อน้ำเหล่านั้น ก่อนจะเชื่อมโยงไปยังอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นโลกแห่งความตาย

            “อ๊าก!!!”

            เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงมขึ้น 

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญที่จับจ้องกระดูกแห่งมรรคาด้วยความโลภที่เมื่อครู่ยังเปี่ยมล้มไปด้วยความทะเยอทะยาน ในบัดนี้บนใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

            พวกเขาเร่งรุดเตรียมตัวหนี ทว่ากลับสายเกินไปแล้ว แสงกระบี่นั้นรวดเร็วเสียเกินกว่าที่จะตั้งรับมือได้ มันพุ่งทะลวงผ่านกาลเวลาและอากาศ ราวกับตัดขาดทุกสรรพสิ่ง

            กระบี่สายฟ้านั้นพาดผ่านเข้าสู่กึ่งกลางตรงหว่างคิ้วของพวกเขา เพียงพริบตาเดียว ร่างเหล่านั้นก็กลับเหลือเพียงกองกระดูกอันแห้งเหี่ยวที่ไร้ซึ่งพลังชีวิต แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังถูกทำลายจนเสียสิ้น

            สายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน ก่อนที่กองกระดูกเหล่านั้นจะสลายกลายเป็นผงธุลีที่กระจัดกระจายไปในสายลม

            “เฮือก! ถึงแม้จะตกอยู่ในสภาพนี้ กู้ฉางเกอก็ยังคงแข็งแกร่งอย่างมิแปรเปลี่ยน!”

            “ช่างน่าหวาดหวั่นนัก… เพียงแค่แววตาสายหนึ่ง ก็กลับแฝงเอาไว้ด้วยพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัว! พลังของนายน้อยแห่งตระกูลกู้นั้นย่อมมิได้มาจากเพียงแค่กระดูกแห่งมรรคาเท่านั้น!”

            “ผู้ต้องห้ามแห่งยุคเช่นเขา หาได้เป็นตัวตนที่ดูแคลนได้อย่างง่ายดายไม่!”

            ภาพเบื้องหน้านี้กลับทำให้เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายต่างรู้สึกหนาวสะท้านลึกไปถึงจิตวิญญาณ ความคิดที่มิสมควรจะบังเกิดขึ้นนั้น หากเผลอไผลไปแม้แต่เพียงครู่เดียว ก็จะปรากฏผลลัพธ์ดังที่พวกเขาต้องเผชิญ

            “ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้าเก็บความคิดอันไร้ประโยชน์เหล่านั้นเอาไว้เสียเถิด เส้นทางสู่ห้วงนรกนั้นยังอีกยาวไกลนัก อย่าให้ถึงเวลานั้นแล้วจะต้องสิ้นไร้ซึ่งหนทางในการเดินต่อ”

            “ความทุกข์ที่เซียนเอ๋อร์ได้รับมาตลอดหลายปีนี้ ในฐานะพี่ชาย ข้าจะขอชดใช้ให้กับนางทั้งหมด เรื่องนี้ขออย่าให้ผู้ใดคิดจะมายุ่งเกี่ยว ทว่าหากจะมีผู้ใดคิดจะยื่นมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องส่วนตัวของตระกูลกู้ละก็ นี่ก็คือบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับพวกเจ้า”

            “เซียนเอ๋อร์ต้องทนทุกข์ทรมานมามากเกินพอแล้ว หากยังมีผู้ใดไร้ปัญญากล้าจะลองแตะต้องนางขึ้นมาอีก ก็จงรอคอยวันที่ข้าจะไปกวาดล้างให้เสียสิ้นทั้งตระกูลเถิด!”

            พรึ่บ!

