ห้วงพิภพใต้บาดาลตกอยู่ในสภาวะไร้ปราณฟ้าดินอันวิปริต ไร้คลื่นกระเพื่อมแห่งโลหิต ไร้สำเนียงครวญครางของอสูร แม้แต่แรงสั่นสะเทือนจากการพังทลายของปราสาทมารก็ถูกกลืนกินจนสิ้น เหลือเพียงซากโครงกระดูกมหึมานับแสนที่ทรุดเข่าจมอยู่ในโคลนแห้งกรัง ราวกับสัจธรรมทั้งมวลกำลังถวายบังคมต่อสัณฐานใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิด กลางความเวิ้งว้างที่ปราศจากกาลเวลา ร่างของเศษซากในคราบมนุษย์ลอยคว้างอยู่กลางมิติ เปลือกผิวศิลาเหล็กกล้าที่เพิ่งลอกคราบกลับกำลังปริแตกออกทีละส่วน รอยแยกสีแดงฉานลุกลามไปทั่วกายหยาบดุจเส้นชีพจรของลาวาที่กำลังเดือดพล่าน ภายในจุดกักเก็บพลังทุกแห่ง เตาหลอมวิปลาสในกายกำลังทำงานจนเกินขีดจำกัด แก่นวิญญาณเนื้อของมารบรรพกาลที่ถูกตะกละตะกลามกลืนลงไป กำลังต่อต้านการถูกย่อยสลาย มันบดอัด แยกชั้น และชอนไชพยายามจะฉีกกระชากภาชนะนี้จากภายใน! ตูม! กระดูกซี่โครงฝั่งซ้ายของชายหนุ่มปะทุแทงทะลุเนื้อหนังออกมา! ฉึก! กระดูกท่อนแขนขวาพับหักผิดองศา ผิวหนังบริเวณแผ่นหลังฉีกขาดดังก้อง ก่อนที่ก้อนเนื้อสีดำคล้ำขนาดเท่าท่อนแขนจะดันทะลุออกมาอย่างน่าสะอิดสะเอียน มันมีสัณฐานคล้ายปลายนิ้วห้าแฉก และมันกำลังดิ้นพล่าน พยายามจะตะปบและบีบรัดคอหอยของเจ้าของร่าง! ดวงตาซ้ายที่เหลืออยู่ของเขาเบิกกว้างด้วยความโกรธแค้น กร๊อบ! ชายหนุ่มใช้มือซ้ายกระชากก้อนเนื้อเน่านั้น หักมันทิ้งทั้งเป็น! กังวานกระดูกบดทับกันดังลอดไรฟัน ทว่าการกลายพันธุ์อันเลวร้ายเพิ่งเริ่มต้น แผ่นหลังของเขาบวมปูดขึ้นอีกระลอก เนื้อเยื่อต่างเผ่าพันธุ์กำลังเจริญเติบโต กระดูกชุดใหม่กำลังเสียบทะลุโครงสร้างเดิม แก่นโลหิตบรรพกาลพยายามบีบบังคับให้ตราประทับสายเลือดของเขา ยอมรับสัณฐานของมารโบราณ! “ไสหัว... ออกไป...” ลมหายใจเสียดสีหลอดลมดังครืดคราด “ก้อนเนื้อนี้... เป็นของข้า...”
