การต่อสู้ระหว่างแอเรียสกับดาร์คเอลฟ์สาวยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ พลังเวทที่ร่ายออกมาผลาญทำลายสิ่งของและตัวคฤหาสน์จนกลายเป็นเศษซาก คฤหาสน์อันงดงามของตระกูลสการ์เชียบัดนี้มันดูคล้ายกับบ้านร้างที่กำลังจะถูกรื้อทิ้งเสียมากกว่า ผนังที่พังทลายลงไปมันทำให้ผู้คนที่ยืนดูจากภายนอกสามารถมองเห็นภายในห้องต่างๆได้อย่างไม่ยากนัก
การต่อสู้ในนั้นแม้เฮมี่จะบาดเจ็บแต่แอเรียสก็ยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบ อสรพิษแม้สันหลังของมันจะถูกทุบตีจนแตกหักแต่มันก็ยังคงมีเขี้ยวที่เต็มไปด้วยพิษร้ายอยู่ดี แอเรียสกัดฟันต่อสู้ด้วยความยากลำบาก หลายครั้งเขาเองเป็นฝ่ายที่ถูกทำให้ล่าถอย
“ ข้าไม่คิดเลยว่าท่านแอเรียสจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ข้าเกิดมายังไม่เคยพบเจอนักเวทระดับผู้ใช้มนตราคนใดต่อกรกับนักเวทระดับอัศวินได้อย่างสูสีมาก่อน“
เสียงของนักเวทผู้หนึ่งหันไปพูดกับสหายของมันต้องความตกตะลึงและชื่นชมในตัวของแอเรียส คำเรียกขานถึงแอเรียสเปลี่ยนไปใช้คำว่า‘ท่าน’ ด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม ในการต่อสู้ครั้งนี้แอเรียสคือผู้ที่พลิกสถานการณ์ของตระกูลสการ์เชียที่กำลังย่ำแย่ให้กลับมาเหนือกว่าอีกครั้ง หากนี่คือสงครามใหญ่เขาควรจะถูกเรียกว่าวีรบุรุษอย่างแห่งสงคราม และที่สำคัญเขายังเป็นคนที่ช่วยชีวิตมันไว้อีกด้วย หากไม่มีแอเรียสมันคงถูกบีบตายคามือของนักเวทระดับนักรบคนหนึ่งไปแล้ว สายตาที่เขามองไปยังแอเรียสเต็มไปด้วยความเคารพและความซาบซึ้ง
“ แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าดาร์คเอลฟ์คนนั้นบาดเจ็บไม่ใช่รึอย่างไร“
แต่ดูเหมือนสหายของมันจะมีความเห็นที่ต่างออกไป
“ เจ้าเองก็เป็นนักเวทระดับผู้ใช้มนตราขั้นที่เจ็ดไม่ใช่รึ ? บอกข้ามาทีสิว่าเจ้าสามารถทนรับการโจมตีของระดับอัศวินที่บาดเจ็บได้ถึงหนึ่งนาทีหรือไม่“
มันหันไปมองสหายของมันด้วยสายตาที่ไม่พอใจทันที การที่ผู้มีพระคุณถูกดูหมิ่นเช่นนี้ทำให้มันรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจนัก
“ เอ่อ..หนึ่งนาที ข้าคงตายจนไม่มีทางผุดเกิดได้ใหม่แล้วล่ะ “
นักเวทผู้นั้นอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะขบคิดคำตอบออกมา คำตอบนั้นก็ทำให้มันอยากจะกลืนคำพูดก่อนหน้าของมันกลับลงคอ หากเปลี่ยนตำแหน่งจากแอเรียสเป็นมัน อย่าพูดถึงการต่อสู้อย่างสูสีเลย การจะเข้าประชิดตัวมันยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป ต่อให้มันเป็นมีเก้าชีวิตมันก็คงจะตายจนครบเก้าชีวิตอยู่ดี