            แววตาอันคมกล้าของกู้ฉางเกอกวาดผ่านไปทั่วทั้งแปดทิศ ถ้อยคำของเขานั้นเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบ ทว่าก็กลับดังก้องราวกับสายฟ้า แม้ว่าใบหน้าของเขาจะดูซีดขาวและอ่อนล้าดุจผู้ที่เพิ่งผ่านความเจ็บปวดมาครั้งใหญ่ ทว่าก็กลับสร้างแรงกดดันอันมหาศาลจนผู้คนมิกล้าสบตา

            ในชั่วขณะนั้น เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญจากสำนักมรรคาและสำนักอมตะนิรันดร์ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา มิมีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาแม้แต่เพียงครึ่งคำ

            กู้ฉางเกอได้เปิดเผยเรื่องราวในอดีตอย่างชัดเจน อีกทั้งยังควักกระดูกออกมาคืนให้แก่น้องสาวต่อหน้าทุกสายตา มิว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในอดีต นางก็กลับมิอาจจะมีความโกรธแค้นอันใดต่อเขาได้อีก

            บัดนี้ เขาได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญอันล้ำลึก ความเด็ดเดี่ยวที่ทำให้ผู้คนทั้งทั่วหล้ารู้สึกสั่นสะท้านขึ้นในใจ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องภายในของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง แล้วเช่นนั้นจะยังมีผู้ใดกล้าก้าวล่วงอีกได้

            แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแห่งวังสมุทรก็ยังเผยสีหน้าซีดเผือด ความเยือกเย็นในใจกลับถูกแทนที่ด้วยความหวาดหวั่น จนเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยที่มิทันรู้ตัว

            “เรื่องที่วังสมุทรได้เรียกร้องความยุติธรรมในวันนี้ เช่นนั้นข้าก็จะมอบมันให้แก่พวกเจ้าดีหรือไม่” กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มบาง ทว่ากลับแฝงเอาไว้ด้วยความหมายอันลึกลับ

            ในขณะที่คำพูดของเขาดังก้อง ร่างกายที่บาดเจ็บนั้นก็กลับฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว ลำแสงศักดิ์สิทธิ์อันเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาจากโลหิตที่หลั่งริน แสงสวรรค์สายแล้วสายเล่าเชื่อมต่อบาดแผลและกระดูกที่ถูกฉีกขาดอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นพลุ่งพล่านออกมาราวกับสายธารแห่งดาราจักรอันกว้างใหญ่

            ในขณะเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของเขา “ติ๊ง! ขจัดความเคียดแค้นของผู้ครอบครองโชคชะตากู้เซียนเอ๋อร์ ท่านได้รับค่าวาสนา 8,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์ 40,000 แต้ม”

            หากแต่กู้ฉางเกอกลับมิได้ใส่ใจกับสิ่งนี้นัก เพราะทั้งหมดล้วนเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก

            บัดนี้ ความเคียดแค้นในใจของกู้เซียนเอ๋อร์ได้เลือนหายไป และระยะทางสู่จุดหมายสุดท้ายที่เขามุ่งหวังก็ใกล้เข้ามาทุกที ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็กลับมีบางสิ่งที่เกินกว่าความคาดหมายของเขา ซึ่งนับว่าเป็นผลลัพธ์อันน่ายินดียิ่ง

            “เซียนเอ๋อร์คือยอดอัจฉริยะผู้เลิศล้ำของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ดังนั้น การกระทำของวังสมุทรในวันนี้จึงนับว่าเป็นการดูหมิ่นเกียรติยศของตระกูลของข้าโดยตรง”

            “ท่านบรรพชน ท่านคิดเห็นเป็นเช่นไร”

            กู้ฉางเกอเอ่ยถามขึ้นด้วยรอยยิ้มสงบนิ่ง ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นมิได้ทำให้เขาอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย คล้ายกับผู้ที่ควักกระดูกของตนเองเมื่อครู่นั้นหาใช่เขาไม่

            “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กู้ฉางเกอได้อาศัยกระดูกแห่งมรรคาของกู้เซียนเอ๋อร์มาโดยตลอด ทว่าความสามารถที่แท้จริงของเขานั้นกลับมิเคยถูกเปิดเผยออกมาต่อสายตาผู้ใด...”

            “นั่นหมายความว่า เขายังมีวิชาลับอันทรงพลังที่มิได้แสดงออกมาก่อน... และกลิ่นอายเมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับกฎแห่งวัฏสงสาร...”