ทันใดนั้น กระแสคลื่นกระซิบของตะกรันวิญญาณนับหมื่นดังก้องขึ้นภายในทะเลวิญญาณ “ของเจ้า? เจ้าเป็นเพียงห้วงกลืนกิน... เจ้าคือรังฟักตัว... จงสละภาชนะนี้ให้พวกเรา...” คลื่นสั่นสะเทือนเหล่านั้นคือเศษกากวิญญาณของอสูรบรรพกาลทั้งหมดที่เขาเคยกลืนกิน พวกมันรวมหัวกันดิ้นรนเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมสังขาร ชายหนุ่มจิกกรงเล็บลงบนกะโหลกตนเอง หลอดเลือดดำทั่วใบหน้าปูดโปนเต้นตุบจนแทบระเบิด ในห้วงสติที่กำลังจะพังทลาย ภาพนิมิตผุดขึ้นมาเป็นกลไกป้องกันตัวของภาชนะ ภาพของสตรีผู้นั้น... รอยยิ้มที่เคยสลักลึกในสัจธรรมความเป็นคน ทว่าคราวนี้มารในใจมิได้ปล่อยให้เขาอ่อนแอ ทากมารอเวจีเข้าจู่โจมความทรงจำนั้นทันที! ใบหน้าของสตรีผู้นั้นค่อยๆ ละลาย สัณฐานของนางพร่าเลือนและถูกปราณกัดกร่อนย่อยสลาย ชื่อของนางถูกขูดลอกออกจากรากวิญญาณทีละตัวอักษรอย่างเลือดเย็น ความเจ็บปวดดุจถูกควักหัวใจแล่นปลาบในเสี้ยวลมหายใจ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบอันไร้ก้นบึ้ง เขาพยายามคว้าสัจธรรมสุดท้ายนั้นไว้ แต่กลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า ความผูกพันที่หลงเหลือถูกเผาผลาญเป็นเชื้อเพลิงเพื่อต้านทานมารบรรพกาล! “อ๊ากกกกก!!!” ชายหนุ่มแผดกังวานคำรามดุจเดรัจฉานคลุ้มคลั่ง คลื่นปราณมารสีหมึกระเบิดปะทุออกจากรากวิญญาณ! ก้อนเนื้อแปลกปลอมที่แผ่นหลังถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน กระดูกที่แทงทะลุผิวถูกดึงรั้งกลับเข้าตำแหน่งอย่างหยาบกระด้าง เปลือกผิวสีหมึกเริ่มถักทอประสานกันด้วยเจตจำนงของเขาเอง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่หลุดพ้นจากการควบคุม เบ้าตาขวาที่เคยกลวงโบ๋และอาบโลหิต มันเริ่มกระตุกเต้นอย่างบ้าคลั่ง ตุบ... ตุบ... ตุบ... ก้อนเนื้อภายในเบ้าตาบวมพองจนดันเปลือกตาปริแตก ฉีก! ดวงตาสีทองแดงเจือโลหิตคายตัวงอกออกมาจากเบ้า รูม่านตาของมันผิดสัณฐานซ้อนทับกันหลายชั้น หมุนวนไร้จุดจบดุจวังวนแห่งการสูบกลืน มันเบิกเปิดขึ้นเองโดยที่เขาไม่อาจสั่งการปิดมันได้
ทันทีที่เนตรมารบรรพกาลลืมตาตื่นอย่างสมบูรณ์ ห้วงมิติรอบด้านวิรูปไปในพริบตา ทัศนียภาพของเขาก้าวข้ามสัจธรรมของมนุษย์ เขามองทะลุเห็นเศษเสี้ยวแก่นโลหิตในซากกระดูก เห็นละอองตะกรันวิญญาณที่ล่องลอยรอการดิ้นรน เห็นจุดที่ตราประทับสายเลือดของทุกสรรพสิ่งเปราะบางที่สุด เห็นแม้กระทั่งรอยปริแตกของห้วงมิติอับดาร ทว่าสิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาชะงักงัน คือเงาสะท้อนของกายหยาบตนเองบนพื้นเลนโลหิตที่เหือดแห้ง ใบหน้าซีกซ้ายยังหลงเหลือเค้าโครงของบุรุษ แต่ซีกขวากลับผิดสัณฐานเต็มไปด้วยเส้นเลือดสีดำที่เต้นกระเพื่อม เบ้าตาขวามีเนตรวิปลาสที่หมุนวนดุจหลุมพรางนรก รอยแยกสีแดงฉานลากยาวตั้งแต่ลำคอจรดแผงอก เต้นตุบคล้ายมีเหงือกของอสุรกายซ่อนอยู่ สังขารนี้ก้าวล่วงความเป็นมนุษยชาติไปไกลจนกู่ไม่กลับ ก้อนเนื้อวิปลาสจ้องมองเงาสะท้อนของตนเอง ก่อนจะฉีกกรามหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สำเนียงนั้นแหบพร่า เยือกเย็น และไร้ซึ่งเศษเสี้ยวของความโศกเศร้า “ประเสริฐ... หากเจตจำนงฟ้าดินบีบให้ข้าเป็นสัตว์ร้าย ข้าก็จะวิวัฒนาการ... และกลืนกินสัจธรรมของพวกเจ้าให้เหี้ยน!” ทันใดนั้น ครืดดดดดด! พื้นพิภพก้นเหวบาดาลเริ่มวิรูปและสั่นสะเทือน ภูเขาซากกระดูกนับแสนถล่มทลายแหลกเป็นผุยผง ลานเลนโคลนโลหิตที่แห้งขอดพลันปริแยกออกเป็นสองฝั่ง เบื้องล่างก้นบึ้งของรอยแยกนั้น สัณฐานของประตูขนาดมหึมาค่อยๆ ถูกดันทะลุขึ้นมา บานประตูนั้นหล่อหลอมจากโลหะโบราณ พันธนาการด้วยโซ่ตรวนอักขระที่สั่นสะท้าน และที่ใจกลางของบานประตู ปรากฏรอยกรงเล็บขนาดมหึมาที่พยายามเจาะทะลวงออกมาจากด้านใน ตึก... ตึก... ตึก... คลื่นชีพจรขนาดมหึมาดวงหนึ่ง เต้นกระหน่ำอยู่เบื้องหลังความมืดมิดของประตู เนตรมารบรรพกาลของเขามองทะลุบานโลหะในเสี้ยววินาที และสัญชาตญาณสัตว์ตรอกต้องกระตุกเกร็งดุจถูกแช่แข็ง เพราะเขามองเห็นสัจธรรมอันน่าสยดสยอง สิ่งที่ถูกคุมขังอยู่หลังประตูนั้น... คือผู้ล่าที่แม้แต่มารบรรพกาลที่เขาเพิ่งเคี้ยวกลืนไป ยังเป็นได้เพียงกากเดนที่มันคายทิ้ง!
คลื่นชีพจรขนาดมหึมาจากเบื้องหลังบานประตูโลหะโบราณมิได้หยุดนิ่งหลังการเบิกเนตรของมารบรรพกาล มันกลับทวีความวิปลาสขึ้น ราวกับก้อนเนื้อร้ายที่ถูกขังอยู่เบื้องหลังเพิ่งรับรู้ว่ามีของหวานอันโอชะหลุดเข้ามาในอาณาเขตของมันแล้ว คลื่นความถี่ต่ำลึกดุจกระดูกลั่นดังกระแทกออกจากผนึกโลหะ ราวกับเตาหลอมของอสุรกายที่กลืนกินยุคสมัยกำลังสูบฉีดแก่นโลหิตอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางลานเลนโคลนที่แห้งขอด ก้อนเนื้อโสมมในคราบชายหนุ่มยืนตระหง่านอยู่กลางห้วงอนธการ กายหยาบทั้งร่างอาบชุ่มไปด้วยโลหิตสีหมึกที่ข้นคลั่กดุจตะกรันเตาหลอม มันไหลทะลักออกจากรอยปริแตกของการลอกคราบ หยาดหยดลงบนสัจธรรมที่พังทลายเบื้องล่าง ทันทีที่โลหิตหยดแรกสัมผัสพื้น