“มาแล้วพะยะค่ะ” ส่งมอบของขวัญให้หมอดูผู้โชคดี
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ” ผู้โชคดีรับมาถือไว้ก่อนส่งมันให้กับชิงเซียน การพูดคุยดำเนินไปอีกครึ่งเค่อ ฟานอวี้ถงจึงกล่าวอำลา “กระหม่อมต้องเดินทางไปยังแคว้นฉินต่อพะยะค่ะ รั้งรอนานกว่านี้มิได้แล้ว” เพราะตนเองมีนัดตรวจดวงชะตาท่านอ๋องสามในอีกห้าวันถัดจากนี้
“เรื่องรัชทายาททำเจ้าเสียเวลาแล้ว ไปเถิดเดินทางปลอดภัยเล่า กลับมาถึงครั้งหน้าแวะเวียนมาหาข้าได้ทุกเวลาเช่นเดิม” ฮ่องเต้เปิดทาง
“พะยะค่ะ กระหม่อมทูลลา” ฟานอวี้ถง
ชิงเซียนย่อกายงดงาม “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”
ทั้งสี่คนเดินออกจากหอสมุด สวนทางกับรัชทายาทที่มองฟานอวี้ถงอย่างเกลียดชัง
ใบหน้าไร้ริ้วรอยเพราะมีแผ่นเนื้อปลอมติดอยู่นั้น ฟานอวี้ถงมิได้สนใจเพราะถึงอย่างไร…มันก็ไม่มีทางแปะไว้ได้นานเกินหนึ่งเค่อ ไหนจะผลข้างเคียงที่เจ็บแสบนั้นอีกเล่า ‘สุดแล้วแต่เวรกรรมของเจ้าเถอะรัชทายาท ยุ่งดีนักนี่’
๑---------------------๑
รถม้าคันใหญ่ที่มีม้าลากถึงสี่ตัวด้านหน้าถูกอีถงและซานถงเป็นผู้ขับ ใช้ความเร็วประหนึ่งพริ้วกายบนฟากฟ้าแต่เส้นทางขรุขระทำเอาหนึ่งสตรีที่นั่งอยู่ด้านในหัวสั่นหัวคลอนไปหมด ไม่ไกลจากที่นางนั่งอยู่เป็นฟานอวี้ถงที่ยังคงนั่งนิ่งหลับตาไปเงียบๆ
“ท่านฟานเจ้าขา” ชิงเซียนเริ่มงอแงขึ้นมาเพราะเวียนหัว “เราพักมิได้รึเจ้าคะ” นางอยากนั่งด้านนอกแบบไม่สั่นคลอนไปทั้งตัวเช่นนี้
“ข้าต้องไปตรวจชะตาของท่านอ๋องสามก่อนที่พระองค์จะสิ้นชีพ”
“หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“บุรุษอ่อนแอเช่นท่านอ๋องผู้นั้นมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ทุกครั้งที่ถึงแคว้นฉินข้าจะเข้าไปหาท่านอ๋องก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อแนะแนวทางการรักษา จะบอกว่าเขาอยู่มาจนทุกวันนี้เพราะคำบอกของข้าก็ไม่ผิดนัก” แม้เขานั้นมิใช่หมอรักษาอาการ (หรือมีสมุนไพรติดตัวมากมายแต่เรื่องรักษาคนและขัดชะตาที่ควรจะตายให้คงอยู่มันผิด) แต่ทุกครั้งที่เข้าวัง ท่านอ๋องจะมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สิ่งใดช่วยได้เขาย่อมช่วย
“เราต้องใช้เวลาเดินทางกี่วันเจ้าคะ”
“สี่วันบนรถม้า” หากเขาล่วงหน้าไปก่อนด้วยตนเองคงจะถึงในหนึ่งวัน “แต่ข้าคิดว่าจะใช้วิชาตัวเบาเดินทางในวันพรุ่งนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดีเพราะเวลาของท่านอ๋องจะหมดแล้ว”