            ในเงามืดนั้น เหล่าผู้แข็งแกร่งต่างกล่าวถกกัน แววตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            “แย่แล้ว!”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดของกู้ฉางเกอ แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวแห่งวังสมุทรถึงกับเผยสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะรีบชูราชโองการวังสมุทรออกมาด้วยความเร่งรีบ

            ครืน!!!

            ราชโองการนั้นมหึมายิ่งนัก ทันทีที่ปรากฏขึ้น ก็เปล่งรัศมีอันยิ่งใหญ่กวาดไปทั่วทั้งฟ้าดิน อักษรคำว่าสังหารเปล่งประกายสีทองสว่างเจิดจ้า ดุจดวงตะวันน้อยกลางเวหา ฉายแสงแผ่ขยายไปจนเต็มท้องนภาในชั่วพริบตา!

            “ขอองค์ราชาโปรดปกป้องพวกข้าด้วยเถิด!”

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวตัวสั่นเทาไปด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะก้มลงคุกเข่าต่อราชโองการสีทองเบื้องหน้า พร้อมกับเปล่งเสียงคำรามต่ำด้วยความสิ้นหวัง

            ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังฉากเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง

            เหนือศีรษะของแม่ทัพใหญ่ โองการสีทองลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ซึ่งแผ่กลิ่นอายแห่งพลังอันไร้ขอบเขต เส้นสายอักขระศักดิ์สิทธิ์ถักทอรอบด้าน ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า ก่อให้เกิดรอยแยกขนาดใหญ่ในความว่างเปล่า ราวกับมีผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดกำลังจะเสด็จลงมายังสถานที่แห่งนี้!

            “เฮอะ! อยากตายนักหรือ!”

            ทันที่ที่เสียงอันเย็นเยียบนั้นดังขึ้น ช่องว่างระหว่างฟ้าดินพลันบิดเบี้ยว ก่อนจะบังเกิดร่างของผู้อาวุโสผู้หนึ่งปรากฏขึ้น ใบหน้านั้นดำทะมึน ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามซึ่งไร้ซึ่งผู้ใดจะต้านทานได้

            คนผู้นั้นคือกู้หนานซาน

            “วันนี้ พวกเจ้าจงทิ้งชีวิตเอาไว้ในที่แห่งนี้ทั้งหมดเถิด!”

            สายตาของเขากวาดผ่านโองการสีทองนั้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา

            สรรพชีวิตแห่งวังสมุทรนับหมื่นต่างรู้สึกหวาดผวาอย่างถึงที่สุด พลังอันมหาศาลจากกู้หนานซานบดขยี้พวกเขาจนมิอาจจะทานทนได้ หัวใจสั่นสะท้านราวกับถูกแรงกดดันแห่งสวรรค์โหมกระหน่ำ บางคนถึงกับทรุดตัวลงกับพื้น แข้งขาสั่นเทาจนยืนมิอยู่

            เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์รวมถึงผู้อาวุโสแห่งยุคบรรพกาลที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยกลิ่นอายแห่งมหาศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็เผยสีหน้าอันตึงเครียด

            พลังอันแข็งแกร่งของกู้หนานซานในยามนี้มิได้ด้อยไปกว่ากู้ฉางเกอเลยแม้แต่น้อย ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นโดยไร้ซึ่งความลังเล ภายในฝ่ามือนั้นปรากฏดวงดาราหมุนเวียน ราวกับจักรวาลทั้งผืนกำลังแตกสลาย พลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาอย่างไร้ขอบเขต

            ครืน!!