การต่อสู้นั้นคราแรกอาจจะเป็นการต่อสู้ที่สูสี แต่เมื่อฟาร์ฮานที่หลุดพ้นจากคำสาปเข้าร่วมการต่อสู้ สถานการณ์ทั้งหมดก็เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง เดิมทีพลังของฟาร์ฮานก็เหนือกว่าเฮมี่อยู่แล้วจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดดาร์คเอลฟ์ผู้ที่ราวกับกุมชัยชนะเอาไว้ในมือบัดนี้จึงกลายเป็นต่อสู้แบบหืดขึ้นคอ นางกัดฟันแน่นด้วยโทสะ ดาบข้างหนึ่งต้องคอยตั้งรับการโจมตีจากเด็กหนุ่ม มืออีกข้างต้องร่ายเวทป้องกันการโจมตีจากฟาร์ฮาน
“เป็นเพราะเจ้าเด็กนี่เพียงคนเดียวที่ทำให้ข้าต้องตกในสถานการณ์เช่นนี้ หากเมื่อใดที่นายท่านยึดเมืองแห่งนี้ได้ ข้าจะถลกหนังมันมาทั้งเป็นแล้วเอามาทำเป็นเบาะรองนั่ง “
เฮมี่กัดฟันกรอดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังยามเมื่อมองไปยังแอเรียส แผนการขุดรากถอนโคนตระกูลสการ์เชียเพื่อตัดกำลังของเมืองเบอเนียร์กลับพังพินาศเพราะเด็กหนุ่มผู้นี้เพียงคนเดียว หากไม่มีแอเรียสแล้วล่ะก็นางก็คงไม่บาดเจ็บหนักเช่นนี้ พิษของบาดแผลช่างร้ายแรงนักแม้จะกลืนยารักษาลงไปแล้วแต่มันก็กลับไม่ได้ช่วยให้อาการของนางดีขึ้นสักเท่าใด นางกระชับดาบให้มือที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความสั่นเครือก่อนจะตั้งรับการโจมตีต่อไป
“ ข้าว่าข้อเสนอที่เจ้าเคยเสนอให้ข้า เอาไว้ถ้าเจ้ามีชีวิตรอดกลับไปแล้วข้าจะรับมันไว้พิจารณานะ ! “
แอเรียสแสยะยิ้มขึ้นด้วยความยั่วยุโทสะ ดาบอสูรมายาในมือประกายแสงสีดำที่ผสมกลมกลืนไปกับเวทอัสนีฟาดฟันลงไปยังร่างของหญิงสาวอีกครั้ง ในที่สุดสถานการณ์ของเขาก็กลับมาได้เปรียบ ที่บริเวณที่ห่างออกไปไม่มากนักอัลเบิร์ตและคานล์กำลังพัวพันอยู่กับการต่อสู้กับศัตรูที่เป็นระดับนักรบซึ่งตอนนี้เหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น มาเรียเองก็กำลังรักษาเหล่าทหารรวมถึงคนรับใช้ของตระกูลที่บาดเจ็บ สถานการณ์เช่นนี้นับว่าเทพธิดาแห่งสงครามเริ่มเอนเอียงชัยชนะมาที่ฝั่งของเขาแล้ว
ทันใดนั้นเองเฮมี่ก็รู้สึกว่าขาของนางราวกับถูกตรึงเอาไว้ด้วยโซ่ตรวน เมื่อเวทวารีของฟาร์ฮานได้พันธนาการบริเวณข้อเท้าของนางเอาไว้ สายน้ำเหล่านั้นกลับแน่นเหนียวราวกับโซ่เหล็ก มันค่อยๆรุกรามขึ้นมาเรื่อยๆจนนางไม่อาจแม้แต่ขยับตัว ในที่สุดจนถึงท่อนเข่าของนางก็ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยเวทวารี นางที่เตรียมจะร่ายเวทอัคคีเพื่อกำจัดเวทที่พันธนาการนางเอาไว้ออกก็ต้องผงะเมื่อพบว่ามีจิตสังหารอันดำมืดที่ด้านหน้า มันราวกับอสูรกายทมิฬที่อ้าปากเตรียมจะกลืนกินร่างของนางเข้าไป การตั้งรับศึกสองด้านเป็นเรื่องที่เกินจะต้านไหวของนางจริงๆ