กะโหลกอสูรบรรพกาลที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กนิลพลันปริร้าวและถูกกัดกร่อนจนเกิดควันสีเถ้า หยดที่สองร่วงหล่น ซากกระดูกที่ทับถมกันในรัศมีสิบจั้งแหลกละเอียดกลายเป็นผงธุลีเน่าเหม็น โลหิตในกายของมัจจุราชตัวจ้อยวิวัฒนาการไปแล้ว มันมิใช่โลหิตของมนุษยชาติ มิใช่แก่นเลือดของอสูร และมิใช่ปราณกัดกร่อนของมารบรรพกาล แต่มันคือมลทินสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการขย้ำสัจธรรมทั้งสามมาหลอมรวมกันอย่างตะกละตะกลาม! ทว่าชายหนุ่มไม่มีสติสัมปชัญญะหลงเหลือพอจะมาชื่นชมสังขารใหม่ เพราะทันใดนั้น ภูเขาซากกระดูกนับแสนที่ทับถมกันอยู่ก้นอเวจีเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตะกรันวิญญาณและไออาฆาตที่เน่าหมักหมมมานับหมื่นปี ถูกไอความร้อนวิปลาสจากกายหยาบของเขาปลุกให้ตื่นขึ้นจากการจำศีล! ก้อนเนื้อเรืองแสงสีมรกตนับพันดวงเบิกโพลงขึ้นภายในเบ้ากะโหลกกลวงโบ๋ ซากแม่ทัพเดรัจฉาน กากเดนราชันอสูร สิ่งมีชีวิตที่ผืนพิภพคายทิ้งลงมาในสุสานแห่งนี้ พวกมันกำลังถูกบังคับให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง! คลื่นสั่นสะเทือนของกระดูกที่เสียดสีกันดังสะท้านอเวจี โครงกระดูกสัตว์เลื้อยคลานโบราณยาวพันจั้งกระพือปีกที่เหลือเพียงข่ายเส้นเอ็น เกิดพายุกรดพัดกระหน่ำ ซากอสูรสามเศียรลากเศษขวานศิลาเปื้อนโคลนเดินโซเซออกจากรอยแยก แมงป่องกระดูกที่มีสัณฐานสูงตระหง่านดุจภูเขาชูหางที่อาบด้วยโลหิตเน่าขึ้นฟ้า พวกมันทั้งหมดหันขวับมาจ้องมองก้อนเนื้อแปลกปลอมเพียงหนึ่งเดียว เพราะในสัญชาตญาณของเดรัจฉานกินซาก ชายหนุ่มคือผู้บุกรุกที่บังอาจแย่งชิงไอวิญญาณในรังของพวกมัน! คลื่นอาฆาตแผดก้องประสานกันจนห้วงมิติอับดารวิรูป กองทัพซากศพพุ่งถาโถมเข้าใส่ดุจคลื่นสึนามิแห่งการย่อยสลาย ทว่าชายหนุ่มที่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้ว หาได้ถอยหนีหรือหวาดผวาไม่ เขากลับฉีกกรามหัวเราะ สำเนียงแหบพร่าดุจเศษกระจกบาดคอดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ก่อนจะทวีความคลุ้มคลั่งจนสัจธรรมรอบด้านผิดสัณฐาน “เศษกระดูกกากเดน... คิดว่าตัวเองมีค่าพอให้ข้าขย้อนทิ้งหรือ!” เนตรมารบรรพกาลที่เบ้าตาขวาหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง รูม่านตาซ้อนทับกันดุจฟันเฟืองนรก โลกทั้งใบพลันถูกสับย่อยจนเชื่องช้าลง เขามองทะลุเห็นเนื้องอกอาฆาตที่ฝังอยู่ในอกของกะโหลกทุกใบ เห็นข่ายเส้นเอ็นวิญญาณที่เปราะบางที่สุด เห็นจุดจบของพวกมันก่อนที่จะได้ลงมือ!
