หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 5 พบหน้าที่ยอดเขาหมิงเฟิง

            ยอดเขาหมิงเฟิงเป็นยอดเขาลูกแรกของภูเขาเฮยเสวียนสถานที่แห่งนี้บริบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณเขียวชอุ่ม และซากของเหล่าจอมยุทธ์ไร้วิญญาณ

            หนิงเทียนเดินตามหญิงชุดดำด้วยสีหน้าสดใสภายใต้แสงตะวันยิ่งมองรูปร่างอันน่าหลงใหลตรงหน้า เขาก็ยิ่งรู้สึกราวกับตกอยู่ในห้วงความฝัน

            หนิงเทียนวัยสิบเจ็ดปีเคยมีนิสัยร่าเริงทว่าการจากไปของบิดาผนวกกับความแค้นต่อตระกูลซูก็ทำให้เขาเคร่งขรึมมากขึ้น

            คาดไม่ถึงว่าฟ้าหลังฝนจะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้

            ไม่เพียงแต่กลายเป็นจื๋อซิวตอนนี้เขายังมีอาจารย์อีกด้วย นี่อาจเป็นการชดเชยจากสวรรค์ก็เป็นได้

            แม้เยี่ยหลิงหลานจะเป็นคนเย็นชาและถือสันโดษแต่นางก็ดีกับหนิงเทียนมาก

            ไม่ใช่เพียงเพราะเรื่องราวน่าเห็นใจที่เกิดขึ้นกับเขาแต่นางยังสนใจรากบ่มเพาะแสนลึกลับในร่างกายของเขาด้วย

            “เส้นลมปราณทั้งเก้าของเจ้าสมบูรณ์แบบสถานการณ์นี้ค่อนข้างพิเศษ เจ้าอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงต้นแล้ว แต่ข้าไม่ทราบประเภทของรากบ่มเพาะจึงยังไม่สามารถสอนวิธีปลูกฝังอย่างเฉพาะเจาะจงให้เจ้าได้”

            หนิงเทียนถามอย่างตื่นตระหนก“เช่นนั้นข้าจะสามารถระบุประเภทรากบ่มเพาะได้เมื่อใด?”

            “หากเจ้าเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงปลายเจ้าจะปลุกทักษะโดยกำเนิดของรากบ่มเพาะได้ เมื่อนั้นจึงจะรู้ต้นกำเนิดของมันข้าพาเจ้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝนหวังว่าเจ้าจะพัฒนาความแข็งแกร่งและปลุกทักษะได้โดยเร็ว”

            หนิงเทียนมองซากศพในกอหญ้าแล้วกล่าวอย่างหวั่นใจ“ท่านอาจารย์จะปล่อยข้าไว้เช่นนี้หรือ? ท่านไม่ถ่ายทอดความรู้ให้ข้าสักหน่อยเล่า?หากเกิดอันตรายขึ้น...”

            เยี่ยหลิงหลานพูดขัดด้วยรอยยิ้ม“ไม่ต้องกลัว ยอดเขาหมิงเฟิงไม่อันตราย ผู้มาเยือนล้วนอยู่ในขอบเขตรวบรวมทั้งสิ้นด้วยสถานการณ์ของเจ้า ย่อมสามารถกลายเป็นราชาครอบครองที่นี่ได้”

            หนิงเทียนยังคงสงสัย “ท่านพูดจริงหรือไม่? เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ายอดเขาหมิงเฟิงไม่เหมือนกับที่ท่านกล่าวมาเลย?”

            “เจ้าวางใจได้ในภูเขาเฮยเสวียนยิ่งขอบเขตสูงเท่าใดก็ยิ่งตายเร็วเท่านั้น ขอบเขตของข้าไม่ว่าจะไปที่ใดก็ล้วนถูกจำกัดขณะที่ขอบเขตของเจ้ายังไม่มีสิ่งใดเป็นอันตราย”

            “ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ล้วนถูกจำกัด?แล้วเหตุใดท่านยังอยู่ที่นี่เล่า?” หนิงเทียนถามด้วยสีหน้าสงสัย

            เยี่ยหลิงหลานจ้องเขานิ่งดูเหมือนศิษย์ตัวน้อยคนนี้จะหลอกได้ยาก “ยอดเขาหมิงเฟิงมีรากบ่มเพาะและเหมาะแก่การฝึกฝนทักษะข้าจึงพาเจ้ามาที่นี่ จงจำไว้ว่าเมื่อเข้าไปแล้วเจ้าต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว และทุกครั้งที่เจ้าได้รากบ่มเพาะมาข้าจะตอบแทนด้วยหินวิญญาณสองก้อน หากเจ้าได้รับอาวุธวิญญาณจื๋อซิว ข้าก็มีผลตอบแทนให้มหาศาล”

            หนิงเทียนได้ยินเช่นนี้ก็อ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด“ท่านอาจารย์กำลังสั่งให้ข้าทำงานหนักเพื่อท่าน!”

            “ไร้สาระ ข้ามาที่นี่เพื่อฝึกเจ้าการเสาะหารากบ่มเพาะเป็นเพียงผลพลอยได้” เยี่ยหลิงหลานตอบด้วยใบหน้าเฉยเมย หัวใจก็เต้นตามปกตินางไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้แม้แต่น้อย

            ยิ่งมองนาง หนิงเทียนก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเหตุใดอาจารย์ผู้เยือกเย็นจึงดูเหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เช่นนี้?

            “ที่รับข้าเป็นศิษย์คงไม่ใช่เพราะต้องการให้ข้าทำงานเพื่อท่านหรอกนะ?ไม่ใช่ว่าท่านไม่คิดจะถ่ายทอดทักษะตั้งแต่แรก... โอ๊ย! ข้าเจ็บ ท่านตีข้าด้วยเหตุใด?”

            “เจ้ากล้าสงสัยอาจารย์หรือ?น่าตีเสียจริง อาจารย์จะเป็นคนเช่นนั้นได้อย่างไร?”

            “ใช่!”

            “สมควรโดนตี!”

            “ข้าเจ็บนะ โอ๊ย! เบาลงหน่อย ท่าน! อย่าตีข้า ท่านอาจารย์โปรดไว้ชีวิตขะ...ข้ายอมแล้ว”

            “หากไม่ลงมือ เจ้าก็จะไม่รู้จักเชื่อฟัง”เยี่ยหลิงหลานส่งยิ้มพราวเสน่ห์ แต่หนิงเทียนกลับหดหู่ใจจนอยากหลั่งน้ำตา

            เขารู้สึกราวกับตนก้าวขึ้นเรือโจรสลัดเสียแล้วอาจารย์ผู้งดงามดุจนางเซียนกลับกลายเป็นปีศาจสาวในพริบตา

            “ท่านอาจารย์หากข้าตายบนภูเขา แล้วความแค้นของท่านพ่อ...”

            “ไม่ต้องกังวลเจ้าไม่ตายหรอก”

            “ท่านอาจารย์พวกเราล้วนเป็นเชื้อสายรากพฤกษา หากข้าค้นพบรากอสูร ท่านอยากให้ข้าเก็บมันมาด้วยหรือไม่?”

            “ขอเพียงเป็นรากบ่มเพาะก็นำกลับมาทั้งหมดนี่คือกำไลหยกหยวน มันสามารถเก็บรากบ่มเพาะได้ ข้าให้เจ้ายืม”

            กำไลหยกหยวนสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ปรากฏบนข้อมือของหนิงเทียนเมื่อปล่อยกระแสพลังไหลผ่านก็พบว่าภายในกำไลมีพื้นที่อันน่าอัศจรรย์

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่มอบของวิเศษให้ข้าชอบกำไลวงนี้ยิ่งนัก” หนิงเทียนหมุนเวียนพลังวิญญาณเข้าไปในกำไลหยกหยวนพื้นที่ด้านในกว้างขวางจนสามารถใส่ภูเขาได้ทั้งลูก

            เจ้าสิ่งนี้เยี่ยมยอดกว่าถุงมิติทั่วไปมากแม้แต่แหวนมิติอันล้ำค่าก็ยังมีพื้นที่ไม่เกินเรือนหนึ่งหลังเท่านั้น

            “หมิงเฟิงเป็นยอดเขาลูกแรกในเก้ายอดเหมาะสำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตรวบรวม ด้านในไม่ได้มีเพียงจื๋อซิวเท่านั้นแต่ยังมีหยวนซิวด้วยเจ้าต้องไม่เปิดเผยการก่อตัวของเส้นลมปราณทั้งเก้า เพราะนั่นจะทำให้เกิดหายนะ ส่วนตอนนี้ข้าจะสอนวิชาทะยานหลงเงาตัดผกาให้เจ้าก่อน”

            เมื่อพูดจบ เยี่ยหลิงหลานก็พลิกข้อมืออย่างคล่องแคล่วราวเทพเซียนพลังวิญญาณเบ่งบานบนปลายนิ้วของนางราวกับหมู่ดอกไม้กำลังโบยบินอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

            หนิงเทียนตั้งใจมองภาพเบื้องหน้าพลังวิญญาณในกายแผ่ซ่านมายังดวงตา เขามองดูเพียงรอบเดียวเท่านั้นก่อนจะเริ่มฝึกฝนกระบวนท่าทะยานหลงเงาตัดผกานั้นซับซ้อนมาก แต่เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งก้านธูป[1]ก็สามารถใช้ได้อย่างชำนาญแล้ว

            เยี่ยหลิงหลานเองยังตกใจกับความสามารถของเขาแต่ก็กล่าวออกมาว่า “ยังต้องพยายามอีกนิด ไปได้แล้ว อย่าทำให้ข้าอับอายเล่า”

            หนิงเทียนถามอย่างลังเลว่า “ท่านอาจารย์หนึ่งกระบวนท่าไม่น้อยไปหรือ? แล้วอีกร้อยแปดสิบกระบวนท่าเล่า?”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เยี่ยหลิงหลานก็แสยะยิ้ม

            หนิงเทียนเห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ปลอดภัยจึงวิ่งหนีพร้อมตะโกน“ขอฝากอีกร้อยแปดสิบกระบวนท่าไว้ก่อน ไว้กล่าวถึงเรื่องนี้อีกคราเมื่อข้ากลับมา”

            “เฮอะ! เจ้าเด็กแสบ แน่จริงก็อย่าหนีสิ”

            เยี่ยหลิงหลานพึมพำด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นในดวงตาอย่างไม่รู้ตัว

            “ถูกสายฟ้าฟาดเพียงนั้นแต่ก็ยังรอดมาได้รากบ่มเพาะในกายต้องผิดธรรมชาติเป็นแน่ ข้าต้องรู้ความจริงให้จงได้”

            ...

            ยอดเขาหมิงเฟิงล้อมรอบไปด้วยกองซากศพหนิงเทียนเดินคาบใบหญ้าและหันกลับไปมองเป็นครั้งคราว เขาเห็นอาจารย์เฝ้าอยู่ด้านนอกและไม่เปิดโอกาสให้หนีออกไปแม้แต่น้อย

            “เหตุใดที่นี่จึงมีหยวนซิว?พวกเขาไม่ต้องการรากบ่มเพาะเสียหน่อย แล้วพวกเขามาด้วยเหตุใดกัน?” หนิงเทียนพึมพำอยู่ในใจ

            พลังวิญญาณกำลังไหลเวียนกระดูกที่แตกร้าวเริ่มสมาน แม้ก่อนหน้านี้เขาจะถูกอาจารย์ตีอย่างหนัก แต่ยามนี้เขากลับสบายใจเป็นอย่างมาก

            หนิงเทียนไม่ใช่คนโง่เขารู้ว่าเยี่ยหลิงหลานช่วยจัดเส้นลมปราณให้แล้วตอนที่ตีเขา ถือว่านี่เป็นวิธีการที่ค่อนข้างดี

            ในดินแดนหยวนซิงการบ่มเพาะแบ่งออกเป็นห้าขอบเขต ได้แก่ รวบรวม จิตหยั่งลึก ผนึกดารา เปลี่ยนผ่าน และเหนือเมฆานอกจากนี้แต่ละขอบเขตยังแบ่งออกเป็นเก้าขั้นด้วย

            ตอนนี้หนิงเทียนอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าแล้วแต่เนื่องจากเส้นลมปราณของเขาใหญ่มาก เมื่อพลังวิญญาณในร่างมีไม่มากพอเขาจึงรู้สึกหิวโหยอยู่ตลอดเวลา

            ยอดเขาหมิงเฟิงสูงถึงหลายพันจั้ง[2]มีความลาดชันไม่สม่ำเสมอ พืชพรรณหนาแน่นนกและสัตว์ต่างส่งเสียงร้องเป็นระยะๆ

            หนิงเทียนเดินเหยียบเศษกระดูกมาจนถึงตีนเขาในใจรับรู้ถึงแรงกดดันทันทีที่เข้าใกล้ยอดเขานี้ ราวกับมีพลังเร้นลับล้อมรอบร่างและคอยสอดส่องสถานการณ์

            “นี่คือข้อจำกัดที่อาจารย์กล่าวถึงหรือ?แม้กระทั่งผู้บำเพ็ญชั้นสูงก็ไม่กล้าเข้ามาเช่นนั้นหรือ?”

            หนิงเทียนมองไปรอบๆ ก็พบว่าห่างออกไปไม่กี่ร้อยจั้งมีร่างสองร่างกำลังย่องเข้าไปในยอดเขาหมิงเฟิง

            “ที่แท้ก็มีผู้อื่นอยู่ด้วยไม่รู้ว่าสองคนนั้นเป็นจื๋อซิวหรือหยวนซิว”

            หนิงเทียนยังคงก้าวไปข้างหน้าแรงกดดันในกายก็หายไปอย่างกะทันหันเมื่อเข้าสู่เขตยอดเขา

            แม้ยอดเขาหมิงเฟิงจะดูเหมือนยอดเขาทั่วไปที่มีวัชพืชรกชัฏและต้นไม้เขียวชอุ่มทว่ากลิ่นอายของที่นี่กลับแข็งแกร่งกว่าภายนอกเล็กน้อย

            ทันใดนั้น มีลูกศรพุ่งเข้ามาเสียบลำต้นของต้นไม้ข้างกายหนิงเทียน

            “เรายึดครองที่แห่งนี้แล้วอย่าเข้ามา!”

            หญิงสาวในชุดสีเขียวผู้อยู่ห่างไม่กี่จั้งยืนถือธนูด้วยมือซ้ายอย่างอาจหาญและจ้องมองหนิงเทียนอย่างเย่อหยิ่ง

            นางมีรูปร่างเพรียวบางความงดงามไม่ธรรมดา บนใบหน้ายังมีจิตวิญญาณแห่งความกล้าอีกด้วย แต่ดวงตาของนางกลับหรี่มองหนิงเทียนอย่างนิ่งงัน

            “หากไม่ให้เข้าไป เช่นนั้นข้าจะขึ้นไปได้อย่างไร?”

            “จงอ้อมไป”

            หลินเสี่ยวซินมองนิ่งชายผู้นี้มาที่นี่ด้วยมือเปล่าเพียงลำพังหรือ? เขาคิดว่านี่คือสวนหลังเรือนหรืออย่างไร?

            หนิงเทียนเงยหน้าการมองเห็นและการได้ยินของเขาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไม่ช้าเขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังที่คล้ายกันห้าลูก

            “เจ้าคือจื๋อซิว?” หนิงเทียนมองหลินเสี่ยวซิน ความผันผวนของนางไม่รุนแรง และรากบ่มเพาะในกายของเขาก็ไม่สนใจนางแม้แต่น้อย

            “ข้ามีนามว่าหลินเสี่ยวซินศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเชียนเฉ่า เจ้าเป็นใคร?”

            สำนักเชียนเฉ่าหรือ?

            หนิงเทียนแปลกใจเล็กน้อย

            “ข้ามาจากสำนักวั่นจื๋อ...”

            “ไร้สาระ!”

            หลินเสี่ยวซินขัดจังหวะก่อนหนิงเทียนจะพูดจบ

            “หากไม่ใช่ขอบเขตเปลี่ยนผ่านผู้ใดบ้างจะสามารถเป็นศิษย์ของสำนักวั่นจื๋อได้? หรือหากเจ้าอยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านจริงเมื่อมาที่นี่ก็คงกลายเป็นโครงกระดูกไปนานแล้ว”

            หนิงเทียนถามอย่างประหลาดใจ“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”

            “เจ้าโง่! แดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามของจื๋อซิว ไม่ว่าจะเป็นสำนักกายา สำนักสวรรค์หรือสำนักวั่นจื๋อล้วนต้องอยู่ในขอบเขตเปลี่ยนผ่านเป็นอย่างต่ำ ด้วยความแข็งแกร่งอันน้อยนิดของเจ้าแค่สามารถเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักเชียนเฉ่าได้ก็น่าเหลือเชื่อเกินพอแล้ว!”

            หนิงเทียนลูบคางพลางพิจารณาตามสิ่งที่ได้ยินที่แท้ความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์ก็ไม่น้อยเลย

            “ข้านามว่าหนิงเทียนเป็นผู้บ่มเพาะรากพฤกษา เหตุใดเจ้าถึงไม่ให้ข้าผ่านไปเล่า?”

            “ไม่ได้ ข้ามีเรื่องต้องทำถ้าอยากขึ้นก็จงอ้อมไป ไม่เช่นนั้นก็กลับไปเสีย”

            หนิงเทียนขมวดคิ้วและตรวจสอบสถานการณ์รอบตัวอย่างถี่ถ้วนพลังวิญญาณในร่างเอ่อล้นออกมาจากจุดหย่งเฉวียน[3] ก่อนจะหลั่งไหลลงสู่ผืนดิน เพียงครู่หนึ่งทิวทัศน์โดยรอบก็ชัดเจนขึ้นในห้วงจิตของเขา

            “ที่แท้ที่นี่ก็มีรากบ่มเพาะ”หนิงเทียนพึมพำกับตัวเอง ขณะที่หลินเสี่ยวซินเริ่มตื่นตระหนก

            “ออกไปเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นข้าจะยิงศรใส่เจ้าอย่างไร้ความปรานี” หลินเสี่ยวซินง้างสายธนูเตรียมปล่อยลูกศรและเล็งไปที่หนิงเทียนพลันต้นหญ้ารอบกายนางส่งเสียงกรอบแกรบ พร้อมปล่อยคลื่นแห่งความเกลียดชังออกมา

            “รากบ่มเพาะประเภทหญ้า?ทักษะควบคุมวัชพืช?”

            หนิงหยาง บิดาของเขาก็เป็นจื๋อซิวเช่นกันดังนั้น เขาจึงมีความรู้ทั่วไปอยู่บ้าง

            “ข้าจะนับถึงสามเจ้าจงออกไป ไม่เช่นนั้นข้าจะยิง” หลินเสี่ยวซินไม่อยากพูดไร้สาระกับเขา หญิงสาววัยสิบหกปีไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายทั้งยังไม่อยากสังหารผู้ใด นางแค่ต้องการขับไล่หนิงเทียนออกไปเท่านั้น

            ทว่ายามที่ทั้งสองคนตกอยู่ในภาวะจนมุมและหนิงเทียนกำลังพิจารณาว่าควรล่าถอยหรือไม่ก็มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเสียก่อน

            เสียงคำรามประหลาดดังขึ้นตามมาด้วยเสียงคนกรีดร้อง

            วินาทีถัดมามีร่างหลายร่างโผล่ออกมาจากป่า ชั่วครู่หนึ่งก็มีเงาแสงกระบี่สว่างขึ้นจากฝั่งผู้โจมตี

            “แย่แล้ว!” หลินเสี่ยวซินอุทานแล้วหมุนตัวแผลงศรก่อนจะถูกโจมตีจนปลิวไปตามแรงฝ่ามือ แล้วทรุดกายอยู่แทบเท้าของหนิงเทียน

            หนิงเทียนถามอย่างสงสัย “เจ้าอยู่ในขอบเขตรวบรวมขั้นใด?”

            หลินเสี่ยวซินได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเลือดลมผันผวนนางรีบกระโจนลุกขึ้นแม้จะมีเลือดไหลออกมาจากปากจนแดงฉาน

            “ขะ...ขั้นเก้า”

            หลินเสี่ยวซินส่ายหัวแล้วหันไปกล่าวกับหนิงเทียนว่า“ถ้าอยากรอดก็จงหนีไปเสีย”

            จากนั้นก็รีบกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู

            “ขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าไร้ประสบการณ์ถึงเพียงนี้เลยหรือ?”

            ทันทีที่หนิงเทียนพูดจบหลินเสี่ยวซินก็ถูกฝ่ามือฟาดลงไปอีกครั้ง

            “เอาชนะไม่ได้ก็อย่าเข้าสู้! ช่างโง่เขลายิ่งนัก” หนิงเทียนยื่นมือมาอุ้มหลินเสี่ยวซินก่อนจะเห็นว่าใบหน้าของนางซีดเซียวและพลังวิญญาณในร่างก็หมุนวนไปมาอย่างสับสน

            “วางข้าลง หนีไป!”

            “แล้วเจ้าเล่า?”

            “ข้าทิ้งสหายไม่ได้” หลินเสี่ยวซินพยายามดิ้นเพื่อกลับไปช่วยสหาย

            หนิงเทียนจึงถามนางว่า“เจ้าไม่กลัวตายหรือ?”

            “เราจะไม่ตาย ผู้โจมตีก็เป็นศิษย์สำนักเชียนเฉ่าสิ่งที่ทำได้มากที่สุดคือทำให้อับอายเท่านั้น”

            ขณะที่นางพูดร่างสี่ร่างก็ถูกถล่มจนร่วงลงมาข้างกายหนิงเทียน

            “รากบ่มเพาะนี้เป็นของเราไปให้พ้น!”

            ชายชุดขาวยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่กำลังมองลงมายังกลุ่มคนผู้พ่ายแพ้ แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนแปลกหน้ามองเขาอยู่

            “เจ้ามาจากที่ใด? จ้องข้าเช่นนี้ไม่รู้หรือว่าข้าควักลูกตาเจ้าได้?”

            ชายชุดขาวไม่พอใจอย่างยิ่งเขาปรากฏตัวอย่างสง่างามและเย่อหยิ่ง แต่กลับมีชายผู้หนึ่งมองตนโดยไม่กะพริบตา

            นั่นเป็นรูปลักษณ์แบบใดกัน?กำลังมองคนเขลาหรือ?

            ช่างรนหาเรื่องยิ่งนัก!

    ---------------------------------------

    [1] หนึ่งก้านธูป (一炷香) เป็นการนับเวลาของคนจีนสมัยโบราณ เทียบเป็นหน่วยเวลาปัจจุบัน คือ 1 ชั่วโมง

    [2] จั้ง (丈) เป็นมาตราวัดความยาว โดย1 จั้ง ยาวประมาณ 10 ฟุต หรือประมาณ 3.3เมตร

    [3] จุดหย่งเฉวียน (涌泉穴) คือ จุดลมปราณบริเวณกลางฝ่าเท้าค่อนไปด้านบนซึ่งเชื่อมไปถึงไต