ความเย็นของโลหะเสียดแทงเข้าไปยังหัวใจของนาง เสียงกรีดเฉือนของโลหะเย็นที่ทะลุผ่านเนื้อของนางดังก้องในโสตประสาท ความเจ็บปวดแผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างของนาง เกราะเบาที่เป็นอุปกรณ์เวทระดับกลางช่างดูราวกับของไร้ค่าเมื่อมันไม่อาจจะป้องกันคมดาบอสูรมายาได้เลยแม้แต่น้อย คมดาบอสูรมายาทิ่มแทงเขาไปตัดขั้วหัวใจของนางอย่างแม่นยำ แต่ก่อนที่นางจะสิ้นใจกลับไม่มีเสียงร้องใดๆออกมาจากนาง มันมีเพียงรอยยิ้มอันเย็นชาและหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของนางเท่านั้น นางมองแอเรียสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต
“สักวันนายท่านจะต้องล้างแค้นให้กับข้า เมื่อถึงเวลานี้พวกเจ้าจะต้องกรีดร้องเพื่อขอความตาย จงหวาดกลัวไปถะ..เถอะเจ้าพวกมนุษย์โสมม.. “
เสียงอันอ่อนแรงของนางเอ่ยมาด้วยความอาฆาต และเสียงนั้นก็ค่อยๆจางหายพร้อมกับลมหายใจสุดท้ายของนางเอง ร่างที่ถูกชโลมไปด้วยโลหิตของนางล้มพบลงมากับพื้น เสียงการหายใจไม่มีบนร่างนี้อีกต่อไป ที่หลงเหลือและเคลื่อนไหวก็คงมีเพียงโลหิตสีแดงที่ยังคงไหลออกมาราวกับสายธารแห่งความตายเท่านั้น แอเรียสมองเห็นภายในดวงตาอาฆาตคู่นั้นมีหยดน้ำตาเล็กๆปรากฏอยู่ แต่เขาก็หาได้ใส่ใจต่อมัน การเห็นใจต่อศัตรูไม่ใช่สิ่งที่นักรบควรมี เขารู้ว่านางคงมีเหตุผลที่ชิงชังต่อมนุษย์อาจจะเป็นบาดแผลในวัยเด็กหรือเรื่องเลวร้ายในอดีต ทุกคนก็ย่อมมีเหตุผลในการกระทำ นางมีเหตุผลที่จะทำลายตระกูลสการ์เชีย เขาเองก็มีเหตุผลในการหันคมดาบสังหารนางเช่นกัน ในเมื่อคิดจะสังหารผู้อื่นก็จงเตรียมใจที่ตัวเองจะถูกสังหารเอาไว้ด้วย แต่ดูเหมือนนางคงเตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว เพราะเขาไม่ได้ยินแม้คำเอื้อนเอ่ยขอชีวิตจากปากนางเลยแม้แต่คำเดียว
แอเรียสเตรียมที่จะสำรวจร่างของนาง บางทีในแหวนมิติที่นิ้วมือของนางอาจจะมีความลับอะไรซ่อนอยู่ หรืออย่างน้อยในแหวนมิติของนักเวทระดับอัศวินก็น่าจะมีสมบัติล้ำค่าสะสมเอาไว้บ้าง เขาไม่รังเกียจสักเท่าใดที่จะฉกชิงสิ่งของจากคนตาย ในเมื่อดวงวิญญาณก็พกแหวนมิติติดตัวไปยมโลกไม่ได้อยู่แล้วเช่นนั้นจะหวงแหนไปทำไม ในอดีตเขายังเคยเดินขุดคุ้ยหาสมบัติจากเศษซากสงครามระหว่างสองเผ่าเลยแม้ส่วนใหญ่แล้วจะเจอเพียงแค่ซากศพที่เน่าเหม็นจนชวนอาเจียนก็เถอะ