เขากระแทกฝ่าเท้าพุ่งออกไป! พื้นกระดูกแหลกละเอียดเป็นหลุมอุกกาบาต กายหยาบสีหมึกพุ่งทะยานเข้าหากองทัพซากศพ ทว่ามันมิใช่การแลกเนื้อดุจสัตว์ชั้นต่ำ แต่มันคือการเหยียบย่ำของผู้ล่าสูงสุด! ทัณฑ์ปฐพีสีเลือดตวัดกวาดเพียงครั้งเดียว รังสีสังหารจากคมดาบผสานกับอำนาจกดขี่ของเนตรมาร กะโหลกสัตว์เลื้อยคลานขาดสะบั้นและสลายเป็นเถ้าธุลีก่อนที่ศัสตราจะสัมผัสโดนเสียอีก ท่อนแขนซ้ายพุ่งทะลวงเข้ากลางอกอสูรสามเศียร ขย้ำแก่นอาฆาตจนระเบิดแหลกคามือ เขาใช้เพียงปลายนิ้วกระชากหางพิษแมงป่องจนขาดกระจุย โลหิตตีกลับกัดกร่อนกะโหลกของมันเองจนละลายเป็นเมือก ไม่มีการเคลื่อนไหวที่สง่างาม ไม่มีกระบวนท่าของจอมยุทธ์ มีเพียงสัญชาตญาณดิบของการชำแหละและสูบกลืน กองทัพกากเดนอเวจีเริ่มพังพินาศย่อยยับในพริบตา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความหิวโหยกำลังจะบรรลุผล คลื่นชีพจรจากบานประตูโบราณดังขึ้นอีกระลอก คราวนี้มันหนักหน่วงและวิปลาสกว่าเดิมนับร้อยเท่า! ชายหนุ่มชะงักสังขาร เนตรมารที่เต้นตุบพลันหดแคบ เพราะรอยกรงเล็บที่พยายามเจาะทะลวงบนบานประตู กำลังปริแยกออกกว้างขึ้น! ช้าๆ... โซ่ตรวนอักขระนับหมื่นเส้นที่จองจำผนึก พลันสั่นสะเทือนและขาดสะบั้นลงพร้อมกันดุจเส้นด้ายเปื่อยยุ่ย! แรงกดทับมหาศาลทางตราประทับสายเลือดแผ่ทะลักออกมา บดขยี้สัจธรรมจนกองทัพซากกระดูกที่เหลือรอดต้องกระตุกเกร็งและสลายสูญกลายเป็นเถ้าถ่าน กระแสปราณในอเวจีหยุดนิ่ง แม้แต่ห้วงกลืนกินในร่างก็หยุดการไหลเวียน เบื้องหลังประตูบานนั้น... ผู้ล่าที่แท้จริงได้ลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ชายหนุ่มกระชากดาบทัณฑ์ปฐพีขึ้นบ่าช้าๆ มุมปากที่ฉีกรั้งแสยะยิ้มจนกรามหลุด เนตรมารหมุนวนอย่างตะกละตะกลามยิ่งกว่าเดิม “ดี... หากก้อนเนื้อข้างในนั้นเน่าเฟะพอ ข้าก็จะเคี้ยวแก่นวิญญาณของเจ้าเป็นของหวาน!”
คลื่นสั่นสะเทือนจากการฉีกขาดของบานประตูโลหะบรรพกาลหนักหน่วงดุจห้วงมิติฟ้าดินกำลังถล่มทลาย โซ่อักขระนับหมื่นเส้นที่จองจำมันไว้ถูกกระชากขาดสะบั้น กังวานระเบิดของโลหะวิญญาณกระแทกทะลวงไขกระดูกของทุกสรรพสิ่งในแดนอเวจี ทันทีที่ประตูบานนั้นแง้มออกเพียงครึ่งคืบ แรงบดอัดแห่งความตายที่เก่าแก่กว่าผืนพิภพทะลักทลายออกมา ทะเลซากศพเบื้องล่างระเหยกลายเป็นหมอกกรดสีเลือดในพริบตา กองทัพกากเดนที่เหลือรอดจากการถูกเจตจำนงของชายหนุ่มบดขยี้ บัดนี้กลับถูกคลื่นพลังของผู้ล่าที่แท้จริงเป่าสลายกลายเป็นผุยผงอย่างไร้ร่องรอย