ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้ามองชายท่าทางทรงสง่าที่ก้าวเข้ามาโดยไร้เสียง เขาคือบิดาขี้เมาของตนนั่นเองทว่าวันนี้บิดาติดสุราของเขากลายเป็นคนท่าทางสะอาดสะอ้านเปลี่ยนเป็นสวมชุดใหม่เอี่ยม
ชุดที่ใส่คือชุดสีมรกต ตู้เซ่าฝู่จำได้ว่าชุดสีมรกตตัวนี้คือชุดที่ตนซื้อให้กับบิดาขี้เมาคนนี้เองคราวก่อน
ทรงผมกระเซิงตามปกติของบิดาขี้เมาขณะนี้ก็ได้รับการหวีมาอย่างดีปัดไว้ทางด้านหลัง มีผมส่วนหนึ่งพาดไว้ที่บ่าทรงผมรับกับใบหน้าอันหล่อเหลาให้ดูดียิ่งขึ้น
ตู้ถิงเซวียนมองตามสายตาที่ตู้เซ่าฝู่มองมาที่ชุดบนตัวของตนเขาเอ่ยเบาๆ ว่า “ค่อนข้างเหมาะอยู่นะ”
“ข้าค่อนข้างเหมือนท่านอยู่นะ”
เมื่อจ้องมองนานๆ ตู้เซ่าฝู่พบว่าตนกับบิดาติดสุราของเขามีส่วนคล้ายกันอยู่หลายอย่าง
ตู้ถิงเซวียนมองตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “เพราะเจ้าคือบุตรชายของข้า” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ฟังดูน่าหลงใหล
“ท่านคือบิดาของข้าแต่ท่านพ่อมีเรื่องปิดบังข้าเยอะเลยใช่หรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่จ้องหน้าบิดาขี้เมาของเขาเบ้ปากใส่ กล่าวต่อไปว่า “เรื่องโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษท่านเป็นคนทำใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้ด้วยหรือเนี่ย?” ตู้ถิงเซวียนแสดงสีหน้าตกใจมาก ดวงตาส่องประกายในความมืดราวกับดวงดารา
“ตอนแรกข้าก็ไม่รู้หรอกแต่พอข้าเริ่มฝึกฌานได้แล้วก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสุราบนกายข้ามีกลิ่นสุราด้วย ดังนั้นนอกจากท่านแล้วยังจะมีคนอื่นอีกหรือ?” ตู้เซ่าฝู่กล่าว “คราวหน้าหากแอบลักลอบทำอะไรระวังเรื่องกลิ่นสุราบนตัวท่านด้วย”
“สมกับเป็นบุตรชายของข้า” ตู้ถิงเซวียนยิ้มขณะพูด
“โลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษเป็นมหาสมบัติอย่างหนึ่งหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย โลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษต้องไม่ธรรมดาแน่มันมีคุณสมบัติในการชำระล้างได้เฉกเช่นวิชาร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง
ยิ่งกว่านั้นตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษไม่ได้ด้อยกว่าการฝึกร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเลยวิชาฝึกร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่ตนฝึก ขั้นแรกขั้นของการบ่มเพาะขนสีทองสำเร็จได้ไวน่าจะเป็นเพราะผลพลอยได้มาจากโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษหากไม่ได้เพราะเคยชำระล้างร่างกายมาก่อนต้องไม่มีทางใช้เวลาบรรลุวิชาฝึกร่างไวขนาดนี้ได้
“น่าจะใช่แต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ข้าบังเอิญค้นพบสรรพคุณของมันโดยไม่ได้ตั้งใจมันคือสมบัติสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผู้เฒ่าในบ้านสกุลเคารพมันมากๆไม่อนุญาตให้เข้าใกล้สุ่มสี่สุ่มห้า” ตู้ถิงเซวียนยิ้มขณะที่พูด
ตู้เซ่าฝู่นัยน์ตาสั่นไหว ดูท่าบิดาขี้เหล้าของเขาค้นพบคุณสมบัติของโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษโดยบังเอิญและไม่รู้ถึงความเป็นมาของโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษแต่อย่างใด