            ท้องฟ้าพลันพลิกกลับ สว่างวูบวาบก่อนจะมืดสนิท ราวกับดวงดารานับพันกำลังสั่นไหว และพร้อมจะร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า

            ฝ่ามือขนาดมหึมาราวกับปกคลุมทั่วทั้งท้องนภาค่อยๆ ทรุดตัวลงมาจากฟากฟ้า ก่อนจะพุ่งตรงเข้ากดทับเหล่าสรรพชีวิตแห่งวังสมุทรเบื้องหน้า

            เรือรบโบราณและยานบินต่างๆ รวมถึงสัตว์พาหนะทั้งหลายล้วนแตกกระจายกลายเป็นฝุ่นผงภายในพริบตา ก่อนที่ทุกสิ่งจะถูกบดขยี้จนกลายเป็นละอองธุลี และหายวับไปกับสายลม!

            “บรรพชนตระกูลกู้ลงมือแล้ว!”

            “ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก! ด้วยท่าทีเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงคิดจะกวาดล้างเหล่าผู้คนแห่งเผ่าห้วงสมุทรให้สิ้นซาก ณ ที่แห่งนี้!”

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตทั้งหลายต่างแสดงสีหน้าตื่นตระหนก เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจอันลึกล้ำที่มิอาจต่อต้านได้ ดุจต้องเผชิญกับพลังแห่งฟ้าดินที่เกินกว่าจะหยั่งถึง

            โครม!

            ภาพอันแปลกประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นพร้อมกับฝ่ามือของกู้หนานซาน

            ท้องฟ้าสั่นสะท้าน พื้นดินพลิกคว่ำ สายธารแห่งโลหิตอันไร้ที่สิ้นสุดไหลบ่า ศพเซียนจมหายลอยละล่องอยู่ท่ามกลางทะเลโลหิตนั้น พร้อมกับเสียงแตกกระจายอันน่าหวาดกลัว สรรพชีวิตแห่งเผ่าห้วงสมุทรทั้งหมดถูกบดขยี้ภายใต้ฝ่ามือเดียว เรือรบโบราณแหลกสลาย สิ้นสูญทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ!

            “ตระกูลกู้รังแกกันเกินไปแล้ว! ใช้อำนาจของผู้อาวุโสข่มเหงคนรุ่นเยาว์ เช่นนี้ยังจะมีหน้ามาเรียกตนว่าผู้สูงส่งอีกหรือ”

            ทันใดนั้น เสียงอันทรงพลังและโกรธเกรี้ยวดังก้องไปทั่วทั้งฟ้าดิน พร้อมกับรอยแยกในอากาศที่เปิดออกดุจแผ่นกระดาษที่ถูกฉีกขาด มังกรสมุทรสีดำสนิททั้งร่างราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากโลหะศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดมิด กางปีกพุ่งทะยานออกมาจากราชโองการสีทองนั้น

            ดวงตาของมันประดุจดวงอาทิตย์น้อยสองดวง เปล่งประกายเจิดจ้าสีทอง ขณะที่ร่างกายของมันห้อมล้อมไปด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีดำ ซึ่งแผ่พลังอันร้อนแรง ราวกับสามารถเผาผลาญสรรพสิ่งให้มลายสิ้น บนหลังนั้นปรากฏร่างที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกแห่งความลึกลับ เขานั่งอย่างสง่างาม สวมมงกุฎทองคำแห่งเซียน มือข้างหนึ่งถือกระบี่เทพราชันย์ รัศมีอันทรงอำนาจแผ่กระจายไปทั่วฟ้าดิน

            “ขอองค์ราชาช่วยพวกข้าด้วย!”

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวที่แต่เดิมเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง บัดนี้กลับมีแววตาทอประกายแห่งความหวังเมื่อเห็นราชามังกรสมุทรปรากฏตัวขึ้น

            “ฟึ่บ!”

            มังกรสมุทรพุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้า ร่างของราชามังกรที่นั่งอยู่บนหลังแผ่รังสีอันเย็นเยียบ ดวงตาแหลมคมดั่งคมกระบี่ มุ่งหน้าพุ่งเข้าใส่กู้หนานซานด้วยพลังอันยากจะต้านทาน

            “เผ่าห้วงสมุทรมิมีสิทธิ์จะมาอาละวาดต่อหน้าตระกูลกู้ของข้า!”