ห้วงมิติอับดารวิรูปจนเสียสัณฐาน รอยแยกสีดำสนิทลุกลามไปทั่วสภาวะไร้ปราณฟ้าดินดุจรอยร้าวบนกะโหลกศีรษะที่กำลังจะแตกออก อเวจีแห่งนี้กำลังถูกย่อยสลาย และจากความมืดมิดเบื้องหลังบานประตู ก้อนเนื้อขนาดมหึมาเคลื่อนตัวออกมา ดวงตาขนาดยักษ์สีทองขุ่นสองดวงเบิกขึ้นท่ามกลางความมืด เยือกเย็น ตายด้าน และเต็มไปด้วยความหิวโหยที่ไม่อาจเติมเต็มมานับล้านปี กรงเล็บสีดำสนิทที่มีสัณฐานใหญ่โตดุจเทือกเขาพุ่งทะลวงออกจากรอยแยก เพียงแค่มันขยับข้อต่อ ห้วงมิติโดยรอบก็ยุบตัวเป็นวังวนมฤตยู สัจธรรมทุกประการถูกบดขยี้เพียงเพราะมันสูดลมหายใจ กรงเล็บนั้นกวาดตะปบลงมาใส่ก้อนเนื้อในคราบมนุษย์ เชื่องช้าแต่หลบเลี่ยงไม่ได้ ราวกับภูผากำลังหล่นทับแมลงหวี่ ทว่ามารร้ายที่เพิ่งลอกคราบกลับฉีกกรามหัวเราะอย่างวิปลาส โลหิตสีหมึกไหลทะลักจากเบ้าตาขวา เนตรบรรพกาลหมุนวนอย่างบ้าคลั่งจนเส้นเลือดดำทั่วใบหน้าเต้นตุบ เขามองทะลุผ่านแรงบดอัด มองผ่านมวลสาร และมองเห็นรอยแผลเป็นทางวิญญาณบนกรงเล็บมหึมานั้น มันคืออสุรกายที่แข็งแกร่งจนวิรูปกฎของโลก แต่มันก็ถูกผนึกกัดกร่อนมานานเกินไป กายหยาบของมันกำลังผุพังจากภายใน และนั่นคือรอยปริแตกเพียงจุดเดียวที่จะทำให้มารร้ายตัวจ้อยอย่างเขารอดตาย สัญชาตญาณสัตว์ตรอกปะทุเดือด เตาหลอมในร่างกายเดือดพล่านจนอวัยวะภายในแทบสุกพอง แก่นโลหิตบรรพกาล กระดูกเหล็กนิลที่พับผิดองศา เปลือกผิวสีหมึกที่ปริแตก และเนตรมารที่บ้าคลั่ง ทั้งหมดถูกรีดเร้นออกมาหลอมรวมกันในเสี้ยววินาที ทัณฑ์ปฐพีสีเลือดสั่นสะท้านดุจกำลังร่ำร้องขอชีวิต ชายหนุ่มย่ำเท้าพุ่งสวนขึ้นไปหากรงเล็บมฤตยู มิใช่ความกล้าหาญของวีรบุรุษที่หวังปกป้องโลก แต่เป็นความดิบเถื่อนของสัตว์หิวโซที่หวังจะชำแหละทางหนี
ดาบยักษ์ปะทะกับกรงเล็บแห่งความตาย เสี้ยววินาทีนั้น สภาวะไร้ปราณใต้บาดาลหยุดนิ่ง ก่อนจะระเบิดออกเป็นการทำลายล้างที่สมบูรณ์แบบ ท่อนแขนซ้ายของชายหนุ่มถูกแรงปะทะบดขยี้จนแหลกละเอียดเห็นกระดูกขาว เปลือกผิวศิลาสีหมึกที่เพิ่งลอกคราบแตกกระจาย อวัยวะภายในถูกแรงอัดกระแทกจนช้ำเลือด โลหิตพิษกระอักออกทางทวารทั้งเจ็ด ทว่ากรงเล็บยักษ์ของอสูรบรรพกาลก็ชะงักงันไปเสี้ยวพริบตา และเสี้ยวพริบตานั้นก็เกินพอสำหรับเดรัจฉานกินซาก ชายหนุ่มขย้อนลิ่มเลือดออกมาพร้อมกังวานหัวเราะวิปริต เขาไม่ได้ฝืนยืนรับแรงกระแทก แต่อาศัยพลังสะท้อนกลับที่บดขยี้ร่างตนเอง ดีดสังขารที่แหลกเหลวพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนดุจทากมารที่ชอนไชหนีการจับกุม