“สี่วันบนรถม้า” หากเขาล่วงหน้าไปก่อนด้วยตนเองคงจะถึงในหนึ่งวัน “แต่ข้าคิดว่าจะใช้วิชาตัวเบาเดินทางในวันพรุ่งนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดีเพราะเวลาของท่านอ๋องจะหมดแล้ว”
“เช่นนั้นท่านล่วงหน้าไปก่อนข้าเลยสิเจ้าคะ อย่าเอาข้าไปเป็นตัวถ่วง” หน้าเศร้า
ฟานอวี้ถงผู้รอคำนี้มานานได้แต่หัวเราะในลำคอก่อนจะบอกผู้ติดตามทั้งหกคนด้านนอก (ขับรถม้าสอง ควบม้าตามอีกสี่) “ได้ยินกันแล้วเช่นนั้นอีกสองคนก็ติดตามข้าไปให้ทัน”
“เหตุใดมิเปลี่ยนเป็นเหยี่ยวเหมือนคราวนั้นเล่า แมวน้อยของข้า” นางโผกอดร่างบุรุษแข็งแกร่งเหมือนร่ำลาแต่แท้จริงแล้วนางรู้ดีว่าเขาจะไปก่อนแค่คนเดียว
“ไม่ได้หรอก ร่างกายเนื้อที่ข้าเลือกนี้กำลังจะสมบูรณ์ รอให้ถึงยามนั้นจะเปลี่ยนเป็นงูก็ยังได้” ช้อนร่างบางขึ้นแนบอกก่อนจะกระทำสิ่งไม่คาดคิดคือการกระโดดออกไปทางหน้าต่างของรถม้า ฟุ่บ!!
“ว๊ายยย!!!” ชิงเซียนหลับตาสนิทเพราะความกลัว แรงลมหอบใหญ่พัดผ่านใบหูจนไร้เสียงรอบข้าง แค่เสี้ยวนาทีที่ดวงตากลมโตเริ่มเปิดกว้าง นางยิ้มและมองด้านล่างที่มีแต่บ้านเรือนของผู้คนอย่างชอบใจ ความเย็นสบายพาดผ่านจนใบหน้ากระเพื่อม หากรู้ว่าเหินลมเหินฟ้าแล้วมันสนุกเช่นนี้นางคงจะเรียนวิทยายุทธ์ไปแล้วกระมัง
สองผู้ติดตามคือเอ้อถงและอู่ถงเร่งฝีเท้าจนหอบเหนื่อย ในสายตาพวกเขาหาได้มองเห็นบุรุษแข็งแกร่งผู้อุ้มหนึ่งสตรีได้เลยแม้เพียงเงา “อู่ถง”
“ว่าอย่างไร”
“ตามไม่ทันเช่นนี้ เราจะถูกลงโทษหรือไม่”
อู่ถงคิดตาม “นายท่านรู้อยู่แล้วว่าเราตามไม่ทันแน่ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าจะมีผู้วรยุทธ์สูงส่งเช่นนี้ในใต้หล้า ข้าหาได้เสียใจที่เลือกจะติดตามนายท่าน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” เอ้อถงเร่งฝีเท้าขึ้นเมื่อความห่างมีมากกว่าเดิม แต่แล้วในสายตาเขาก็พบกับ ‘บุรุษรูปงามอุ้มสตรีตัวน้อย’ ยืนรอพวกเขาอยู่ไม่ไกล “เลือกถูกแล้วจริงๆ” บุรุษที่ไม่ทอดทิ้งคนในปกครอง…หาได้ยากแต่พวกเขาก็หาจนเจอ
๑------------------๑
สองชั่วยาม ณ.แคว้นฉิน
ฟานอวี้ถงจูงมือสตรีงดงามเข้าไปในร้านหมอดูของตนเองที่ตั้งอยู่ด้านข้างของวังหลวง สาวใช้วัยกลางคนเจ้าประจำที่เฝ้าอยู่ที่นี่เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“ครั้งนี้มาช้ากว่าเดิมไปสามวันนะเจ้าคะนายท่าน” ป้าเหวินทักทายนายท่านที่คอยช่วยเหลือนางและครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง ก่อนจะมองไปยังสตรีงดงามอย่างสงสัย “ครั้งนี้พาฮูหยินมาด้วยรึเจ้าคะ”
สตรีผู้ถูกเข้าใจผิดส่ายหน้ารัวๆ “ยังมิใช่เจ้าค่ะท่านป้า ตอนนี้เราเป็นเพียงคนรักกันเจ้าค่ะ”
“เราเป็นคนรักกันงั้นรึ” ฟานอวี้ถงเย้าและหัวเราะเมื่อเห็นชิงเซียนทำหน้าบึ้ง ก่อนจะเอ่ยแก้ให้ป้าเหวินได้เข้าใจเพราะกลัวนางข้างกายจะโกรธเขาจริงๆ “ชิงเซียนคือว่าที่ฮูหยินของข้าขอรับป้าเหวิน”
“เป็นเช่นนั้นเอง ช่างงดงามเหมาะสมกับนายท่านเหลือเกิน”
“ขอบคุณขอรับ ยามนี้ข้ามาถึงร้านแล้ว ท่านก็ไปพักเถิด” ฟานอวี้ถงบอกกับท่านป้าที่อยู่ห่างจากที่บ้านนี้ไม่ไกลก่อนจะจับมือบางเข้าไปในร้านหมอดูขนาดใหญ่กว่าร้านที่อยู่ในแคว้นหวง ห้องหับที่นี่มีมากกว่าสามห้อง ด้านหลังเป็นสวนกว้าง ปลูกดอกไม้หลายชนิดและผู้ดูแลคือครอบครัวของป้าเหวินนั่นเอง
ชิงเซียนเดินสำรวจรอบๆ ร้าน จนทะลุออกไปยังสวนด้านหลัง รั้วของวังหลวงสูงตระหง่านอยู่ในระยะสายตา ความยาวของรั้วมิสามารถมองเห็นจุดจบได้ สวบ!!! “อุ๊ย!” สาวงามสะดุ้งโหยงเมื่อถูกรวบเอาไว้จากทางด้านหลัง เดาได้ไม่ยากว่าเป็นผู้ใดหากมิใช่ แมวน้อยของนาง “ไร้ยางอาย” ยิ้ม
“หืม” ผู้สวมกอดร่างนุ่มครางในลำคอ “ข้ารึ ไร้ยางอาย”
“ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ ข้ายังมิได้อนุญาตให้ท่านกอดเสียหน่อย” จับสองแขนแกร่งเอาไว้อย่างชอบใจ
“มิให้ข้ากอดแล้วจะให้ผู้ใดกอด”
“แมว”
“...”
“อันที่จริงข้าว่าจะถามท่านเรื่องอายุของเราเผ่ามาร กับการเปลี่ยนร่างที่ท่านบอกข้าว่าผิวหนังนี้กำลังสมบูรณ์ มันคืออย่างไรเจ้าคะ”
“อายุนั้นนานนับร้อยปีแต่ด้วยการบำเพ็ญเพียรกับพลังปราณที่มีแต่กำเนิดจึงทำให้เราดำรงค์ชีวิตได้นานมากกว่าร้อยชาติ ส่วนเรื่องผิวหนังนั้น แต่เดิมข้าหาได้เกิดมาเป็นทารกเช่นเจ้า จึงต้องฝึกปรือและสร้างผิวหนังด้วยตนเอง ตอนแรกข้าอยากจะเป็นแค่สัตว์เล็กๆ ใช้ชีวิตอิสระแต่ใครจะรู้ว่าความคิดเช่นนั้นมันผิด ข้าเปลี่ยนใจอยากจะมีร่างกายปกติเมื่อสองร้อยชาติก่อนที่เจ้าจะมาอยู่ในร่างนี้แล้ว”
“เช่นนั้นยามนี้ก็เป็นคน มีร่างกายเช่นข้าแต่มีพละกำลังสูงส่ง”
“จะคิดเช่นนั้นก็ไม่ผิด” เขาจับสตรีตัวน้อยให้หันมาเผชิญหน้า “ว่าแต่เจ้าเถิด คิดถึงบิดามารดาที่แท้จริงหรือไม่” หมายถึงบิดามารดาในภพเดิมที่นางจากมา