แต่ยังไม่ทันที่แอเรียสไม่ทันจะได้ได้สัมผัสโดนตัวนางเขาก็ต้องสะดุ้งจนถอยหลังกลับมาเสียก่อน เปลวไฟสีขมุกขมัวเต็มไปด้วยกลิ่นไอของการทำลายถูกจุดขึ้นจากทรวงอกของนาง พริบตาเปลวไฟก็ลุกลามไปทั่วร่างของนาง ในที่สุดร่างของดาร์คเอลฟ์สาวผู้นั้นก็กลายเป็นเพียงเศษเถ้าธุลีเท่านั้น สายลมที่พัดผ่านช่องว่างของตัวคฤหาสน์โชยเข้ามาพัดเอาเถ้าธุลีเหล่านั้นให้กระจัดกระจายอย่างช้าๆ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อสำหรับผู้คน นางที่น่าจะตายไปแล้วกลับจุดไฟเผาตัวเองได้อย่างไร ทุกสายตาเพ่งมองไปที่แอเรียสที่อยู่ใกล้ร่างของนางที่สุด
“ เกิดอะไรขึ้นแอเรียส“
ฟาร์ฮานแม้ร่างกายจะบาดเจ็บแต่เขาก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วมายังจุดที่ร่างของเฮมี่พึ่งถูกทำลายไป
“ บนร่างของนางมีเวทคำสาปที่ผูกติดเอาไว้ เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหลไปยังศัตรู ยามที่ร่างนางตายลงไปเปลวเพลิงนั่นจึงทำลายร่างกายของนางไปด้วย ช่างเป็นศัตรูที่น่ากลัวจริงๆ “
แอเรียสอธิบายออกมา วิธีการนี้ส่วนมากจะนิยมสำหรับพวกนักฆ่าหรือพวกสายลับที่แฝงตัวเข้าไปสอดแนมความลับของศัตรู เพื่อป้องกันไม่ให้ความลับรั่วไหลจึงมีการใช้เวทคำสาปประเภทนี่ไว้กับร่างกายของสายลับ เวทนี้ไม่มีผลใดๆเมื่อยามมีชีวิตอยู่ แต่ผู้ที่มีคำสาปติดตัวตายลงไปร่างของมันผู้นั้นก็จะถูกทำลายไปด้วย
แอเรียสอดที่จะลอบชื่นชมในความลอบคอบของฝ่ายศัตรูไม่ได้ เพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหลออกไปนี่ย่อมเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แม้แต่แหวนมิติในมือของนางก็ยังถูกทำลายไปด้วย ตอนนี้เหลือเพียงเศษเถ้าธุลีที่ไม่อาจจะค้นหาสิ่งใดได้
เมื่อร่างของเฮมี่ถูกทำลายไปจึงไม่มีประโยชน์ที่แอเรียสและฟาร์ฮานจะต้องควานหาความลับจากร่างนาง อย่างน้อยแอเรียสก็รับรู้แล้วว่าดาร์คเอลฟ์นางนี้เกี่ยวข้องกับนักโทษที่ชื่อโอรันนั่น และจากเบาะแสที่มาจากคำพูดบางคำของนางหากแอเรียสคาดเดาไม่ผิด ดาร์คเอลฟ์ผู้นี้ก็คงจะเป็นฝ่ายเดียวกับข้าศึกที่ยกทัพมาเตรียมพร้อมที่จะโจมตีเมืองเบอเนียร์อยู่ในเวลานี้ และโอรันที่นางเรียกว่านายท่านก็คงจะเป็นผู้นำทัพของเหล่าข้าศึก แต่ตามที่เขาได้ยินมานั้นโอรันเป็นเพียงระดับอัศวินขั้นที่สามเหตุใดจึงกล้าต่อกรกับดยุคโคเว่นที่เป็นถึงระดับอัศวินขั้นที่หก นี่ทำให้เขาคิดไม่ตกว่าเหตุใดมันจึงมีความกล้าถึงเพียงนั้น