“พี่ชิงฉุนจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่ก้มลงไปมองเจดีย์เล็กที่อยู่ในมือจากนั้นสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา
“เขาแข็งแกร่งมาก เพียงแต่พลังจิตวิญญาณอ่อนแอมาก หากฟื้นฟูได้มากกว่านี้น่าจะสัมผัสถึงพลังของข้าที่ซ่อนไว้ได้หรือว่าที่จริงแล้วเขาอาจจะสัมผัสได้นานแล้วก็เป็นได้”
ตู้ถิงเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นบอกกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เขาใช้พลังจิตวิญญาณมากเกินไปคิดว่าต้องใช้เวลานานมากกว่าจะตื่นจากการหลับใหลได้”
“นานแค่ไหนหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ร้อนใจ ในใจหวังว่าเจินชิงฉุนจะรีบฟื้นขึ้นมาได้ไวๆไม่ใช่เพียงเพราะว่าอยากรีบเรียนวิชาค่ายกลยันต์ ที่สำคัญกว่านั้นเจินชิงฉุนคือพี่ใหญ่ที่ตนร่วมสาบานไว้แล้ว
“ข้าเองก็ไม่รู้ อาจจะปีสองปี หรือสามปีห้าปี หรือว่านานกว่านั้น” ตู้ถิงเซวียนกล่าว
ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้ว เอ่ยถามต่อว่า “ต้องนานขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ต่อไปหากเจ้ามีโอกาสเจ้าลองหายาวิเศษที่ใช้ในการฟื้นฟูพลังจิตวิญญาณมาดูเช่นนี้แล้วเขาจะฟื้นฟูได้ไวขึ้น”
ตู้ถิงเซวียนก้มมองไปที่เจดีย์เล็กในฝ่ามือของตู้เซ่าฝู่กล่าวว่า “รายละเอียดข้าก็ไม่รู้อะไรมาก เรื่องของพวกนักเวทยันต์น่ารังเกียจพวกนั้นข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร”
“ข้าเองก็เป็นนักเวทยันต์”
ตู้เซ่าฝู่ขมวดคิ้วบิดาขี้เหล้าของเขาราวกับไม่ค่อยชอบนักเวทยันต์สักเท่าไร ทว่าขณะนี้เองเขาก็ถือว่าเป็นนักเวทยันต์คนหนึ่งแล้ว
“เจ้าคือบุตรชายของข้า ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเป็นผู้ฝึกฌานก่อน”
ตู้ถิงเซวียนมองตู้เซ่าฝู่นิ่งๆ ไปสักครู่จู่ๆ ก็เอ่ยถามว่า “ไม่มีอะไรอยากถามข้าแล้วหรือ?”
“มี” ตู้เซ่าฝู่พยักหน้า จ้องหน้าบิดาขี้เมา กล่าวว่า “ท่านไม่บอกข้าถามแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
“เจ้าไม่ได้ถามข้าจะบอกทำไม?” ตู้ถิงเซวียนกล่าว
“ข้าถามไปท่านก็ไม่แน่ว่าจะบอก” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
ตู้ถิงเซวียนกล่าว“เจ้าถามคือเรื่องของเจ้า ส่วนข้าจะบอกไหมแน่นอนว่านั่นมันเรื่องของข้า”
ตู้เซ่าฝู่จ้องหน้าบิดาขี้เหล้าถลึงตาใส่และขมวดคิ้ว สุดท้ายบอกไปว่า “บางครั้งข้าอิจฉาท่านมากจริงๆ”
“อิจฉาอะไรข้า?” ตู้ถิงเซวียนถามอย่างสงสัย
“อิจฉาที่ท่านมีบุตรชายอย่างข้า อิจฉาท่านที่ได้มาเป็นบิดาของข้าไงล่ะ” ……
ตู้ถิงเซวียนตอบกลับว่า “มีอะไรให้น่าอิจฉาล่ะ มีหลายคนอิจฉาข้าแต่ไม่ใช่เรื่องที่มีบุตรชายอย่างเจ้าหรอกนะ”
เมื่อพูดจบ ตู้ถิงเซวียนจ้องหน้าตู้เซ่าฝู่นัยน์ของเขาสั่นไหว จากนั้นกล่าวต่อไปว่า “ที่จริงข้าก็ไม่เคยคาดคิดว่าเจ้าจะสามารถฝึกฌานได้”
“ข้าพยายามมาเป็นสิบปียอมถูกคนอื่นมองว่าทึ่มเป็นสิบปี” ตู้เซ่าฝู่กัดริมฝีปาก
“คนโง่ก็มีสุขจากความโง่ในบางครา” ตู้ถิงเซวียนราวกับว่าจะบ่งชี้บางอย่างเป็นนัยๆ จากนั้นกล่าวต่อว่า “เจ้าอยากรู้เรื่องทุกอย่างหรือไม่?”
“อยาก!” ตู้เซ่าฝู่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา สีหน้าดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันใด
“หลังจากเจ้ารู้ความจริงแล้ว เส้นทางต่อไปของเจ้าจะเต็มไปด้วยความลำบากแสนเข็ญ” ตู้ถิงเซวียนจ้องตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตายอย่างกระจ่าง ดีกว่าตายไปด้วยความสับสนเยอะ” ตู้เซ่าฝู่กล่าว
“ตามข้ามาเถิด” หลังจากนั้นตู้ถิงเซวียนก็พยักหน้าและเดินออกจากห้องไป
ตู้เซ่าฝู่นำเจดีย์เล็กเก็บไว้ไปในถุงหยินหยางจากนั้นเดินออกไปตามไปยืนข้างกายของบิดาขี้เมา
นภายามราตรีสีครามครึ้มทว่าโปร่งใสราวกับผ่านการชำระล้างมา บรรยากาศให้ความรู้สึกสดชื่นสดใสดั่งสายน้ำทั้งยังดูเข้มแข็งท่ามกลางความอ่อนโยน
ตู้เซ่าฝู่เดินตามบิดาขี้เมาของเขาไปที่บริเวณเขาหลังบ้านสกุลตู้เป็นจุดที่ลึกและห่างไกลกว่าบริเวณที่ตนมักจะมาฝึกฌานที่เขาหลังมาก
ที่นี่คือยอดของภูเขาลูกหนึ่งเมื่อมองดูจากตีนเขาไปถึงยอดพบว่ามีชั้นยอดเขาแบ่งเป็นชั้นๆ ดูสลับซับซ้อน โอ่อ่าและมีความแปลกเฉพาะตัว
ทว่าเมื่อตู้เซ่าฝู่มาถึงยอดเขาก็พบว่าบริเวณที่ไม่ไกลออกไปสามารถมองเห็นเขาที่ดูยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า
ในขณะนี้ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่าคนเมื่ออยู่ตีนเขาจะรู้สึกท้อเมื่อต้องปีนยอดเขาสูง ทว่าที่ยอดเขาสูงที่หลายคนกลัดกลุ้มเมื่อต้องปีนขึ้นก็มักจะมีคนที่สามารถพิชิตได้ง่ายๆ
“ท่านคงไม่ได้แค่พาข้ามาปีนเขาหรอกใช่หรือไม่?” ตู้เซ่าฝู่มองดูหมู่เขาที่อยู่ห่างไกลออกไปจากนั้นก็หันไปมองบิดาขี้เมาของตน
“ไม่ใช่”
เสียงทุ้มอันน่าหลงใหลเมื่อพูดจบ ตู้ถิงเซวียนก็รวบรวมพลังฝ่ามือที่หว่างคิ้วมีอักษรยันต์จำนวนมากพรั่งพรูออกมา จากนั้นมันก็เปล่งแสงจ้าจนแสบตาเป็นแสงนวลผ่องดั่งดวงจันทร์ ราวกับแสงตะวันที่ไม่เคยมอดดับพร้อมกับมีลมปราณและคลื่นพลังที่น่ากลัวเอ่อล้นออกมาจากกาย
“ซูมๆ ๆ!”
จากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็พบว่าอักษรยันต์แสบตาที่ออกมาจากหว่างคิ้วของบิดาขี้เมาเป็นเหมือนภาพที่ค่อยๆเปิดออกจากม่าน
อักษรยันต์เปล่งแสงเคลื่อนไหวเป็นคลื่นชั้นบรรยากาศเกิดเสียง “โครมคราม” ดูแล้วเร้นลับน่าพิศวงแสงที่สาดส่องออกมาดูทั้งจริงและปลอมพลังเหล่านั้นท้ายที่สุดก็ลอยมาปกคลุมรอบกายของตู้เซ่าฝู่พร้อมกันนั้นอักษรยันต์ก็พุ่งเข้าไปกลางสมองของตู้เซ่าฝู่
หลังจากนั้นตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกปวดจี๊ดในสมองอย่างรุนแรงแล้วเขาก็เริ่มเคลิ้มราวกับกำลังเข้าสู่ห้วงแห่งความฝันเป็นฝันที่ภาพสีสดราวกับความจริง ……
ในความฝันนี้มีหมู่เขาสูงสลับซับซ้อนจำนวนมากห้อมล้อมราวกับเป็นกำแพงเมืองภูเขาแต่ละลูกปกคลุมด้วยสีเขียวของพฤกษายอดเขาสูงเสียดฟ้าราวกับอยู่ชั้นเดียวกับก้อนเมฆ
เทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลมีพลังปราณแห่งความโบราณที่มีความขลังและความโชกโชนคุกรุ่น ซึ่งที่แห่งนี้ไม่รู้ว่ามีมานานกี่ปีแล้ว
“โฮก!”
“กรรซ์!”
ลักษณะภูมิประเทศบริเวณนั้นคือภูเขาที่สูงชันมีอสูรเกรี้ยวกราดมากมาย มีตัวที่รูปร่างใหญ่เหมือนวัว เสียงร้องดั่งสุนัขดูเป็นอสูรที่ความโหดร้ายป่าเถื่อนอย่างมาก
และก็มีอสูรที่รูปร่างเหมือนม้าตัวขาวหางดำ มีเขาหนึ่งแท่ง กินเสือกินสิงโตเป็นอาหารความสามารถในการต่อสู้เหนือชั้น มีเสียงทุ้มดั่งเสียงกลอง
อสูรมีปีกมากมายเหาะเหินวนไปวนมามีตัวที่รูปร่างเหมือนอีกา ลักษณะดั่งวิหคในตำนานที่มีสามเศียรรูปร่างของมันเหมือนไก่ป่าลักษณะดั่งระกาในตำนานที่มีขนสีสดหลากสีและลวดลายงดงามเป็นต้น
อสูรเกรี้ยวกราดจำนวนมากมายคำรามร้องแผดเสียงรอบกายของพวกมันมีลมปราณที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมา เสียงร้องทุ้มแหลมกระแทกหินสะเทือนจนร้าวพลังที่ปกคลุมรอบๆ ราวกับมีหมู่เมฆลอยห่อหุ้มอยู่พลังลมปราณของอสูรเหล่านี้น่าสยดสยองมาก
พลังลมปราณจากอสูรแผ่ซ่านไปรอบๆบริเวณรอบเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปราศจากผู้คนมีเพียงอสูรบินได้จำนวนมากบินวันรอบๆเกิดเป็นกระแสคลื่นจากการเคลื่อนไหวทำให้สั่นสะเทือน
อสูรวิหคอันดุร้ายเหล่านี้ไม่ว่าตัวไหนหากออกไปสู่ภายนอกในขณะนี้เกรงว่าสามารถทำให้เกิดความระส่ำระสาย อสูรวิหคอันดุร้ายเหล่านี้ไม่ว่าตัวไหนได้ออกไปข้างน้อยจะได้รับการเคารพบูชาจากพลเมืองมากมาย พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีดวงจิตที่น่าเกรงขามทว่าในขณะนี้กลับถูกมนุษย์จับมาเลี้ยงจนเชื่องได้แล้ว
บริเวณพื้นที่แนวผาชันมีแสงระยิบระยับที่พื้นราวกับมีเหล่าดวงดารามากมายอยู่บนพื้นโลกหากตั้งใจสังเกตให้ดีจะทราบว่าที่จริงแสงเหล่านั้นเกิดจากรัศมีพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างสิ่งมีชีวิต
บริเวณนั้นมีเงาของมนุษย์ที่มีพละกำลังน่ากลัวมากมายรวมตัวกันอยู่รอบๆ พวกเขามีแสงจ้าจนไม่อาจมองตรงๆ ได้ ได้เพียงใช้หางตาหรี่ตามองแสงนี้จึงทำให้บนเขาเกิดเป็นแสงระยิบระยับภาพที่เห็นดูมีความโออ่าน่าเกรงขามราวกับเทพเจ้าเสด็จลงสู่พื้นโลก
พลังและอำนาจบารมีที่อันน่ากลัวเช่นนี้ทำให้สิ่งที่เห็นเป็นดั่งภาพในนิยายสามารถสร้างตำนานสู่คนรุ่นหลังได้อย่างน่าจดจำ!
“เอ้าถง เจ้าส่งเจ้าสิ่งอัปมงคลนั่นมาให้ข้า มิเช่นนั้นคงต้องลงโทษตามกฎตระกูลอย่างไม่ปรานี!”
ท่ามกลางเงาของมนุษย์ที่แข็งแกร่งน่ากลัวมากมายที่เป็นต้นเหตุของพลังแสงจ้าแสบตามีเสียงดังดั่งฟ้าผ่าดังขึ้นมา เสียงสะท้อนก้อนกลับมานานสักพักจึงค่อยๆ หายไป
อสูรร้ายที่อยู่ในภูเขาเมื่อได้ยิน ต่างก็ขนลุกตัวสั่นด้วยความกลัวราวกับว่าเสียงที่ดังขึ้นมานั้นบรรจุพลังอันโบราณที่ขลังน่าสะพรึงกลัวชนิดหนึ่งอยู่ปริมาณมาก
“ผู้รักษาที่สอง บุตรสาวบุตรชายของข้าไม่ใช่สิ่งอัปมงคล!”
บริเวณหนึ่งบนเขามีบุรุษคนหนึ่งและสตรีคนหนึ่งที่ท่าทางไม่ธรรมดายืนอยู่สตรีนางนั้นดูบริสุทธิ์ผุดผ่องท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันโสมมนางดูสง่าและรักเกียรติไม่ยินยอมใครนางจ้องมองไปที่เงาของบุคคลน่ากลัวคนนั้นโดยไม่มีสีหน้าที่เกรงกลัวแต่อย่างใด ในอ้อมแขนกำลังประคองทารกที่เพิ่งกำเนิดบนโลกนี้ไม่นานสองคน
ทารกสองคนที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน พวกเขามีดวงตาที่งดงามเป็นประกายและทรงพลังราวกับดวงจิตของทั้งสองเปี่ยมด้วยพลังจิตที่แข็งแกร่ง
บริเวณเทือกเขามีเสียงร้องของอสูรคำรามอยู่เนืองๆไม่ขาดสาย ทว่าสองคนนี้กลับไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด เด็กที่ถูกสตรีชุดแม่ชีอุ้มอยู่ที่ซ้ายมือกำลังยกมือน้อยๆขึ้นมาดูดราวกับว่านิ้วของตัวเองทาน้ำผึ้งที่หอมหวานอยู่ดูดอย่างเพลิดเพลินเกิดเสียงจ๊วบๆ ดังขึ้นมา
เด็กที่อยู่บนมือขวากำลังชูมือสองข้างโบกไปมาอย่างร่าเริงเล่นกับตัวเองอย่างสนุกสนานไม่หยุดแม้แต่วินาทีเดียวใบหน้าจิ้มลิ้ม ดูแล้วน่ารักมา
“ไม่ใช่สิ่งอัปมงคลแล้วทำไมถึงอยู่ในครรภ์ตั้งสามปีหกเดือนล่ะตอนที่เจ้าสิ่งอัปมงคลเกิดมาก็มีฟ้าผ่าโครมครามราวกับกำลังสวรรค์กำลังพิโรธเพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลเรามีสิ่งอัปมงคลเกิดขึ้น เจ้าตัวอัปมงคลต้องรีบจัดการซะปล่อยให้รอดไม่ได้หรอก!”