เบื้องล่างอสูรบรรพกาลแผดกังวานคำรามด้วยความโกรธแค้นที่ถูกแมลงชั้นต่ำหลอกใช้ กรงเล็บอีกข้างพุ่งทะลวงตามขึ้นมาหมายจะฉีกร่างนั้นให้แหลก ทว่าโซ่อักขระที่เหลืออยู่พลันรัดกระหวัดดึงรั้งกายหยาบของมันไว้ มิติอเวจีเริ่มถล่มลงมาทีละชั้น เศษภูเขา ซากศพ และแก่นโลหิตทั้งหมดถูกวังวนมฤตยูย่อยสลาย ชายหนุ่มที่เหลือเพียงเศษซากพุ่งทะลวงชั้นหินใต้พิภพ ฝ่าค่ายกลโลหิตที่ปริร้าว ทะลุรากภูเขาอสูร กายหยาบของเขาแทบจะฉีกขาดเป็นชิ้นๆ ทะเลวิญญาณใกล้แตกซ่าน ทว่าเนตรมารบรรพกาลยังคงเบิกโพลง และมันมองเห็นแสงสีเถ้ารำไร แสงจันทร์ที่ถูกหมอกพิษบดบังจากโลกเบื้องบน ผืนพิภพของหุบเขาอสูรระเบิดแตกออกเป็นหลุมมรณะขนาดยักษ์ เสาศิลาโลหิตนับร้อยต้นถล่มครืนลงมา หมอกควันสีเถ้าฟุ้งกระจายบดบังฟ้าดิน และก้อนเนื้อโสมมในคราบมนุษย์ก็พุ่งทะยานทะลุขึ้นมาจากใต้ดิน ก่อนจะตกกระแทกลงบนพื้นหินอย่างทารุณ พื้นศิลาแตกร้าวเป็นใยแมงมุม ร่างของเขานอนแน่นิ่งอยู่ก้นหลุม ท่อนแขนซ้ายพับผิดองศาอย่างน่าสะอิดสะเอียน กระดูกซี่โครงยุบจม เนื้อหนังทั่วร่างเหวอะหวะจนเห็นข่ายเส้นเอ็นสีดำที่เต้นตุบ สังขารนี้ก้าวล่วงความเป็นมนุษยชาติไปอย่างสมบูรณ์แบบ ท้องฟ้ายามวิกาลเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์สีซากศพสาดส่องลงมาบนก้อนเนื้อที่หายใจรวยริน ผ่านไปหลายสิบลมหายใจ ปลายนิ้วที่ชุ่มเลือดกระตุกเบาๆ กรามที่ฉีกรั้งบดเข้าหากัน ก่อนที่กังวานหัวเราะแหบพร่าดุจการเลื่อยกระดูกจะสะท้อนขึ้นอย่างเชื่องช้า เศษซากในคราบชายหนุ่มตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากหลุมลึก กระดูกสันหลังลั่นปริแตกทุกการขยับ เนตรมารสีเลือดเงยหน้าขึ้นมองห้วงสัจธรรมเบื้องบน สถานที่แห่งนี้คือโลกเดิมที่เขาคุ้นเคย แต่ตัวตนของเขาสูญสิ้นไปในอเวจีแห่งนั้นแล้ว ตราประทับสายเลือดนี้คือผู้ล่าที่พร้อมจะสูบกลืนทุกสรรพสิ่ง ทันใดนั้น รอยปริแตกขนาดเล็กปรากฏขึ้นกลางสภาวะไร้ปราณเหนือหุบเขา และดวงตาสีทองขุ่นจากใต้พิภพก็เบิกมองขึ้นมาเป็นครั้งสุดท้าย จ้องมองสบตากับมารร้ายตัวจ้อยที่แย่งชิงวาสนาของมันไป ก่อนที่รอยแยกนั้นจะถูกปิดตาย ทิ้งไว้เพียงแรงอาฆาตที่หนาหนักจนแทบจับต้องได้ ชายหนุ่มมิได้เอ่ยคำท้าทายสวรรค์ดุจวีรบุรุษโง่งม เขาเพียงแต่ยกมือที่เหลือแต่กระดูกขึ้นปาดลิ่มเลือดมุมปาก ก่อนจะแสยะยิ้มวิปริตจนกรามแทบหลุด สัญชาตญาณสัตว์ตรอกกระซิบอยู่ภายในรากวิญญาณ... คราวหน้า หากข้าหิวเมื่อใด ข้าจะลงไปชำแหละเจ้ากินทั้งเป็น!
[จบตอนที่ 81]