            กู้หนานซานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา สายตาแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน ก่อนจะลงมือหมายทำลายราชโองการสีทองให้สิ้นซาก

            เขาหันไปให้ความสนใจแก่แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้พลังมรรคาเทพอันยิ่งใหญ่โจมตีลงมาราวกับสรรพโลกซ้อนทับเข้าด้วยกัน

            “ไม่!”

            แม่ทัพใหญ่ฮ่าวเหมี่ยวร้องลั่นด้วยความสิ้นหวัง แม้จะพยายามต้านทาน ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับพลังระดับนี้ ก็ไร้ซึ่งหนทางจะหลีกหนีได้ ความต่างชั้นของพลังนั้นช่างแตกต่างกันเกินไป

            ในชั่วพริบตา ร่างของเขาพลันระเบิดแตกสลาย ก่อนจะกลายเป็นเถ้าธุลีที่สิ้นสูญไปทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ!

            มหาศักดิ์สิทธิ์ผู้ยิ่งใหญ่ร่วงหล่นลงมาโดยปราศจากแม้แต่แรงที่จะต้านทาน นี่ทำให้เหล่าสรรพชีวิตแห่งเผ่าห้วงสมุทรที่เหลืออยู่ต่างตื่นตระหนกจนจิตใจสั่นไหวไปด้วยความหวาดกลัว!

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดของราชาวังสมุทรดังก้องสะท้านฟ้าดิน พร้อมกับการปลดปล่อยมรรคาเทพอันน่าสะพรึงกลัว แสงเจิดจ้าพวยพุ่งนับล้านสาย ราวกับจะฉีกทึ้งท้องนภาและแผ่นดินออกเป็นเสี่ยงๆ ในชั่วพริบตา ท้องนภาพลันร่ำไห้ แผ่นดินสะท้าน วันคืนมืดมิดดั่งหวนคืนสู่ยุคบรรพกาล

            สงครามอันน่าสะพรึงกลัวที่ยากจะบรรยายเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ความรุนแรงแผ่กระจายจนเหล่าสรรพชีวิตที่แม้จะอยู่ไกลเพียงใด ทว่าต่างก็ต้องคุกเข่าลงโดยที่มิอาจจะฝืนทนได้ แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังถูกพลังอันยิ่งใหญ่นั้นบดขยี้จนมิอาจจะต้านทานได้

            ท้ายที่สุดแล้ว มิมีผู้ใดที่จะสามารถมองเห็นการต่อสู้นี้ได้จนจบสิ้น

            กระทั่งเสียงคำรามดังก้องฟ้าอันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและมิยินยอมของราชาวังสมุทรสะท้อนไปทั่วทั้งฟ้าดิน

            สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ก็คือเศษซากของราชโองการทองคำซึ่งแตกกระจายและล่องลอยร่วงหล่นจากฟากฟ้า ก่อนจะมอดไหม้กลายเป็นผุยผง

            เหล่าทัพเผ่าห้วงสมุทรนับหมื่นที่ยกพลมาอย่างเกรียงไกร ล้วนแล้วแต่ถูกสังหารจนเสียสิ้น มิมีผู้ใดรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว!

            กู้ฉางเกอออกคำสั่งให้เหล่ายอดฝีมือแห่งสำนักเทพกำเนิดฟ้ากางอาคมปิดผนึกฟ้าดิน ครอบคลุมระยะกว้างถึงแปดพันลี้ ก่อนจะล้อมไว้จนมิอาจมีสิ่งใดที่จะเล็ดรอดออกไปได้

            เมื่อทุกอย่างสิ้นสุด ข่าวคราวของเหตุการณ์สะเทือนฟ้าดินในครั้งนี้ก็แพร่กระจายออกไปในทันที ก่อนจะก่อให้เกิดความแตกตื่นไปทั่วทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ และยังแผ่ขยายไปยังดินแดนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว เหล่าสำนักมรรคาและขุมพลังทั้งปวงที่ได้รับข่าวต่างก็ตกตะลึงจนมิอาจจะสงบใจได้ ทุกชีวิตล้วนสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดหวั่น!



    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน