หลี่เฉิงเฟิงไม่ยอมถอยง่าย ๆ เขาไม่กลัวแม้จะต้องผิดใจกับหลี่ซื่อหมินอย่างรุนแรง เห็นเช่นนั้นหลี่ยวนจึงรีบเข้าไปขวางหลานชายในทันที “เฟิงเอ๋อร์ อย่าทะเลาะกับพ่อของเจ้าเลย! ไปกันเถอะ ออกไปเล่นหมากรุกกับปู่ดีกว่า!”
“ข้าไม่...”
“พอได้แล้วเฟิงเอ๋อร์! หยุดเดี๋ยวนี้ ท่านพ่อของเจ้าเป็นถึงฮ่องเต้ เหตุใดจึงไม่เห็นแก่หน้าของเขาบ้าง? ไปกันเถอะ ออกไปจากที่นี่ดีกว่า!”
สุดท้ายหลี่เฉิงเฟิงก็ถูกหลี่ยวนลากตัวออกไป
การกระทำของหลี่เฉิงเฟิงทำให้หลี่ยวนกลัวเหลือเกิน
กล่าวตามความเป็นจริง ผู้ใดบ้างจะกล้าพูดจาสามหาวต่อพระพักตร์ของฝ่าบาทเช่นนั้น?
หากเวลานี้เขาหลี่ยวนยังเป็นฮ่องเต้ และหลี่ซื่อหมินกล้าพูดจาสามหาวเช่นนั้นต่อเขา อย่าหวังเลยว่าเขาจะเว้นช่องว่างให้อธิบาย เขาจะสั่งทำโทษก่อน ส่วนเรื่องที่เหลือค่อยว่ากัน!
คงเป็นเพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อหลี่เฉิงเฟิง ทำให้หลี่ซื่อหมินทำใจลงโทษหลี่เฉิงเฟิงไม่ลง แต่แน่นอนว่าพระองค์ยังกล้าสั่งกักบริเวณองค์ชายน้อยจอมดื้อรั้น
หลี่ซื่อหมินตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขุนนางทุกท่านต้องช่วยกันดูแลองค์ชายแปดให้ดี! เราขอสั่งกักบริเวณองค์ชายแปดที่จวนเจิ้นอ๋องเป็นเวลาหนึ่งเดือน! ในระยะเวลาหนึ่งเดือนนี้ หากผู้ใดเห็นองค์ชายแปดออกจากจวนเจิ้นอ๋อง ต้องรีบมาที่ท้องพระโรงและรายงานต่อเราในทันที! ผู้ใดไม่แจ้งเรื่องนี้แก่เรา โทษคือตัดหัว ฮึ่ม!....”
สิ้นคำสั่ง หลี่ซื่อหมินสะบัดแขนเสื้อ กลับหลังหัน เดินออกไปด้วยอารมร์บูดบึ้ง
ทางด้านหลัง หลี่เฉิงเฟิงยังคงร้องด่าเขาไม่หยุด “ชิ! หลี่ซื่อหมินจอมเผด็จการ ใช้อำนาจในทางที่ผิด คนอย่างท่านไม่สมควรจจะได้เป็นจักรพรรดิหรอก!”
“องค์ชายแปด หยุดพูดเสียทีเถอะ! หากไม่ยอมหยุดแล้วฝ่าบาททรงได้ยิน องค์ชายจะต้องถูกประหารและตายอย่างทรมานนะพ่ะย่ะค่ะ!”
ตู้หรูฮุ่ยอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ
เหตุใดองค์ชายแปดผู้นี้จึงชอบทำให้ผู้อื่นหนักใจนักนะ?
ทันใดนั้น อดีตฮ่องเต้หลี่ยวนขมวดคิ้วแน่น พระองค์ตรัสว่า “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าตามปู่มานี่! ปู่มีบางอย่างที่ต้องบอกเจ้า!”
อารมณ์ของหลี่ยวนดูแปลกไป สิ่งนี้สะกิดใจหลี่เฉิงเฟิงได้เป็นอย่างดี เขาตระหนักได้ถึงความไม่ปกติ จึงเดินตามหลี่ยวนกลับจวนเจิ้นอ๋องไปแต่โดยดี
หลี่ยวนกล่าว “เฟิงเอ๋อร์ เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เจ้าทำเรื่องผิดมหันต์?”
“ข้ารู้ ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรพูดเช่นนั้นกับเสด็จพ่อ แต่เสด็จพ่อไม่มีเหตุผลกับหลานก่อน เหตุใดหลานจะไม่มีสิทธิ์โต้แย้งเขาล่ะ?”
“อืม! เจ้าพูดถูก เจ้าไม่มีสิทธิ์โต้แย้งเขาแม้แต่น้อย!”
หลี่ยวนมองหลี่เฉิงเฟิงด้วยสายตาที่พูดถึงเรื่องคอขาดบาดตาย “เฟิงเอ๋อร์ ปู่รู้ดี เจ้าคือเด็กอัจฉริยะ เจ้าฉลาดเฉลียวมีปัญญา ทำให้เจ้ามีนิสัยและอารมณ์ที่ดื้อรั้น แต่ความดื้อรั้นของเจ้าจะแสดงต่อพระพักตร์ของฝ่าบาทไม่ได้เป็นอันขาด เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
“เอ๋?”
“เฟิงเอ๋อร์ อย่าได้คิดไปเองเป็นอันขาดว่าเสด็จพ่อรักและเอ็นดูเจ้ามาก มากจนไม่กล้าฆ่าเจ้าตาย! ก่อนที่เขาจะได้เป็นจักรพรรดิในวันนี้ เขาต้องผ่านการสังหารผู้คนมานับครั้งไม่ถ้วน ความเหี้ยมโหดคือพรสวรรค์ที่ติดตัวมาโดยกำเนิด คนมีเมตตาแน่นอนว่าเป็นคนดี แต่จักพรรดิที่มีเมตตา อาจไม่ใช่จักรพรรดิที่ดีเสมอไป! เจ้ากล้าดื้อรั้นกับเสด็จพ่อของเจ้าได้อย่างไร? เจ้าอาจจะถูกโทษประหารไปแล้วด้วยซ้ำ หากขุนนางเหล่านั้นไม่ร้องขอความเมตตาเพื่อเจ้า!”
หลี่ยวนหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะอธิบายเพิ่มว่า “ย้อนกลับไปในครั้งนั้น ท่านพ่อของเจ้าทำการกบฎยึดอำนาจที่ประตูเสวียนอู่ เขากล้าฆ่าแม้กระทั่งหลี่เจี้ยนเฉิง ท่านลุงของเจ้า! เขาชิงบัลลังก์ของหลี่เจี้ยนเฉิงขึ้นเป็นฮ่องเต้! ตำแหน่งจักพรรดิของแต่ละพระองค์ล้วนแลกมาด้วยเลือดเนื้อ และการสังหาร หากไร้ซึ่งความเด็ดขาด เขาจะขึ้นเป็นจักรพรรดิได้อย่างไรกัน?”
“และอำนาจของฮ่องเต้ จะให้ใครดูหมิ่นไม่ได้ แม้กระทั่งข้าหลี่ยวนซึ่งเป็นบิดาของหลี่ซื่อหมิน ข้ายังไม่สามารถต่อต้านหรือคัดค้านอำนาจของเขาต่อหน้าขุนนางทั้งหลายได้ เจ้าเข้าใจหรือยัง? ต่อให้ข้ากล้าทำเช่นนั้น ข้าก็ทำไม่ได้อยู่ดี ครั้งหนึ่งข้าก็เคยเป็นจักรพรรดิมาก่อน! ข้าจึงรู้ดีกว่าใคร ว่าอำนาจของฮ่องเต้ คืออำนาจที่ผู้ใดก็แตะต้องมิได้!”
“นับว่าตอนนี้เจ้ายังโชคดีหลานชาย ทว่าผู้ที่เจ้าทะเลาะด้วยคือฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน เจ้ากล้าดีอย่างไรกัน? เสด็จพ่อไม่สั่งประหารเจ้าตายก็นับว่าโชคดีเท่าไหร่แล้ว!”
หลี่ยวนเหงื่อตกแทนหลี่เฉิงเฟิงไปหลายถัง
เจ้าเด็กแสบคนนี้ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน ต่อหน้าขุนนางเหล่านั้นเขายังกล้าเรียกพระนามของฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน มิหนำซ้ำยังร้องด่าฮ่องเต้ว่าหน้าไม่อาย?
หลี่ยวนไม่กล้าทำอะไรเช่นนั้น แต่เจ้าเด็กคนนี้แสบเหลือเกิน เขากล้าทำทุกอย่างที่คนในโลกนี้ไม่มีทางกล้าทำ
เมื่ออารมณ์สงบ ได้สติกลับมา หลี่เฉิงเฟิงก็เหมือนจะเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น
หากไม่ใช่เพราะหลี่ซื่อหมินทุกข์ใจที่ปล่อยให้เขาร่อนเร่อยู่ภายนอกถึงหกปี ต่อให้เขาจะอัจฉริยะมากขนาดไหน อย่าหวังเลยว่าพระองค์จะปล่อยให้เขาทำตัวอวดดี หัวเขาหลุดจากบ่าอย่างแน่นอน!
เมื่อเห็นหลี่เฉิงเฟิงทำหน้างุนงง หลี่ยวนได้แต่ส่ายหน้าเพราะความเอ็นดูหลานชาย “หลานปู่ หลังจากนี้ก็อย่าทำตัวหยาบคายกับเสด็จพ่อเข้าใจไหม! เจ้าคิดสิ กับขุนนางเหล่านี้เจ้าจะทำอะไร พวกเขาก็ตามใจเจ้าทุกอย่าง ไม่หือไม่อือ ไม่กล้าว่าเจ้า แต่กับฮ่องเต้หลี่ซื่อหมิน เจ้าอย่าต่อต้าน หรือดื้อรั้นกับเขาเช่นนั้นอีก!”
“แต่... แต่ถ้าเสด็จพ่อทำไม่ถูกต้องล่ะ?”
หลี่เฉิงเฟิงมองปู่ของตนด้วยความสับสน
หลี่ยวนตอบ “หากฝ่าบาททำสิ่งใดผิดไป เจ้าสามารถบอกพระองค์ได้เป็นการส่วนตัว แต่อย่าได้พูดความผิดของพระองค์ต่อหน้าข้าราชบริพาร อย่าบอกว่าพระองค์ผิด พระองค์ทำไม่ถูกต้อง! เรื่องในวันนี้เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่? เจ้าคิดว่าเสด็จพ่อบังคับให้เจ้าไปศึกษาที่สำนักอักษรเพราะเหตุใดกัน? เพราะพระองค์อยากให้เจ้าเรียนรู้มารยาทในวังหลวง และให้เจ้ารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างไรล่ะ!”
“เสด็จพ่อหวังดีกับเจ้าทั้งนั้น เจ้ากลับมองความหวังดีของเขาเป็นเช่นยาพิษอย่างนั้นหรือ? จริงอยู่ที่เจ้ามีสติปัญญาดี ความรู้ของไหลกว๋อกงต่ำกว่าจะสอนเจ้าได้! แต่เฟิงเอ๋อร์ ตอนนี้เรื่องที่เจ้าควรใส่ใจคือการเป็นคน จะเป็นคนดีหรือคนชั่ว จะเป็นขุนนางเลวหรือขุนนางมีคุณธรรม ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับใจเจ้า!”
หลี่ยวนลูบเครา ดวงตาที่ลึกล้ำเพราะความชราเต็มไปด้วยความจริงจัง แต่หลังจากนั้น มันก็แปรเปลี่ยนกลับมาอ่อนโยนเช่นเคย
หลี่เฉิงเฟิงเม้มปากพยักหน้าช้า ๆ “พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยเสด็จปู่ที่ให้การสั่งสอน หลังจากนี้หลานจะระวังและใส่ใจเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
“อืม ผิดพลาดต้องรู้จักแก้ไข มิใช่ปลอบใจตนเอง! ทำได้เช่นนี้จึงนับว่าดี! เด็กดีเช่นเจ้าจะต้องกลายเป็นยอดบุรุษแห่งต้าถังอย่างแน่นอน!”
หลี่ยวนมองหลี่เฉิงเฟิงด้วยความพอพระทัย
หลานชายของเขาไม่เพียงแต่เสนอแผนการสำคัญเช่น ‘แผนการผันน้ำจากใต้สู่เหนือ’ แต่เขายังสามารถแก้ไขปัญหาชั่วกาลที่กวนใจชาวโลกมาหลายพันปีได้อีกด้วย
มีหลานที่เก่งเช่นนี้หลี่ยวนจะไม่พอพระทัยได้อย่างไร
ดังนั้นเมื่อพระองค์เห็นหลี่เฉิงเฟิงและหลี่ซื่อหมินทะเลาะกัน พระองค์จึงไม่สามารถเพิกเฉย ปล่อยให้เรื่องรุนแรงต่อไปได้
ถ้าไม่สั่งสอนองค์ชายแปดให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องใหญ่และสายเกินแก้
“ดังนั้นเฟิงเอ๋อร์ เจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งสอนของเสด็จพ่อ! เขาสั่งกักบริเวณเจ้าอยู่ในจวนเจิ้นอ๋องเป็นเวลาหนึ่งเดือน นี่นับว่าเป็นโทษที่เบามากแล้ว! ดังนั้นเจ้าต้องยอมถอยให้เสด็จพ่อบ้าง เพราะนี่คือฟางเส้นสุดท้ายของเสด็จพ่อเจ้าแล้ว!”
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จปู่ หลานเข้าใจแล้ว!”
“อืม! หลานปู่ฉลาดจริง ๆ! อย่างนั้นเวลาหนึ่งเดือนต่อจากนี้ เจ้าอย่าได้ทำสิ่งใดเป็นการขัดใจเสด็จพ่อเป็นอันขาด! อีกอย่างนะ ตลอดหนึ่งเดือนนี้ปู่จะแวะมาหาเจ้าที่จวนเจิ้นอ๋องบ่อย ๆ เราจะได้เล่นหมากรุกด้วยกัน! เจ้าอย่าเศร้าใจไปเลย แค่หนึ่งเดือนพริบตาเดียวก็หมดไป พอพ้นโทษแล้ว ปู่จะพาเจ้าลงใต้ไปที่เมืองฉางอันเอง เราสองคนออกไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ดีไหมเฟิงเอ๋อร์?”
“ดีพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยเสด็จปู่!”
“อืม! เช่นนั้นก็เป็นเด็กดีอยู่ที่จวนเจิ้นอ๋อง อย่าก่อเรื่องก่อราว! อย่าใช้เครื่องปั่นไฟดูดใครอีก! วันนี้ไม่ทำไหลกว๋อกงตายเพราะสิ่งประดิษฐ์ของเจ้าก็นับว่าโชคดีมากแล้ว!”
ได้ยินปู่พูดเช่นนั้น หลี่เฉิงเฟิงรีบเอามือกุมปาก แอบหัวเราะเยาะไหลกว๋อกงผู้โชคร้าย